บทที่ 12 ถ้าไม่กลับบ้านภรรยาคุณตายแน่
“นมฉันหมดแล้ว”
เธอกินหมดเร็วกว่าที่ตัวเองคาดไว้
“ฉันจะซื้อให้เธอ!”
นี่มันบรรพบุรุษตัวน้อยคนสำคัญจริง ๆ
จนกว่าเื่ผีเด็กจะเรียบร้อย เขาคงต้องพึ่งพาบรรพบุรุษตัวน้อยของตระกูลเสิ่นคนนี้ไปก่อน
เขาลูบหัวตัวเองด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“บ้าเอ๊ย ฉันเพิ่งซื้อบ้านนี้”
ใครจะรู้ว่าที่นี่ดันมีผีอยู่
ฉินเจินอารมณ์ไม่ดี จึงสั่งคนให้มารื้อถอนลานจอดรถใต้ดินทันที
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ดันไปรบกวนนักพัฒนาโครงการอสังหาฯนี้เข้า
“ไอ้สารเลวฉินเจิน! นายกำลังทำบ้าอะไรอยู่!”
คนที่สามารถสร้างคอนโดหรูหราในย่านทองคำแห่งนี้ได้ พื้นเพคงไม่ธรรมดาแน่นอน
กู้ไฮว๋ยืนหน้าเครียด ถ้าไม่ติดว่าต่อยฉินเจินไม่ไหว เขาคงต่อยไอ้บ้านี่ไปแล้ว
ฉินเจินลืมตาขึ้นมามอง “อีกเดี๋ยวนายก็รู้เองแหละ รื้อแค่ตรงนี้ ไม่ได้รื้อทิ้งทั้งหลังสักหน่อย”
ฟังสิ ฟังที่มันพูดสิ! พูดแบบนี้มันใช่คนหรือเปล่า?
“นาย...”
“เจอแล้ว! มีจริง ๆ ด้วย!”
กู้ไฮว๋กำลังจะด่า แต่ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากคนงานที่กำลังขุดดิน
ฉินเจินหายใจเข้าลึก ๆ ยกแขนขึ้นคล้องคอกู้ไฮว๋ในทันที
“พี่ชาย เรามีเื่ใหญ่แล้ว”
มองดูโครงกระดูกที่ถูกขุดขึ้นมา กู้ไฮว๋รู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ
ฉินเจินมองเขาอย่างเห็นใจ ก่อนจะโทรศัพท์เรียกคนมา
ที่ฉินเจินไม่ได้เรียกเพื่อนร่วมงานมาั้แ่แรก เพราะเื่นี้มันอธิบายยาก แถมตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
แต่ตอนนี้หลักฐานปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
ฉินเจินมองไปทางเสิ่นจืออินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
ในขณะนั้น ผีเด็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เสิ่นจืออินก็กำลังจ้องมองโครงกระดูกของตัวเองอย่างตกตะลึง ดวงตาสีดำสนิทปล่อยให้น้ำตาสีเืไหลอาบแก้ม
ภาพที่เห็นยิ่งน่าขนลุก เขาจึงรีบหลบสายตา
ความแค้นพยาบาทในตัวผีเด็กทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เสิ่นจืออินเตรียมพร้อมไว้แล้ว เธอโยนยันต์สงบจิตใจไปให้
ผีเด็กที่กำลังจะคลุ้มคลั่งค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง
“เมื่อกี้ทำไมฉันถึงรู้สึกเย็นอย่างนั้นนะ”
“จริงเหรอ ในลานจอดรถใต้ดินมันเย็นขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เมื่อเห็นท่าทางของเสิ่นจืออิน ฉินเจินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขาเห็นเต็มสองตา ผีเด็กเมื่อกี้มันน่ากลัวจริง ๆ
ไม่นาน โครงกระดูกของผีเด็กก็ถูกนำออกมาและมอบให้กับแพทย์นิติเวช
กู้ไฮว๋และฉินเจินยืนสูบบุหรี่อยู่ในสวน
“เกิดเื่แบบนี้ขึ้น บ้านฉันจะขายออกอยู่ไหมเนี่ย?”
ขาดทุนไปเท่าไหร่กันนะ
ฉินเจินตบบ่าเขา “อย่าเพิ่งไปสนใจบ้านเลยน่า ขาดทุนนิดหน่อยแค่นี้ครอบครัวนายรับไหวอยู่แล้ว เื่นี้คงต้องไปตามทีมก่อสร้างเมื่อปีก่อนมาแล้วล่ะ”
“ใช่ ๆ อย่าเพิ่งไปสนใจเื่บ้านเลย ตอนนี้บ้านเก่าของคุณไฟไหม้แล้ว รีบกลับบ้านไป ไม่งั้นภรรยาคุณตายแน่”
จู่ ๆ ก็มีเสียงเด็กใส ๆ ดังแทรกขึ้นมา ทั้งกู้ไฮว๋และฉินเจินก้มมองเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังดูดนมจากขวด
ฉินเจินกะพริบตาถี่ ๆ อย่างตื่นใ
ขณะที่กู้ไฮว๋ย่นคิ้ว “เธอกำลังพูดถึงฉัน?”
เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ กำลังพูดถึงคุณ”
ดูคุณสิ โชคร้ายจนเหมือนมีเมฆดำปกคลุม เธออยากจะมองไม่เห็นก็คงไม่ได้ พอคำนวณดูแล้ว เธอจึงรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
กู้ไฮว๋กัดฟันแน่น พยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปทะเลาะกับเด็กน้อย
แต่ทว่า...
“เด็กน้อย รู้ไหมว่าการที่หนูไปสาปแช่งภรรยาคนอื่นแบบนี้ อาจจะโดนตีได้นะ”
นี่มันลูกเต้าเหล่าใครกัน หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู ทำไมปากถึงได้เสียแบบนี้
ฉินเจินพูดขึ้นว่า “กู้ไฮว๋ ไม่ลองโทรไปถามหน่อยเหรอ”
กู้ไฮว๋หัวเราะอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉินเจิน นี่นายกำลังจะบอกว่านายเชื่อเื่นี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ? ก่อนหน้านี้ทำไมฉันไม่เห็นว่านายโง่อย่างนี้นะ”
ฉินเจินสูดควันบุหรี่เข้าไปลึก ๆ มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า กริยาท่าทางแสดงออกถึงความเศร้าใจ
“นายรู้ไหมว่าฉันรู้ได้ยังไงว่าที่นั่นมีศพเด็ก”
กู้ไฮว๋ขมวดคิ้วมองเขา
“รีบโทรไปถามเถอะ”
ด้วยคำพูดของฉินเจิน แม้กู้ไฮว๋จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่สุดท้ายก็โทรศัพท์กลับบ้าน
แต่เขาโทรไปหลายสายแล้ว ภรรยาของเขาก็ยังไม่รับ กู้ไฮว๋ใจหาย มือเริ่มสั่น
คงไม่เกิดเื่ร้ายแรงขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม!
“โทรหาพี่เลี้ยงสิ” ฉินเจินกล่าว
“ใช่ โทรหาพี่เลี้ยง”
ครั้งนี้มีคนรับสาย
“น้าหวัง ตอนนี้อยู่ที่ไหน” ทันทีที่โทรศัพท์ถูกเชื่อมต่อ กู้ไฮว๋ก็ถามอย่างรีบร้อน
“คุณชายเหรอคะ น้าอยู่ข้างนอก กำลังซื้อผักอยู่จ้ะ”
“น้ารีบกลับไปดูอาซิ่นที่บ้านหน่อยสิ ผมโทรหาเธอหลายสายแล้ว ไม่มีคนรับเลย”
ระหว่างที่พูด กู้ไฮว๋ก็เดินก้าวยาว ๆ ไปที่รถ เตรียมตัวกลับบ้าน
ฉินเจินก็อุ้มเสิ่นจืออินเดินตามไปติด ๆ
ยังไงซะสองบ้านนี้ก็ถือว่าเป็เพื่อนกัน กู้ไฮว๋อายุมากกว่าเขาห้าปี แต่งงานมาสองปีแล้ว พอรู้ว่าพี่สะใภ้เกิดเื่ก็ต้องรีบไปดู
“เดี๋ยวฉันขับเอง”
ตอนนี้กู้ไฮว๋อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดี กลัวว่าถ้าขับรถไปเองจะเกิดเื่อะไรขึ้นอีก
“ขอบใจมากน้องชาย”
ระหว่างทาง พี่เลี้ยงก็โทรศัพท์มา
“เกิดเื่ไม่ดีแล้วค่ะคุณชาย คุณนายตกบันได ตอนที่น้ากลับไปเธอกำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้น”
สมองของกู้ไฮว๋ชาไปทันที มือที่ถือโทรศัพท์กำแน่นขึ้นมา
เขาพยายามบังคับตัวเองให้สงบลง
“โทรเรียกรถพยาบาลแล้วหรือยัง?”
“โทรแล้วค่ะ รถพยาบาลกำลังจะมา”
เสียงของพี่เลี้ยงหวังสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด เธอก็รู้สึกใไม่แพ้กัน
เสียงของกู้ไฮว๋สั่นเล็กน้อย แต่ยังพอควบคุมสติได้
“น้าไปกับอาซิ่นที่โรงพยาบาลก่อน ผมจะรีบตามไปทันที”
“ได้ค่ะ คุณชาย”
หลังจากสั่งการไปไม่กี่คำ กู้ไฮว๋ก็วางสายโทรศัพท์ เขาให้ฉินเจินขับรถไปที่โรงพยาบาลทันที ก่อนจะโทรหาคนอื่น ๆ ในครอบครัว
ทั้งรีบทั้งกังวล จนลืมไปเลยว่ามีเ้าตัวเล็กนั่งอยู่ข้าง ๆ
ฉินเจินมองเสิ่นจืออินผ่านกระจกมองหลัง นิ้วมือที่กำพวงมาลัยเกร็งแน่น
เด็กอายุแค่สามขวบ ทำไมถึงมีฝีมือขนาดนี้ ตระกูลเสิ่นรู้เื่นี้หรือเปล่า?
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล กู้ไฮว๋ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องฉุกเฉินทันที
ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินตามไปข้างหลัง
“ภรรยาของเขาจะไม่เป็ไรใช่ไหม?”
เสิ่นจืออินถูกเขาอุ้มอย่างสบายใจ เธอลูบท้องน้อย ๆ ของตัวเองแล้วส่ายหน้า
“ไม่มีอันตรายถึงชีวิต”
เธอหิวแล้ว ดื่มแต่นมมันไม่อิ่มนะ
เ้าตัวเล็กขมวดคิ้วเล็ก ๆ อย่างน่าเอ็นดู แล้วถอนหายใจเบา ๆ
ตัวเล็ก ๆ ของเธอต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกิน
“ภรรยาผมเป็ยังไงบ้าง?”
พี่เลี้ยงที่รออยู่นอกห้องฉุกเฉินเห็นกู้ไฮว๋ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไม่ทราบค่ะ คุณนายเข้าไปแล้วคุณหมอยังไม่ออกมาเลยค่ะ ที่หัวเหมือนจะโดนกระแทก เืออกเยอะมาก”
ตอนที่พี่เลี้ยงกลับมาเห็นคุณนายนอนจมกองเื หน้าของเธอก็ซีดเผือด
“มันเกิดอะไรขึ้น ในบ้านไม่มีคนอื่นแล้วเหรอ?”
กู้ไฮว๋ถามด้วยสีหน้าเ็า มือที่อยู่ข้างตัวสั่นเทาเล็กน้อย
“ก่อนที่น้าจะออกไปซื้อของ คุณนายกับคุณหนูอวิ๋นยังอยู่บ้านค่ะ แต่พอกลับมา น้าก็ไม่เห็นคุณหนูอวิ๋นแล้ว”
“น้องสาวเหรอ?”
แววตาของกู้ไฮว๋เย็นเยียบ
เื่นี้...หวังว่าเธอจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ไม่งั้นเขากับทางบ้านเก่าคงไม่จบแน่!
ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินเอาไว้ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ในตอนนั้นเองก็มีหมอเดินออกมา กู้ไฮว๋รีบเข้าไปถามอาการ
“โชคดีที่พบเธอทันเวลาครับ คนไข้เสียเืมาก บวกกับศีรษะได้รับาเ็เลยหมดสติไป แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตครับ”
เมื่อได้ยินว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิต กู้ไฮว๋ก็รู้สึกโล่งอกและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
ตอนนี้ญาติฝั่งภรรยาของเขาก็ได้รับข่าวแล้วรีบมาที่โรงพยาบาล
หลังจากหลินเฟิงซินถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด ทุกคนก็ตามไปที่ห้องพักผู้ป่วย
ตอนนี้กู้ไฮว๋และครอบครัวของภรรยาได้ทราบเื่ราวทั้งหมดจากพี่เลี้ยงแล้ว
สีหน้าของกู้ไฮว๋ดูไม่ดีเลย เขานั่งข้างเตียง จับมือภรรยาเอาไว้ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
โชคดี โชคดีจริง ๆ...