ทั้งหมดนิ่งอยู่เนิ่นนาน หยางป๋อหูจึงเริ่มกล่าวกับพี่น้องตระกูลหลินอีกครั้ง
“หากได้ตัวหนูหิมะมา เ้าจะใช้มันอย่างไร?”
หลินอิงฮวาสวนกลับทันควัน
“ข้าพเ้า้าหนูหิมะ มาไว้เลี้ยงดูเล่น!”
หยางป๋อหูแค่นหัวร่อ กล่าวว่า
“เ้าออกไปตากหิมะ ลำบากปานนี้ เพียงแค่จับหนูหิมะ มาเลี้ยงไว้ดูเล่นหรือ?”
หลินอิงฮวาเห็นหยางป๋อหู ไม่เชื่อคำพูดของนาง ยิ่งเดือดดาลใจ
“ท่านเคยเห็นหนูหิมะหรือไม่! ไม่เคยใช่ไหม ท่านย่อมไม่รู้ว่ามันน่ารักเพียงใด ข้าพเ้าอยากจะเลี้ยงมันมานานแล้วนี่คือความจริงเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ!”
หลินจวี๋ฮวากล่าวขึ้นบ้าง
“เป็เช่นนั้นจริง ๆ คำพูดข้าพเ้า ท่านคงเชื่อถือกระมังพี่หยางท่านคิดทำสิ่งใดก็เื่ของท่าน นี่หาได้เกี่ยวข้องกับพวกเราไม่”
หยางป๋อหูมองพี่น้องตระกูลหลินอย่างครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า
“เอาเถอะ...ข้าพเ้าเชื่อแล้วว่า เ้าเพียงคิดจับหนูหิมะมาดูเล่น แต่พวกเ้าไม่สนใจใช้มันทำประโยชน์อย่างอื่นหรือ อย่าลืมว่าหากคลี่คลายเื่นี้ได้เท่ากับสามารถลบ...ลบรอยตำหนิของตระกูลเ้าได้”
เซียนแพทย์ไร้ใจกล่าวอย่างเฉื่อยชา
“พวกเราไหนเลย ไม่้าลบรอยอัปยศของตระกูล แต่หลังเหตุการณ์นั้นพิษชนิดนี้หายสาบสูญไปอีกครั้ง จนวันนี้ยังไร้ร่องรอยให้สืบค้นไหนเลยสามารถหาตัวยา มาทดสอบวิธีขจัดพิษได้ คาดว่าตระกูลหลินไม่อาจลบรอยอัปยศนี้ได้ตลอดกาล...”
หยางป๋อหูแค่นเสียงเฮอะ
“มิใช่พวกเ้ากลัวว่า ที่สุดเมื่อเื่ราวกระจ่างชัด ผลจะออกมาว่าผู้แพร่พิษคืออี่ไป๋เฮ่อหรอกหรือ?”
หลินอิงฮวาทำท่าจะโต้เถียงอีก หากหลินจวี๋ฮวายกมือห้ามปรามไว้
ติงฝูหรงนิ่งครุ่นคิดครู่ใหญ่ เอ่ยถามอีกประโยค
“พี่หยางเจ็ดปีนี้ ท่านสืบได้ความใดเพิ่มเติมบ้าง?”
บัณฑิตไร้ร่องรอยแค่นเสียงเฮอะ กล่าวว่า
“จะได้ความใด? ทุกผู้ที่รู้เื่ต่างปิดปากเงียบแต่ข้าพเ้าไม่ยอมรามือจากเื่นี้แน่ ต้องหาหลักฐานมัดตัวเ้าฆาตกรให้ได้ข้าพเ้าต้องคืนความยุติธรรม ให้คุณชายจินิกับแม่นางเหม่ยเซียน!”
ติงฝูหรงได้แต่ส่งเสียงอืมม์
ตลอดเจ็ดปีนี้ นางไตร่ตรองเื่ทั้งหมดอย่างละเอียดตั้งข้อสันนิษฐานได้เพียงประการเดียว
‘ประมุขทั้งห้าตระกูล พี่ไป๋เฮ่อ บัณฑิตไร้ร่องรอยทุกคนกำลังปิดบังเื่บางอย่างอยู่ ทุกคนต้องรู้เื่ราวอีกมากทว่าไม่มีผู้ใดยินยอมบอกออกมา’
ทุกคนเป็อะไรไปกันหมด? หรือ...หรือ...ทั้งหมดจะยอมให้พี่จินิต้องตายอย่างคับแค้นเช่นนี้!
ทว่าจากข้อสันนิษฐานนี้ กลับทำให้นางมึนงงมาตลอดเจ็ดปี...
อุปนิสัยเช่นเหล่าประมุขทั้งห้าตระกูล...หนึ่งในนั้นคือบิดาของนางรวมไปถึงอี่ไป๋เฮ่อ หยางป๋อหู ล้วนกร้าวแข็งตรงไปตรงมา ไม่เพียงไม่เกรงกลัวผู้ใดถึงกับไม่เคยไว้หน้าผู้ใดมาก่อน
หากบอกว่าคนเหล่านี้ ปิดบังความจริง ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลย่อมไม่มีใครเชื่อ...
แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เชื่อ เฮอะ นางกลับตั้งข้อสันนิษฐานซึ่งแม้แต่ตัวเองก็ไม่อาจเชื่อได้...
เพราะเหตุนี้ นางจึงมึนงงมาเจ็ดปี...
เพียงแค่กรณีบัณฑิตไร้ร่องรอยคนเดียว ข้อสันนิษฐานของนางก็แทบใช้ไม่ได้แล้ว
เนื่องเพราะหากบัณฑิตไร้ร่องรอย สามารถคลี่คลายคดีนี้จนสิ้นข้อสงสัยชื่อเสียงของมันยิ่งต้องกระเดื่องดัง เป็ที่นับถือมากกว่าเดิมอักโขหยางป๋อหูไหนเลยปล่อยโอกาสเช่นนี้หลุดมือ
อย่างนั้นถ้ามันรู้สิ่งใดจริง ไฉนไม่บอกออกมา?
นางเชื่อว่าบัณฑิตไร้ร่องรอย ต้องรู้เงื่อนงำใดมากกว่าเขียนลงไปในหนังสือเป็แน่...
ไม่เช่นนั้น เหตุใดมันจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า พี่ไป๋เฮ่อเป็ฆาตกรด้วยอุปนิสัยของมัน ต้องไม่กล่าวโทษผู้อื่นโดยไร้หลักฐาน
แต่ถ้ามันมีหลักฐานจริง ไฉนไม่บอกออกมา?
กระนั้น...นางไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า พี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้แพร่พิษนั่นไม่มีทางเป็ไปได้อย่างแน่นอน...
ถ้าอย่างนั้น หยางป๋อหูรู้สิ่งใดกันแน่?
คนผู้นี้หากไม่้าบอกสิ่งใด ใครก็ไม่อาจง้างปากให้มันพูดได้เปล่าประโยชน์จะสอบถาม เื่ราวใดจากมัน พี่ไป๋เฮ่อไปมาไร้ร่องรอยท่านพ่อก็เร่ร่อนไปทั่ว น้องเสวี่ยเฟยก็เก็บตัวอยู่แต่ในหมู่ตึก
...เจ็ดปีนี้นางเฝ้าคิด...หรือเป็นางฟุ้งซ่านไปเพียงผู้เดียวบางทีทั้งหมดอาจไม่มีคนรู้จริง ๆ ว่าใครเป็ผู้แพร่พิษอาจบางทีไม่สามารถทวงความยุติธรรม ให้พี่จินิได้ตลอดกาล...
ผู้ซึ่งอยู่ในห้องต่างเงียบกริบ ทั้งหมดนิ่งอยู่เนิ่นนาน
หยางป๋อหูเริ่มกล่าวกับ พี่น้องตระกูลหลินอีกครั้ง แววตามันกลับเป็บัณฑิตซอมซ่ออีกแล้ว
“คราวนี้พวกเ้าเดินทางไป เพื่อ่ชิงคัมภีร์พันอักษร?”
หลินจวี๋ฮวากลับเป็เซียนแพทย์ไร้ใจผู้เ็า กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถูกต้อง...ครั้งนี้ท่านพ่อสั่งให้เราไปชิงตำแหน่งประมุขหมู่ตึกพันอักษร...”
แววตานางทอประกายสับสน ปลายหางตาชำเลืองไปยังติงฝูหรง แม้เป็คำสั่งของบิดากระนั้นนางย่อมไม่้า ประลองกับพี่สาวผู้นี้เลยจริง ๆ
ติงฝูหรงแม้ไม่เห็นแววตาของนาง หากยังเดาความคิดหลินจวี๋ฮวาออก
“น้องจวี๋ฮวา เ้ามิต้องกังวลไป เราเดินทางไปหมู่ตึกพันอักษรครั้งนี้ตั้งใจไปในฐานะผู้ดูเท่านั้น ไม่คิดเข้าร่วมประลองอย่างแน่นอนเราหวังเพียงในงานชุมนุม จะได้พบเหล่าสหายเก่าซึ่งจากกันไปนาน...”
คราวนี้สามสตรีหันหน้า เป็เชิงไถ่ถามไปยังหยางป๋อหู
“พวกท่านมองอะไร? พลังฝีมืออย่างข้าพเ้าจะกล้าไปแย่งชิงกับผู้อื่นได้อย่างไร แต่งานนี้ยังน่าสนใจยิ่งกว่าการประลองของตาเฒ่า สำนักหัวซานกับคุนหลุน สักสามหมื่นสองพันโยชน์”
“เช่นนี้ เรามีคู่แข่งเหลือเพียง สามตระกูลใหญ่” หลินจวี๋ฮวาครุ่นคิดถึงสามตระกูลที่เหลือ
เจ็ดปีแล้ว ไม่ทราบผู้สืบทอดแต่ละตระกูล ฝีมือก้าวหน้าขึ้นเพียงใด
หยางป๋อหูกลับกล่าวอย่างมั่นใจว่า
“อาจเหลือเพียงตระกูลเดียว...กับอีกหนึ่งหมู่ตึก และอีกสองหรือสามคน”
“เหตุใดจึงเหลือเพียงตระกูลเดียว”นิ่งสงบสติอารมณ์อยู่นาน น้ำเสียงหลินอิงฮวาค่อยเป็ปกติ
บัณฑิตไร้ร่องรอย หันไปกล่าวกับซินแสลิขิตฟ้า
“ตระกูลติงของท่านไม่เข้าประลอง...ตระกูลกงซุนหลังเหตุสลดใจเมื่อเจ็ดปีก่อน ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนก็ไม่ยุ่งเกี่ยว กับเื่ในยุทธจักรอีกรับประกันได้ท่านไม่เข้าร่วมประลอง ส่วนคุณชายกงซุนจินผิงพลังฝีมือห่างจากทายาทตระกูลอื่นอักโข ท่านผู้เฒ่าย่อมไม่ให้มันเข้าร่วมประลองส่วนตระกูลฟาง..เมื่อคืนพวกเ้า ย่อมได้ยินเสียงขลุ่ยนั่น...”
หยางป๋อหูหันไปกล่าว กับพี่น้องตระกูลหลินอย่างมั่นใจ
“ตระกูลหลิน มีคู่แข่งเพียง ตระกูลซ่างกวนของคุณหนูรองซ่างกวนิจูเท่านั้น”
เมื่อได้ยินหยางป๋อหูเอ่ยถึงเสียงขลุ่ย ติงฝูหรงถึงกับขมวดคิ้วหากยังไต่ถามต่อ
“อีกหนึ่งหมู่ตึกคงเป็..”
“ย่อมเป็หมู่ตึกบูรพา เจ็ดปีก่อนหลังตระกูลซ่างกวนย้ายจากจงหยวนไปสู่แดนอาทิตย์อุทัย ประมุขของหมู่ตึกบูรพาคนปัจจุบัน ได้เข้ามายังถิ่นเดิมของตระกูลซ่างกวนสร้างฐานกำลังอำนาจขึ้นใหม่ หลายปีหลังนี้อิทธิพลไม่ด้อยกว่าตระกูลซ่างกวนในอดีตแล้ว”
“ยังมีอีกสองหรือสามคน” ติงฝูหรงพยักหน้า เห็นด้วยกับหยางป๋อหูถึงเวลานี้นางค่อยยก ถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นดื่ม
หยางป๋อหูกล่าวอย่างมั่นใจ
“นับจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ กับจอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียนด้วยได้”
ติงฝูหรง หลินจวี๋ฮวา หลินอิงฮวา ล้วนพยักหน้าเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของหยางป๋อหู
บัณฑิตไร้ร่องรอยนั่งนิ่ง ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ทอดถอนใจ ก่อนกล่าวว่า
“ซึ่งความจริง เหล่านี้เป็เพียงชาวยุทธ์แถบจงหยวนและตอนเหนือลุ่มน้ำฉางเจียงเท่านั้น เนื่องเพราะการประลองที่ผ่านมาทั้งสี่ครั้งเหล่าชาวยุทธ์แดนเจียงหนาน และแคว้นเหลียวตง หาได้สนใจเข้าร่วมประลองไม่”
ซินแสขิลิตฟ้าขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แดนเจียงหนานและเหลียวตง ย่อมมียอดฝีมือคู่ควร เข้าร่วมประลองไม่น้อยเหตุใดบุคคลเ่าั้ จึงไม่เคยคิดเดินทางมายังหมู่ตึกพันอักษร”
หยางป๋อหูยังคงทอดถอนใจ ส่ายหน้ากล่าวเพียง
“เหตุผลนั้นย่อมมีอยู่...นั่น...นั่นกลับเป็เื่ราว เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว....”มันกลับกล่าวเพียงเท่านั้น ยกสุราขึ้นดื่มหมดจอก กิริยาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่้าอธิบายเื่นี้ให้มากความ
หลินอิงฮวากลับยังติดใจสงสัย เอ่ยถามขึ้น
“เหตุใดข้าพเ้ากลับไม่เคยได้ยินว่า ในแดนเจียงหนานหรือแคว้นเหลียวตงมีค่าย พรรค สำนัก ตระกูลอันใด สามารถทัดเทียม พวกเาาวจงหยวนได้บุคคลเ่าั้มีอยู่จริง ๆ หรือ”
หยางป๋อหูหัวร่อหึหึในลำคอ เบ้ปากกล่าวว่า
“อย่างเ้าไม่ทราบ ย่อมไม่นับว่าแปลกอันใด ทั้งเ้าจะสนใจคนเ่าั้ไปไยลำพังผู้้าเข้าร่วมประลอง ซึ่งมีพลังฝีมือทัดเทียมท่านพี่ของเ้าเ่าั้นับว่าตึงมือมิใช่น้อยแล้ว...”
เหลือบชำเลืองมอง ไปยังหลินอิงฮวา กล่าวเย้ยหยัน
“แต่จะว่าไป...ยังไม่ทันถึงหมู่ตึกพันอักษรเมื่อครู่...เ้ากลับวิ่งตัวสั่น กลับมาเสียแล้ว”
หลินอิงฮวาหน้าแดงก่ำ นี่นับเป็เื่น่าขายหน้าจริง ๆ
“ปีศาจ! เป็ปีศาจจากอเวจี จะเอาชีวิตข้าพเ้า!”
หยางป๋อหูหัวเราะเยาะ เสียงดังลั่น
“ในโลกนี้ ไหนเลยมีปีศาจได้”
“มีสิ! มันถือดาบสีเงินวาววับยาวกว่ากระบี่ทั่วไปสักเชียะเศษ ร่างของมันไม่สูงใหญ่ แต่ตั้งตรงหนักแน่นไร้ช่องว่างให้จู่โจมอย่างเด็ดขาด ประกายตามันเย็นเยือก จนหนาวจับใจ สีหน้าเฉยเมยไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ของมนุษย์อยู่สักนิด ดาบของมันรวดเร็ว อำมหิตอย่างยิ่ง!”
ทั้งสามคนซึ่งนั่งฟัง ต่างคนถึงกับนิ่งอึ้งสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
ติงฝูหรงกล่าวเป็คนแรก
“เป็นาคามูระ โยชิอิแห่งหมู่ตึกบูรพา”
หยางป๋อหูพยักหน้าเห็นด้วย
“เป็มันอย่างแน่นอน”
หลินอิงฮวาไหนเลยยอมเชื่อว่า ผู้ใช้ดาบปีศาจนั่นเป็มนุษย์มีเืเนื้อเหมือนตน
“ไฉนเป็มัน ข้าพเ้าเจอปีศาจชัด ๆ”
ติงฝูหรงหันไปย้ำกับนาง
“หากมีผู้ทำให้เ้า มีสภาพทุลักทุเลเช่นนี้ได้ ต้องเป็มันแน่นอน”
หลินอิงฮวาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ทุ่มเถียงอีกเนื่องเพราะนางทราบ หากซินแสลิขิตฟ้ากับบัณฑิตไร้ร่องรอย ระบุอย่างเดียวกันเื่ต้องไม่มีทางเป็อย่างอื่น