บทที่ 18
สัตว์ประหลาดน้อย
ผ่านมาสิบวันในตอนนี้เข้าสู่่เดือนหกของปีจางอี้เริ่มปรับตัวได้มากขึ้นเรื่อยๆตอนนี้เดินทางออกไปล่าสัตว์อสูรที่อยู่ภายในถ้ำลึกๆในป่าตามคำบอกของผู้าุโผู้นั้น
หลังจากที่ได้อยู่ร่วมกันมาหลาย 10 วันในที่สุดจางอี้ก็ได้รู้สักทีว่าชายชราหลังค่อมนั้นมีชื่อว่าอะไรโดยชายชราหลังค่อมผู้นั้นที่เป็คนดูแลทางขึ้นของูเากระบี่์เขามีนามว่าเกาเทียนฉีดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธที่ทำการบ่มเพาะตนเองมาเป็เวลานาน
แม้แต่อายุชายชราผู้นั้นเองก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตนเองนั้นอายุเท่าใด แถมยังบอกว่าตอนนั้นเฝ้าทางขึ้นของูเาแห่งนี้มาั้แ่ผู้าุโรุ่นก่อนของสำนัก
การออกไปล่าสัตว์อสูรภายในถ้ำแห่งนั้นจางอี้ได้พบเจอสัตว์อสูรมากมายภายในถ้ำแต่ว่าพวกมันเองก็เป็เพียงแค่สัตว์อสูรระดับต่ำ
แต่เนื่องจากว่าพวกมันนั้นมีหลากหลายชนิดจึงพอจะให้สามารถขัดเกลาวิชาการต่อสู้ได้นี่ถือว่าเป็การฝึกเช่นเดียวกัน
จางอี้ทำตามคำแนะนำของชายชราผู้นั้นเพราะว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้เป็การขัดเกลาสัญชาตญาณการต่อสู้
แน่นอนว่าทักษะการต่อสู้มันเป็สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นมาได้และก็สามารถฝึกฝนได้แต่สำหรับประสบการณ์ต่อสู้และก็สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นจำเป็จะต้องผ่านประสบการณ์
จะต้องต่อสู้ให้มากที่สุดหลังจากที่ต่อสู้มากพอแล้วพวกมันจะถูกสร้างขึ้นมาเองไม่สามารถฝึกฝนได้โดยการร่ายรำอยู่กับที่
นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดจังอี้จำเป็จะต้องมาต่อสู้กับสัตว์อสูรพวกนี้ทุกวันมันเป็เพราะว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์
จางอี้แตกต่างจากคนอื่นๆตรงที่ตนเองนั้นเพิ่งก้าวเดินเข้าสู่วิถีของการบ่มเพาะเมื่อเข้าสู่วิถีของการบ่มเพาะช้ากว่าผู้อื่นก็แสดงว่าตนเองนั้นมีเวลาน้อยกว่าผู้อื่น
ในขณะที่คนอื่นนั้นฝึกฝนการต่อสู้มาเป็เวลาหลายปีตนนั้นเพิ่งเริ่มต้นเพราะแบบนั้นการสร้างจิตต่อสู้ในการต่อสู้โดยการต่อสู้กับสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็สิ่งที่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองได้รวดเร็วที่สุดแล้ว
ในวันนี้จางอี้ก็นำร่างของสัตว์อสูรตัวหนึ่งกลับมาใน่ยามเช้าร่างของสัตว์อสูรที่เป็หมูขนาดั์มีเขี้ยวแหลมคมถูกลากกลับมาถึงกระท่อมหลังเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขากระบี่
“ หมูป่าอสูร ”
“ วันนี้ก็ได้ของดีมาเลยนี่ ”เกาเทียนฉีส่งเสียงขึ้นหลังจากมองเห็นว่าจางอี้นั้นลากร่างของหมูป่าอสูรมาแต่ไกล
จางอี้นำมันมามอบให้กับผู้าุโก่อนที่จะกล่าว “ข้าเริ่มคุ้นชินกับการต่อสู้มากขึ้นแล้ว ”
“ ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก ”
เกาเทียนฉียกมือของตนเองขึ้นมาลูบปลายคางที่มีเคราสีขาวประดับอยู่เล็กน้อยเอียงคอแล้วก็มองจางอี้ก่อนที่จะถามขึ้น “ เ้าเข้าสู่วิถีการบ่มเพาะเพื่ออันใด ”
“ ไม่ทราบว่าผู้าุโหมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ ก็โดยทั่วไปแล้วผู้คนที่เข้าสู่วิถีของการบ่มเพาะแน่นอนว่าย่อมมีเป้าหมายของตนเอง”
“ โดยเฉพาะคนอย่างเ้าตัวเ้าที่มาก่อนหน้านี้มีสภาพไม่ต่างจากขอทานให้ตัวของข้าคาดเดาก่อนหน้านี้การใช้ชีวิตของเ้าเองก็คงจะไม่ดีนัก ”
“ เพราะแบบนั้นคนเช่นเ้าไม่น่าจะสามารถเปิดประตูบ่มเพาะได้ด้วยซ้ำ”
“ แต่การที่สามารถเปิดประตูบ่มเพาะได้แสดงว่าต้องมีคนคอยสอนที่มาที่ไปของเ้านั้นแปลกประหลาดทำให้ข้านั้นอดสงสัยไม่ได้เพราะแบบนั้นเลยอยากรู้ว่าเ้าฝึกฝนไปเพื่ออะไรกัน”
หลังจากที่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาเป็เวลาหลายวันความสงสัยมากมายปรากฏขึ้นภายในใจเกาเทียนฉี
ในใจของชายชราผู้นี้คำถามพวกนั้นที่มีต่อตัวของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าแน่นอนว่าพวกมันนั้นมีเป็10 คำถาม
ไม่ว่าจะเป็ที่มาที่ไปรวมไปถึงเส้นทางต่อจากนี้อันที่จริงแล้วคนที่มีฐานะต่ำต้อยยังจางอี้ไม่น่าจะสามารถเข้าสู่วิถีการฝึกฝนได้เลยด้วย
การเปิดประตูบ่มเพาะมันไม่ใช่เื่ที่สามารถทำได้ง่ายๆจำเป็จะต้องมีเทคนิคในการบ่มเพาะในการเปิดประตูและก็ยังต้องมีทรัพยากรแถมสายเืเองก็จำเป็จะต้องเอื้ออำนวยด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะแบบนั้นในตอนนี้คำถามมากมายที่ปรากฏขึ้นมาในหัวมันเลยเต็มไปหมดชายชราหลังค่อมจึงได้แต่มองอย่างสงสัย
จางอี้ยกนิ้วมือของตนเองขึ้นมาก่อนที่จะชี้ตรงขึ้นไป้าหลังจากที่เห็นท่าทางแบบนั้นชายชราหลังค่อมก็พยักหน้า “ เข้าใจแล้ว ”
“ อยากจะขึ้นไปโลกเบื้องบนสินะ ”
“ ใช่ขอรับ ”
“ ไม่แปลกหรอกมีผู้คนมากมายที่เป็คนหนุ่มอยากจะขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนแน่นอนว่าเมื่อขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนได้สำหรับผู้คนภายในโลกเบื้องล่างแห่งนี้คนพวกนั้นก็เหมือนกับเทพ”
“ คนหนุ่มแบบเ้ามีมากมายอยากจะปรารถนาขึ้นไปสู่ดินแดนที่สูงส่งกว่าสถานที่แห่งนี้” ชายชราผ่านโลกมามากมาย
เพราะแบบนั้นจึงรู้ดีในวิถีของการบ่มเพาะของเหล่าเด็กหนุ่มใน่ยุคสมัยนี้จุดประสงค์ของผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะไม่พ้นการเดินทางขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนให้ได้
การขึ้นสู่โลกเบื้องบนมันเป็สิ่งที่สามารถยืนยันได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็ทั้งความแข็งแกร่งหรือแม้กระทั่งฐานะและความสามารถด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะแบบนั้นจึงมีผู้คนไม่น้อยที่อาจจะปรารถนาขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนตามที่ตนเองนั้น้า
จางอี้เห็นอีกฝ่ายคิดแบบนั้นแน่นอนว่าตนเองก็ไม่คิดจะเอ่ยขัดเพราะอย่างไรเสียจุดประสงค์ที่ขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนของตนเองก็ไม่เหมือนผู้อื่นอยู่แล้ว
คนอื่นอาจจะขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนเพื่ออยากจะพิสูจน์ตนเองแถมจะยกระดับตนเองนั้นให้มีฐานะสูงส่งมากขึ้นแต่ตัวของเขานั้นต่างกันออกไป
หลังจากรู้ความจริงทั้งหมดการที่อยากจะปรารถนาขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนเพราะว่า้าทำความปรารถนาของเหล่ากุ้ยให้เป็จริงและอยากจะตามหาตนเองด้วย
ชายชราหลังค่อมเอียงคอมองอีกครั้ง ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก“ เ้านี่มันสัตว์ประหลาดน้อยจริงๆด้วยเพียงไม่กี่วันตอนนี้เกรงว่าคืนนี้เ้าคงจะสามารถขึ้นไปสู่ระดับรากฐานขั้นปลายได้แล้ว”
เพียงแค่มองครั้งเดียวชายชราผู้นั้นก็เห็นระดับพลังของจางอี้อย่างชัดเจนจางอี้ได้เทคนิคการบ่มเพาะวิเศษมาโดยการดูดซับพลังจากพวกสัตว์อสูรที่กินเข้าไป
จนตอนนี้สามารถทำให้ร่างกายของตนเองใกล้บรรลุไปสู่ระดับถัดไปแล้วหลังจากนั้นวันนั้นเองก็ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบไม่มีเื่อันใดที่วุ่นวายเกิดขึ้น
ใน่ยามราตรีจางอี้ทะลวงระดับของตนเองขึ้นไปสู่ระดับรากฐานขั้นปลายได้สำเร็จเมื่อขึ้นมาสู่ระดับนี้ในตอนนี้ตนเองเรียกได้ว่าอยู่ห่างจากระดับถัดไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าว
ในวันถัดมาหลังจากที่ทะลวงระดับขอบเขตของตนเองขึ้นไปสู่ระดับรากฐานขั้นปลายได้เรียบร้อยแล้วจางอี้เองก็ออกไปล่าพวกสัตว์อสูรในยามเช้าเช่นทุกวัน
แต่วันนี้ที่แปลกประหลาดก็คือเมื่อตนเองนั้นเดินทางกลับภายในกระท่อมที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขามันไม่ได้มีเพียงแค่ชายชราหลังค่อมที่รอเขาอยู่เพียงคนเดียวมันกลับมีชายชราผมขาวผู้หนึ่งเพิ่มมาอีกหนึ่ง…
ชายชราผู้นี้มีอายุไล่เลี่ยกับชายชราหลังค่อมแต่ว่าร่างกายนั้นดูองอาจแล้วก็สง่างามสวมใส่ชุดนักพรตสีขาวทั้งร่างกายแถมมีใบหน้าที่ดูอ่อนโยนจางอี้ได้แต่ตั้งคำถามคนพวกนี้คือผู้ใดกัน
จบบท