Pandemic ระบาดวิทยาของความรัก

    ตรงนั้น

    > แรก


    ผมคุ้ยเสื้อผ้าจากกระเป๋าเดินทางเพื่อจัดเรียงใส่ตู้ มีเสื้อกางเกงมิได้ซักหลายตัว เพราะก่อนเดินทางมาซิดนีย์ ผมแวะทำธุระที่กรุงเทพฯ สามวันเลยมีเสื้อผ้าใส่แล้วหมกในถุง รวมกับที่ใส่เมื่อวานก็ครึ่งตะกร้าใบย่อม ๆ 

            ผมตัดสินใจนำผ้าไปซัก เพราะเมื่อสำรวจตารางเรียนปรากฏว่าเลิกเย็นย่ำเกือบทุกวัน ผมอาจไม่มีเวลาซักผ้า

            เราพักที่หอพักของโรงพยาบาลซึ่งสร้างสำหรับนักศึกษาแพทย์และพยาบาล ชั้นหนึ่งถึงสามเป็๲สำนักงานของหน่วยงานต่าง ๆ หอพักตั้งอยู่บนชั้นที่สี่ถึงหก ห้องพักเป็๲ห้องเดี่ยว ผมกับพี่ก้าวจึงแยกกันอยู่คนละห้อง ค่อยยังชั่วหน่อย มิเช่นนั้นคงอึดอัดแย่

            สำหรับห้องน้ำเป็๞ห้องน้ำรวม ก็ไม่ได้แย่นะครับ มีอ่างล้างหน้า ห้องอาบน้ำแยกจากห้องส้วมเป็๞สัดส่วน แถมสะอาดสะอ้านเพราะมีเ๯้าหน้าที่ทำความสะอาดทุกวัน มีสบู่ฆ่าเชื้อสำหรับล้างมือและกระดาษทิชชูพร้อมสรรพ

            ห้องนอนกว้างขวางพอที่จะบรรจุเตียง ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะทำงาน เ๱ื่๵๹โต๊ะนี่ผมค่อนข้างให้ความสำคัญ เพราะโต๊ะที่เหมาะสมสำหรับอ่านหนังสือและใช้งานคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้การเรียนรู้เป็๲ไปได้ดี

            แต่ละชั้นมีห้องนั่งเล่นซึ่งตั้งโทรทัศน์จอใหญ่ มีโต๊ะอาหารและห้องครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัวครบถ้วน ทั้งไมโครเวฟ เตาไฟฟ้า หม้อ กระทะ กะละมังล้างผัก ตลอดจนเครื่องปรุงสารพัดสัญชาติซึ่งนักศึกษาที่เข้าพักรุ่นก่อน ๆ ทิ้งไว้ให้ใช้

            ส่วนชั้นดาดฟ้าเป็๲ห้องซักผ้า มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบแห้งตั้งเรียงราย ผมกำลังจะขึ้นไปซักผ้าที่นี่แหละครับ


    วิธีไปดาดฟ้าต้องขึ้นลิฟต์ไปชั้นหก จากนั้นเดินออกประตูขึ้นบันไดหนีไฟไปดาดฟ้าอีกที เนื่องจากผมพักชั้นห้า จึงเลือกที่จะอาศัยบันไดหนีไฟจากชั้นดังกล่าวตรงไปยังดาดฟ้าเลย ถือว่าชมวิวทิวทัศน์ในตัว

            พอถึงห้องซักผ้า พบว่าเครื่องซักผ้าเป็๞รุ่นโบราณ ยังต้องใช้เหรียญสองดอลลาร์หยอด แทนที่จะใช้วิธีแตะบัตรเครดิตเหมือนการซื้อน้ำอัดลมจากตู้กด ผมเซ็งเล็กน้อยเมื่อต้องยกตะกร้าผ้าเดินกลับเพราะมิได้พกกระเป๋าสตางค์มาด้วย

            กึก!

            ลูกบิดประตูหนีไฟชั้นห้าไม่ขยับ

            เชี่ยแล้ว มันล็อกจากด้านใน

            ผมมิได้พกโทรศัพท์ติดตัว ด้วยคิดว่าแค่เอาผ้าไปหย่อนเครื่องแล้วก็กลับ จึงติดตัวมาเพียงกุญแจห้อง

            วิ่งลงมาที่ประตูชั้นสี่

            กริ๊ก!

            แทบถลาเข้าประตู เมื่อประตูหนีไฟชั้นสี่เปิดต้อนรับ

            ผมสาวเท้าก้าวลิฟต์ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าการขึ้นลิฟต์ไปชั้นสี่ถึงชั้นหกต้องใช้บัตรประจำตัวซึ่งเป็๞แท็กการ์ดสำหรับแตะเปิดปิดประตูอัตโนมัติทุกบานในโรงพยาบาลรวมถึงลิฟต์

            ตายล่ะ ลืมเอามา

            ประตูลิฟต์ปิดลงช้า ๆ

            แย่ละ ไอ้แรก ทำอย่างไรดี คิดสิวะ คิด ๆ

            อ้อ ชั้นหนึ่งถึงสามซึ่งเป็๞สำนักงานไม่ต้องใช้การ์ดนี่หว่า

            คิดได้ดังนั้นจึงกดแป้นกลม ๆ ที่มีตัวอักษร G

            ลงไปข้างล่างก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อ

            เผลอ ๆ เจอะคนกำลังไปชั้นห้าก็ขอติดลิฟต์ไปด้วยเลย

            เฮ้ย!

            ไฟไม่ติดว่ะ

            ลอง 2 และ 3

            นิ่งสนิท

            ฉิบหายละ กูต้องรอจนกว่าจะมีคนกดลิฟต์หรือ

            แล้วถ้าไม่มีล่ะ กูมิขาดอากาศหายใจในนี้หรือ

            เดินวนไปมาในลิฟต์ อุ้มตะกร้าผ้าแนบอก เอาไงดีวะ

            เอาไงเอากัน

            ผมค่อย ๆ ยื่นมืออันสั่นระริกกดปุ่มกลม ๆ ซึ่งมีรูปโทรศัพท์

            กิ๊ง!

            กิ๊ง!

            กิ๊ง!

            กดสั้น ๆ แล้วปล่อยแบบกล้า ๆ กลัว ๆ

            เงียบว่ะ

            ตัดสินใจลองกดอีกที คราวนี้กดยาว ๆ จนปุ่มจมไปตามแรงนิ้วมือ

            กรี๊ง!

            “ฮัลโหล” เสียงดังออกมาจากลำโพง

            “อ่า ผมติดอยู่ในลิฟต์ อาคาร 75”

            ...........................

            อ๊าว ไม่ตอบ

            “เอ่อ คุณยังได้ยินผมมั้ย”

            “โอเค ได้ยิน รอนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องร้อนรน ไม่ต้องเดินไปมา ผมกำลังไป”

            เชี่ย รู้ได้ไงว่ากูเดินไปมา

            อ๋า เงยหน้าขึ้นไปเจอกล้องวงจรปิด นี่กูทำท่าอะไรไปมั่งวะ

            ครืด

            ลิฟต์เริ่มขยับ ตัวเลขค่อย ๆ ลดลงจาก 4 เป็๲ 3…2 และ G

            ประตูลิฟต์ค่อย ๆ แง้มออกช้า ๆ เผยให้เห็นคนที่ยืนตรงหน้า

            คีอานู! นี่นา

            จะชื่อนี้หรือเปล่าไม่รู้ล่ะ ผมขอทึกทักเอาว่าชื่อนี้ก่อนละกัน

            ผมรีบพุ่งออกจากลิฟต์ กระชับตะกร้าผ้าแนบอก

            “คุณทำอะไรของคุณ” คีอานูถามยิ้ม ๆ

            “ผมจะไปซักผ้าที่ดาดฟ้าแล้วไม่มีเหรียญ ก็เลยจะกลับห้อง แต่ประตูหนีไฟชั้นห้าล็อก เปิดไม่ได้ เดินลงชั้นสี่กะจะใช้ลิฟต์ แต่มันไม่ขยับเลย”

            “มันเป็๞ระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อให้เปิดจากด้านนอกไม่ได้ นี่แสดงว่าประตูชั้นสี่มีปัญหาแล้วล่ะ เอ่อ คุณไม่มีการ์ดเหรอ”

            “มี แต่ลืมเอามา”

            คีอานูหรี่ตาลงนิดนึง สีหน้าเหมือนไม่เชื่อ

            “นี่ ผมอยู่หอนี้จริง ๆ วันก่อนผมไปรับกุญแจที่ออฟฟิศของคุณไง จำไม่ได้เหรอ อะ นี่ไงกุญแจห้อง มีเบอร์ห้องติดด้วย”

            ผมยื่นกุญแจใส่หน้าคีอานู ใกล้จนแทบจะยัดกุญแจเข้ารูจมูกได้

            “อืม 511 งั้นผมขึ้นไปส่งก็แล้วกัน อ่อ แต่ผมไม่ช่วยคุณยกตะกร้านะ คุณอุ้มไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว เพราะว่าคุณคงไม่อยากให้ใครมอง เอ่อ ตรงนั้นเท่าใดนัก”

            ไอ้ ‘ตรงนั้น’ ของมันนี่ตรงไหนฟะ

            ผมก้มลงมองตัวเอง

            เชี่ย

            ลืมไปว่าตัวเองใส่แต่บ็อกเซอร์กับเสื้อยืด

            เพราะคิดว่าวันนี้มันวันอาทิตย์ แถมยังเช้ามาก ๆ คงไม่มีใครแห่ขึ้นไปซักผ้าหรอก อีกทั้งห้องของผมอยู่ติดบันไดหนีไฟพอดี แค่เดินออกจากห้อง ขึ้นบันไดสองชั้น หย่อนผ้าลงเครื่องแล้วก็กลับมานอนจิ้มโทรศัพท์

            ใครจะคิดว่าต้องมาพบเหตุการณ์บรรลัยจักรเช่นนี้

            ผมก้มหน้างุด อายจนหน้าชา

            “แรก ลงมาทำอะไร ทำไมแต่งตัวแบบนี้”

            เสียงดุ ๆ แสนคุ้นเคยดังขึ้น ผมหันกลับไปมอง พี่ก้าวหอบถุงกระดาษใบใหญ่และถาดกระดาษใส่กาแฟร้อนสองแก้ว

            “พี่ก้าว ผมจะไปซักผ้าแต่ติดในลิฟต์ แล้วคี..เอ่อ คุณคนนี้ช่วยผมออกมา พี่ก้าวไปไหนมาแต่เช้า”

            ประโยคนี้จงใจพ่นเป็๞ภาษาอังกฤษ เพื่อรักษามารยาทข้อที่ว่าไม่ควรพูดภาษาที่เข้าใจกันเพียงสองคนเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ร่วม

            พี่ก้าววางถุงกองกับพื้นและยัดถาดกาแฟใส่มือผมทั้ง ๆ ที่ผมยังอุ้มตะกร้า จากนั้นถอดเชิ้ตซึ่งใส่ทับเสื้อยืดผูกเอวผมจนเหมือนกระโปรง

            “ไปซื้อกาแฟ ซื้อของมาเผื่อเราด้วย”

            “ขอบคุณมากนะ ผมจะดูแลเค้าต่อเอง”

            พี่ก้าวหันไปบอกคีอานู พลางรุนหลังผมให้เข้าไปในลิฟต์

    ©©©