“แม่ทัพมู่เฉินเชิญรับราชโองการ” หลีกงกงกล่าวพร้อมยื่นราชโองการให้แม่ทัพหญิง ที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้า
“หลีกงกงสมรสพระราชทานครั้งนี้ข้าคงไม่สามารถรับได้ เชิญท่านนำกลับไปให้ฮ่องเต้พิจารณา” แม่ทัพมู่เฉินกล่าว หลังจากลุกขึ้นยืน
“นี่ท่านกำลังจะปฏิเสธราชโองการหรือ ท่านเป็แม่ทัพย่อมรู้ดีว่ามีโทษเช่นไร” หลีกงกงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจทั้งยังกดดันแม่ทัพมู่เฉินเป็กลายๆ
“ข้ามู่เฉิน อันเฉียนรบมาทั่วหล้าล้วนเพื่อแผ่นดินของฮ่องเต้ โทษนี้คงไม่เท่าใดกระมัง” แม่ทัพมู่เฉินกล่าวด้วยสีหน้าหยิ่งทะนง น้ำเสียงไร้ซึ่งความกลัวต่อคำกล่าวของหลีกงกง
หลีกงกงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้แสดงท่าทางไม่พอใจออกมา แต่ก็ไม่กล้ากล่าวสิ่งใด ทั้งสองเพียงสบตายั่วโทสะต่อกันเท่านั้น ก่อนที่แม่ทัพจะเห็นท่าทางของหลีกงกงเช่นนั้นจึงได้ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ออกมา
“หากท่านไม่มีสิ่งใดต่อข้าคงต้องขอตัว” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเสร็จจึงได้เดินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัว
หลีกงกงเห็นนางเดินจากไปจริงๆ จึงรู้สึกเกลียดชังท่าทางยั่วโทสะของนางจึงได้กล่าวออกมากับตนอย่างอารมณ์เสีย
“โอหังยิ่งนัก”
“เช่นนี้เราจะทำเช่นไรต่อขอรับกงกง” ขันทีคนสนิทของหลีกงกงได้ดินมากล่าวข้างๆ เพียงเบาๆ
“กลับวังสิเ้าโง่ ข้าจะไปทูลฮ่องเต้ว่านางเด็กไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้กล้าปฏิเสธสมรสพระราชทาน” หลีกงกง กล่าวอย่างโมโหก่อนเดินขึ้นรถม้ากลับวัง
เมื่อถึงวังหลวงหลีกงกงได้รีบเข้าแจ้งต่อฮ่องเต้
“ฝ่าา ฝ่าา” หลีกงกงวิ่งเข้าเฝ้าฮ่องเต้แสร้งตีสีหน้าราวถูกเหยียดยาม
“เป็อะไร ถึงได้วิ่งมาเยี่ยงนี้เป็ถึงหัวหน้าขันทีเหมาะสมหรือ” ฮ่องเต้เซี่ยกล่าวด้วยสายตาต่อว่า
“กระหม่อมเพียงร้อนใจแทนฝ่าา” หลีกงกง กล่าว
“ข้าให้เ้าไปมอบราชโองการพระราชทานสมรส มีอะไรให้ร้อนใจ” ฮ่องเต้เซี่ยกล่าวอย่างสงสัย
“ก็แม่ทัพมู่เฉินพ่ะย่ะค่ะ นาง” หลีกงกง หยุดกล่าวแสร้งทำหน้าลังเล
ฮ่องเต้เห็นท่าทางของหลีกงกงเช่นนั้นจึงกล่าวอย่างรำคาญ
“หากเ้ายังไม่พูดข้าจะให้เ้าได้โบยปากจะได้พูดเสียที”
“นางเด็กดื้อด้านนั้นไม่รู้คุณ ฝ่าาประทานสมรสให้นางกลับต่อต้านเสียงแข็งแสดงตนเย่อหยิ่ง”
“ทั้งยังกล่าวยกย่องตนว่ารบทั่วหล้าล้วนเป็นาง เหตุใดนางต้องรับพระราชโองการที่นางไม่้าพ่ะย่ะค่ะ” หลีกงกงกล่าว
ฮ่องเต้เซี่ยได้ยินดังนั้นจึงโมโหอย่างมากตบโต๊ะเสียงดัง เหล่าขันทีนางกำนัลในหอตำราต่างคุกเข่าก้มศีรษะอย่างหวาดกลัว
“นางกล้ากล่าวเช่นนั้นจริงหรือ” ฮ่องเต้เซี่ยกล่าว
“พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะกล้าโกหกฝ่าาได้อย่างไร” หลีกงกงที่ก้มหน้ากล่าวอย่างนอบน้อมตน ก่อนค่อยๆ คลานไปใกล้ฮ่องเต้ ก่อนกล่าวยั่วยุอีก
“นางปฏิเสธเช่นนี้มาสามครั้งแล้ว กระหม่อมว่าฝ่าาควรจัดการนางเสียก่อนที่นางจะกำเริบเสิบสานไปมากกว่านี้นะพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้เซี่ยฟังที่หลีกงกงเพียงยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์ก่อนกล่าว
“นางไม่รับข้าจะให้นางรับ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งใดจะสำคัญกับนางมากกว่ากัน”
ด้านของมู่เฉิน อันเฉียน ซื่อหยวนลูกน้องคนสนิทของแม่ทัพหญิงผู้นี้เองก็รู้สึกไม่ดีที่เห็นนางปฏิเสธออกไปเช่นนั้น ขณะที่กำลังพักม้าอยู่ด้านเนินเขาจึงได้กล่าวถามนางอย่างเป็กังวล
“แม่ทัพท่านทำเช่นนี้จะดีหรือ”
“เ้ากลัวหรือ” มู่เฉิน อันเฉียนหันไปกล่าวตอบขณะที่กำลังยืนมองลงไปยังเมืองเฉิงโจว ซึ่งเป็เมืองหลวงของแคว้นเสวียนหยางแห่งนี้
“ท่านปฏิเสธเช่นนี้มาสามครั้งแล้ว ข้าเกรงว่าครั้งนี้ฝ่าาอาจไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ ” ซื่อหยวนกล่าวด้วยไปหน้าที่ยังคงกังวลแต่ก็สงสัยในตัวของมู่เฉิน อันเฉียนที่ดูไม่เดือดร้อน
“เ้าว่าลูกสาวฏเช่นข้ายังเหลือสิ่งใดให้กลัว” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวออกไปอย่างเยือกเย็นสายตาเหม่อมองไปยังทิวทัศน์เฉิงโจวเบื้องหน้า หวนนึกถึงเื่คร้งเก่าก่อน
เมื่อครั้งที่มู่เฉิน อันเฉียนอายุได้ห้าขวบปีได้มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าบิดาและพี่ชายของนางนั้นคิดการฏ ฮ่องเต้ได้มีคำสั่งล้างตระกูลเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างต่อบุคคลรุ่นหลัง คนในตระกลูมู่เฉินอ๋องแห่งหัวเมืองใต้ของเสวียนหยางทั้งหมดรวมเหล่าบรรดาเด็กรับใช้ในจวนอ๋องหนึ่งร้อยกว่าชีวิต ล้วนถูกสังหารภายในเวลาเพียงสามวัน เหลือเพียงตัวนางที่รอดมาจากโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น ซึ่งอาจารย์ของนางนั้นได้บอกว่าการที่ฮ่องเต้ให้นางเหลือรอดเพื่อให้ตัวมู่เฉิน อันเฉียนและประชาชนในแคว้นเห็นถึงความเมตตาในตัวพระองค์ หากแต่ตัวนางนั้นกลับรู้ได้ถึงประสงค์ที่แท้จริงว่าการที่ให้นางรอดมานั้นเพื่อให้นางเป็บุคคลรุ่นหลังที่เหลืออยู่ และรับในความอัปยศของตระกูลในครั้งนี้ทั้งยังเป็การข่มขวัญเหล่าเสนาบดีและอำมาตย์ทั้งหลายเห็นได้ว่าหากมีใครคิดฏนี่คือสิ่งที่จะตามมา
“อันเฉียนเ้าอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเื่ก็หลายปีมาแล้ว ทั้งตอนนี้เ้ามีข้าและอาจารย์” ซื่อหยวนกล่าวทั้งยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนต่อมู่เฉิน อันเฉียน
มู่เฉิน อันเฉียนเองได้ยินซื่อหยวนกล่าวเช่นนั้นก็ได้ยิ้มออกมาอย่างเข้าใจในความปลอบโยนของเขาก่อนจะกล่าว
“ไม่ได้ยินท่านเรียกข้าเช่นนี้มานานแล้วจริงๆ ศิษย์พี่”
ตัวมู่เฉิน อันเฉียนนั้นเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวมีเพียงอาจารย์และซื่อหยวนเพียงเท่านั้นที่เป็ดั่งครอบครัวที่เหลืออยู่ ในใจยังคงเกลียดชังฮ่องเต้ผู้โเี้ผู้นี้หากแต่เหตุผลที่ตัวนางมาเป็แม่ทัพเพียงเพื่อสานต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของบิดาที่้าให้นางล้างมลทินแก่ครอบครัว
“บัดนี้ท่านเป็แม่ทัพใหญ่ของกองทัพหนึ่งแสนแปดหมื่นนายของหัวเมืองใต้ ข้าเป็ผู้ติดตาม” ซื่อหยวนกล่าวทีเล่นทีจริงกับนาง
“ก็ไม่ใช่เพราะกำลังในมือหรอกหรือฮ่องเต้ถึงคิดให้ข้าแต่งงาน” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าว
ซื่อหยวนตรึกตรองถึงสิ่งที่นางกล่าวจึงคิดได้
“ท่านว่าสมรสพระราชทานครั้งนี้ก็เพื่อให้ฮ่องเต้ได้สอดแนมกองทัพเราหรือ” เขากล่าวถามอย่างสงสัย
“ตระกูลหลิวนับได้ว่าเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของราชสำนัก ฮ่องเต้กลับพระราชทานสมรสกับสตรีเช่นข้าที่ให้คำสาบานตลอดชีวิตไม่เหยียบเมืองหลวง กับบุตรชายเพียงคำเดียวของตระกูลหลิวเช่นนี้จุดประสงค์คงไม่ธรรมดา” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ก็จริงดังเ้ากล่าว” ซื่อหยวนกล่าวเห็นด้วยกับสิ่งที่มู่เฉิน อันเฉียนคิด
“บุตรแห่ง์จิตใจย่อมยากคิดหยั่งถึง แก้ไปตามเวลาเถิด” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวต่อ
ซื่อหยวนเพียงพยักหน้าตอบ
“ท่านว่าเมืองหลวงแห่งนี้มีสิ่งใดให้พิสมัยผู้คนถึงได้แก่งแย่งกันนัก” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวทั้งมองเบื่องหน้าอย่างสงสัย
ซื่อหยวนมองเบื้องหน้า แล้วจึงกล่าวหยอกถามนาง
“อำนาจผู้ใดบ้างไม่้า”
“หรือว่าเ้าไม่มีใจคิดบ้าง ด้วยกองทัพที่มีในตอนนี้คงไม่ใช่เื่ยาก”
มู่เฉิน อันเฉียนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แล้วจึงกล่าวตอบซื่อหยวนอย่างอารมณ์ดี
“หากข้ายึดได้มาจริงๆ งั้นท่านคงต้องเป็ฮ่องเต้นะศิษย์พี่”
“ได้งั้นข้าจะให้เ้าเป็ฮองเฮา” ซื่อหยวนกล่าวตอบ
“หากว่าข้าเป็ฮองเฮาเกรงว่าวังหลังของท่านคงไม่มีวันสงบ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะเหมือนดั่งว่า อำนาจเบื่องหน้านั้นเป็เพียงของเด็กเล่นที่คนทั้งสองนั้นต่างไม่ปรารถนาที่จะได้มา
หลังจากนั้นทั้งสองจึงได้เดินทางกลับไปยังจวนแม่ทัพใหญ่ หัวเมืองใต้ระหว่างทางผู้คนที่เห็นขบวนเดินทางแม่ทัพมู่เฉินผู้นี้ไม่เคยมีใครได้เห็นหน้านางชัดๆ เลยสักครั้ง หากแต่เมื่อได้ยินชื่อของนางมีทั้งผู้คนที่ยกย่องนางดั่งเทพธิดาาไม่ว่าที่ใดนางล้วนสยบได้ บางคนก็มองด้วยสายตาอันเหยียดหยาบถึงรากเหง้าของตระกูล หากแต่นางนั้นล้วนไม่เคยเก็บสิ่งนั้นมาใส่ใจสิ่งเดียวที่สำคัญต่อนางนั้นมีเพียง อาจารย์ ซื่อหยวนและกองทัพกวางขาวที่เป็ดั่งบ้านและพี่น้องร่วมรบของนาง
ณ จวนแม่ทัพใหญ่มู่เฉิน
“ท่านแม่ทัพท่านกลับมาแล้ว” ทหารยามหน้าจวนแม่ทัพกล่าวอย่างตื่นเต้นที่เห็นนาง
มู่เฉิน อันเฉียนที่กำลังลงจากหลังม้านั้นจึงมองด้วยความสงสัยก่อนกล่าวเล่นต่อทหารยามอย่างสนิทสนม
“ข้าไปเพียงไม่กี่วันคิดถึงข้าแล้วหรือ”
“โถ่ท่านแม่ทัพ” ทหารยามหยุดกล่าว ทั้งมีทีท่าลังเลก่อนกล่าวออกมาเบาๆ
“ท่านไปเสียหลายวัน พวกข้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว”
“มีอะไรเล่า” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวถาม
“ถูเออร์ซัว แห่งเผ่าถูเออร์มารอท่านอยู่หลายวันแล้ว” ทหารยามกล่าว
“ก็แค่ถูเออร์ซัวมีสิ่งใดให้เ้าร้อนใจ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างไร้กังวลก่อนเดินเข้าจวนทั้งเรียกหาถูเออร์ซัวอย่างสนิสนม
“ถูเออร์ซัวเ้าคนไร้บ้าน มากินนอนอะไรที่จวนข้า”
ทหารยามเห็นเช่นนั้นยังคงร้อนใจกล่าวถามต่อซื่อหยวน
“รองแม่ทัพเช่นนี้จะดีหรือ หากคนของทางการมาเห็นเข้าเราจะโดนหาว่าฏหรือไม่”
ซื่อหยวนได้ฟังเช่นนั้นจึงได้เผยยิ้มออกมาเล็กน้อย ทั้งยังยื่นมือตบไหล่ของทหารยามใหม่ผู้นี้
“ที่นี่จวนแม่ทัพใหญ่ ไม่ใช่คนของทางการหรือไร” กล่าวเสร็จจึงได้เดินเข้าจวนไปทิ้งไว้เพียงทหารยามใหม่ที่ยังคงสงสัย
ถูเออร์ซัว คือบุตรชายคนรองของหัวหน้าเผ่าถูเออร์แคว้นแห่งทุ่งหญ้า เป็ดั่งมิตรและศัตรูในเวลาเดียวกัน
บุรุษรูปร่างสันทัดกำยำ ใบหน้าคมคายสวมชุดสีน้ำตาลอ่อนถูเออร์ซัวที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในเรือนรับรองอย่างสบายใจเห็นมู่เฉิน อันเฉียนเดินเข้ามาจึงกล่าวออกไปด้วยใบหน้าเรียบเชย น้ำเสียงเหน็บแนม
“เ้ากลับมาแล้วให้ข้ารอเสียนาน”
“ข้าขอให้เ้ามาหรือ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างกวนโทสะก่อนเดินไปหยิบแก้วชาในมือถูเออร์ซัวขึ้นดื่ม
“นี่เ้า” ถูเออร์ซัวเห็นนางทำเช่นนั้นจึงกล่าวด้วยท่าทางต่อว่า
“ที่นี่จวนข้าทุกอย่างในจวนล้วนของข้า” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ใช่ๆ ของเ้า” ถูเออร์ซัวที่รู้ว่าตนนั้นไม่สามารถเถียงชนะได้จึงกล่าวอย่างขอไปทีแล้วรินแก้วใหม่
ซื่อหยวนที่ตามเข้ามาจึงได้หยิบแก้วชาใบนั้นไปดื่ม
“คนจวนพวกเ้านี่มันอะไรกัน” ถูเออร์ซัวกล่าวอย่างอารมณ์เสียก่อนรินชาใหม่
มู่เฉิน อันเฉียนและซื่อหยวนเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้นจึงได้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนที่นางจะกล่าวถาม
“แล้วเ้ามาถึงนี่มีอะไร ไม่กลัวว่าทหารข้าจะจับเ้าส่งทางการหรือ”
“กล้ารึ อย่างมากก็ฆ่าทิ้งเสีย” ถูเออร์ซัวกล่าวตอบ
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นจึงเริ่มไม่พอใจ กล่าวอย่างจริงจัง
“ทหารข้าเ้ากล้ารึ”
“ที่นี่ไม่ใช่สนามรบข้าไม่ยกดาบปะทะกับคนของเ้าหรอกวางใจ ที่ข้าพูดถึงหมายถึงคนทางการขี้ขลาดพวกนั้นต่างหาก” ถูเออร์ซัวกล่าวตอบ เมื่อเห็นท่าทางไม่พอใจของมู่เฉิน อันเฉียน
ถูเออร์ซัวยื่นเทียบเชิญให้นางก่อนกล่าวต่อ
“เ้าลืมแล้วหรือแคว้นเ้าส่งเทียบเชิญทั่วทุกแคว้น มงคลกฤษ์ขององค์หญิงห้าสงบา”
มู่เฉิน อันเฉียนเห็นเช่นนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าอีกห้าวันจะเป็มงคลสมรสเชื่อมสัมพันธ์สองแคว้นระหว่างเสวียนหยางและฉวนิ
“นั้นสินะข้าลืมไปจริงๆ ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวหลังจากนึกได้
“ท่านลืมก็ไม่แปลกอย่างไรเราก็ไม่ได้เชิญ” ซื่อหยวนกล่าวจึงได้เป่าถ้วยชาในมือ
ถูเออร์ซัวเห็นซื่อหยวนกล่าวเช่นนั้นจึงได้หันไปมองมู่เฉิน อันเฉียนอย่างสงสัย
“งานมงคลสองแคว้นเช่นนี้เ้าก็ไม่ได้เชิญรึ” เขากล่าวอย่างสงสัย
“เ้าลืมแล้วหรือว่าข้าได้ให้คำสัตย์สาบานไม่เหยียบเมืองหลวงตลอดชีวิต ยิ่งงานเช่นนี้ไม่ต้องกล่าวถึง” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ถูเออร์ซัวได้ยินจึงได้เข้าใจ ทั้งยังรู้ว่าตัวนางเองก็ไม่ได้ชอบงานรื่นเริงที่ต้องสวมหน้ากากเข้าหากันเช่นนั้น อีกทั้งเหล่าขุนนางต่างเกลียดชังในอำนาจทางทหารที่นางมี
“ไม่ไปก็ดี” เขากล่าวอย่างจริงใจก่อนกล่าวต่อ
“ให้ข้าพักจวนเ้าสักวันสองวันได้หรือไม่”
มู่เฉิน อันเฉียนเพียงยิ้มออกมา ทั้งสองต่างเข้าใจในความหมาย
“ท่านแม่ทัพ ท่านอ๋องเจ๋อมาขอรับ” เมิ่งถง ทหารยามหน้าจวนวิ่งเข้ามาอย่างร้อนใจ
มู่เฉิน อันเฉียนและซื่อหยวนได้ยินเช่นนั้นจึงรู้ได้ว่าอ๋องเจ๋อผู้นี้มาด้วยเื่ของถูเออร์ซัวอย่างแน่นอน
“ให้ท่านเข้ามา” ซื่อหยวนกล่าว
อ๋องเจ๋อ เจ๋อ ฉู่กวงเป็อ๋องหัวเมืองใต้ที่ถูกแต่งตั้งโดยฮ่องเต้เซี่ยเพื่อมาแทนบิดาของมู่เฉิน อันเฉียน อ๋องเจ๋อผู้นี้แม้เป็ถึงอ๋องหัวเมืองใต้แต่กลับไร้ซึ่งกำลังในมือ ทั้งยังขี้ขลาดได้มาเป็อ๋องนี้ล้วนเป็ฮ่องเต้ที่เห็นว่าคนอย่างเขาไม่สามารถคิดก่อฏได้ ตัวอ๋องเจ๋อเองก็ไม่ได้ฝักใฝ่ต่ออำนาจจึงอยู่ร่วมกับมู่เฉิน อันเฉียนอย่างสงบมาโดยตลอด
มู่เฉิน อันเฉียนเดินไปรับท่านอ๋องหน้าเรือนรับรองพร้อมซื่อหยวน
“ท่านอ๋อง” ทั้งสองกล่าวขณะคารวะ
“ท่านแม่ทัพมู่เฉิน อย่าได้เกรงใจ” อ๋องเจ๋อกล่าวพรางยิ้มอย่างใจดี
“ท่านมาถึงนี่ด้วยเื่ใด” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างมีมารยาท
“ท่านเองก็น่าจะรู้ว่าข้ามาด้วยเื่ใด ใช่หรือไม่” อ๋องเจ๋อกล่าวอย่างนอบน้อมครึ่งนึง ด้วยหน้าที่ครึ่งนึง
“หากท่านหมายถึงเขา” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวก่อนหันไป
ถูเออร์ซัวได้เดินออกมายังหน้าเรือน ท่านอ๋องเห็นเช่นนั้นจึงได้วางท่าอ๋องแห่งหัวเมองใต้เขาและถูเออร์ซัวคารวะต่อกันเล็กน้อย
“ท่านวางใจเขามาเป็แขกของแคว้นมิใช่ประสงค์อื่น” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวก่อนยื่นเทียบเชิญที่รับมาจากซื่อหยวนให้ท่านอ๋องเจ๋อดู
“อ๋อที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ข้าก็วางใจ” ท่านอ๋องกล่าวออกมาด้วยท่าทางผ่อนคลายเมื่อได้เห็นเทียบเชิญ ก่อนกล่าวต่อ
“เช่นนั้นข้าก็ขอตัว”
กล่าวจบอ๋องเจอและทหรติดตามจึงได้เดินจากไป
“เขาไม่เพียงไม่กล่าวถามถึงความสัมพันธ์ของเ้ากลับข้า ยังจากไปด้วยดีอ๋องหัวเมืองใต้ของเ้าช่างสมคำร่ำลือเสียจริง” ถูเออร์ซัวกล่าว
“ท่านอ๋องก็นับได้ว่าเป็คนดีคนหนึ่งเพียงแต่ตาขาวไปบ้าง ที่มาคงเพราะหน้าที่เท่านั้นเ้าจะใส่ใจไปทำไม” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวจบจึงได้หันหลังเดินกลับไปในเรือนรับรอง
ถูเออร์ซัวและซื่อหยวนได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยจึงได้เดินตามเข้าไป
“จริงสิข้าวเย็นวันนี้จวนเ้ามีสิ่งใดให้กิน” ถูเออร์ซัวกล่าวถาม
มู่เฉิน อันเฉียนได้ฟังจึงหันไปมองหน้าถูเออร์ซัวอย่างหมดคำพูด ก่อนกล่าว
“ท่านเห็นจวนข้ามีสาวใช้หรือ”
“จวนแม่ทัพใหญ่เ้าคงไม่บอกว่าไม่มีอะไรให้กินกระมัง” เขาหันไปถามด้วยท่าทางสงสัย
“องค์ชายส่วนใหญ่พวกเราก็กินอาหารร่วมกับทหารที่ค่าย หากท่านทานได้” ซื่อหยวนกล่าวตอบ
มู่เฉิน อันเฉียนหัวเราะออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของถูเออร์ซัวเมื่อได้ยินซื่อหยวนกล่าวเช่นนั้น
“ซื่อหยวนเ้าให้คนไปยืมตัวพ่อครัวที่หอเหยียนหรงมาสักคนเถอะ”
“หากให้องค์ชายกินอาหารของค่ายทหารข้าเกรงว่าจะคิดว่าข้าแกล้งเขา”
ซื่อหยวนได้ยินเช่นนั้นได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับคำและจากไปเพื่อไปทำงานที่มู่เฉิน อันเฉียนได้สั่ง
ถูเออร์ซัวเห็นซื่อหยวนจากไปจึงได้หันมากล่าวกับมู่เฉิน อันเฉียนอย่างตรงไปตรงมา
“อย่างไรเ้าก็เป็หญิงมีสาวใช้ไว้ข้างกายบ้างก็ดี บางอย่างที่ซื่อหยวนช่วยไม่ได้สาวใช้พวกนั้นจะได้ช่วยเ้าทำ”
“ข้ากับศิษย์พี่เติบโตมาด้วยกันมีสิ่งใดที่เขาจะช่วยข้าไม่ได้” มู่เฉิน อันเฉียนไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดจึงได้ถามอย่างสงสัย
“เ้าปีนี้อายุสิบเจ็ดแล้วไม่ใช่หรือ” ถูเออร์ซัวกล่าว
“ใช่แล้วทำไม” นางยังคงไม่เข้าใจ
ถูเออร์ซัวแสดงท่าทางรำคาญออกมา ก่อนกล่าว
“เมื่อเ้าเป็สาวเต็มตัวยังสามารถให้ศิษย์พี่เ้าเข้านอกออกในเรือนพักเ้าได้หรือ”
“ข้าก็ไม่เห็นมีสิ่งใดไม่ได้” นางยังคงยืนกรานในสิ่งที่นางคิด
ถูเออร์ซัวยอมแพ้ต่อนางจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ แต่ในใจเขาเองก็พอรู้ถึงสาเหตุที่มู่เฉิน อันเฉียนไม่ใส่ใจต่อเื่เล็กน้อยเช่นนี้เพราะนางใช้ชีวิตเช่นนี้จนชิน แต่เมื่อถึงเวลานางคงเข้าใจได้เองในสิ่งที่เขาจะสื่อ