ตอนที่ 10 ชี้แนะ (1)
“หากให้พูดถึงวิธี...”
มู่ชิวได้ฟังก็อึ้งไปเล็กน้อย คิดอยู่สักพักแล้วถึงเอ่ยตอบ “กระหม่อมไม่รู้เื่การทหาร แต่หากว่ากันด้วยเื่การต่อสู้ การที่คนคนหนึ่งฝีมือสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ทั้งยังไม่อยากเสียเปรียบ เช่นนั้นถ้าไม่ลอบวางยา ใช้วิธีสกปรก ก็ต้องแสร้งทำเป็แข็งแกร่งเพื่อข่มขู่ให้อีกฝ่ายไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่ามพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช้วิธีสกปรก แสร้งทำเป็แข็งแกร่ง...” ซ่งจื่อเฉินพูดพึมพำเสียงเบาอยู่หลายรอบ ทันใดนั้นก็เกิดความคิดอุกอาจ แววตาเปล่งประกาย “ข้าเข้าใจแล้ว มู่ชิว ขอบใจเ้ามาก!”
“ท่านอ๋องเข้าพระทัยอะไรหรือ”
มู่ชิวรู้สึกฉงนไปชั่วขณะ อดขมวดคิ้วไม่ได้ ถามด้วยความสงสัย ซ่งจื่อเฉินกลับแค่ยิ้มอย่างมีเลศนัย ส่ายหน้าเบาๆ “ไว้ถึงเวลาเ้าจะรู้เอง ตอนนี้ข้าเพียงมีความคิดคร่าวๆ ยังไม่เป็รูปเป็ร่าง ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ไว้ข้าคิดดีแล้วจะบอกเ้า อาจยังต้องให้เ้า ‘ชี้แนะ’ เพิ่มเติมด้วย”
“กระหม่อมมิกล้าใช้คำว่าชี้แนะ...”
มู่ชิวอดหน้าซีดไม่ได้ ก้มหน้ากระแอมเล็กน้อย เบือนสายตาออกอย่างไม่รู้ตัว ซ่งจื่อเฉินมองท่าทางกระอักกระอ่วนของเขาด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ยิ้มบางพลางจับบ่าของเขาอย่างแ่เบา “รถม้ามาแล้ว ขึ้นไปด้วยกันเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวขานรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เดินไปพร้อมกับซ่งจื่อเฉิน รถม้าคันนั้นเพียงดูแข็งแรงทนทานกว่ารถม้าปกติทั่วไป ไม่ถือว่าโดดเด่นสะดุดตา ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง ขณะที่กำลังจะเลิกชุดเพื่อขึ้นรถ คนข้างกายกลับพลันยื่นมือออกมา ประคองแขนข้างหนึ่งของเขาไว้อย่างมั่นคง
“ท่านอ๋อง...”
มู่ชิวเรียกเสียงอ่อน ทว่ากลับไม่ได้บอกปัด เขายิ้มพลางโน้มตัวเล็กน้อย ก่อนยืมแรงดันตัวขึ้นรถ เมื่อเข้าไปในตัวรถถึงพบว่าภายในถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน ไม่เพียงแต่จะใช้ขนสัตว์ปูวางตรงที่นั่งเอนโดยเฉพาะ ยังจัดวางโต๊ะเล็กไว้ให้เขา บนนั้นมีม้วนหนังสืออยู่จำนวนหนึ่ง ถึงขนาดที่แม้แต่น้ำชากับขนมก็เตรียมไว้อย่างครบครัน
“ข้ายังต้องไปตรวจตรา อาจอยู่ในนี้ตลอดเวลาไม่ได้ กลัวเ้าจะเบื่อ จึงเตรียมหนังสือไว้ให้ ทว่าเ้าก็อย่าเอาแต่อ่านหนังสือ บนรถม้าโคลงเคลง ประเดี๋ยวจะเสียสายตา”
ซ่งจื่อเฉินกำชับ จากนั้นก็สำรวจการจัดวางข้าวของภายในรถ พอเห็นทุกอย่างเป็ไปตามที่สั่งถึงพยักหน้าด้วยความพอใจ “เ้าก็คิดเสียว่ารักษาตัวต่อ นอนได้มากหน่อยก็นอน รู้สึกเบื่อก็มาหาข้า จะพาไปสูดอากาศ”
“ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ตอนนี้กระหม่อมรู้สึกสบายดี คาดว่าตลอดทางไม่น่าจะเป็อะไรพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวยิ้มพลางพยักหน้า พยายามทำตัวให้สดชื่น ไหลเวียนเืลมเพื่อให้สีหน้าของตัวเองดีขึ้นมาหน่อย ซ่งจื่อเฉินกำชับอีกเล็กน้อย เมื่อรู้สึกวางใจบ้างก็หันตัวเดินขึ้นม้ากลับไปในกองทัพ
เห็นซ่งจื่อเฉินเดินไปไกลแล้ว ในที่สุดมู่ชิวถึงได้รู้สึกโล่งอกมาก พิงผนังรถอย่างอ่อนแรง หน้านิ่วเล็กน้อย ยกมือกดหน้าอก
อาจเป็เพราะ่หลายวันมานี้มัวแต่ยุ่งเื่จัดการภายในจวน กังวลมากเกินไป เกิดอาการใจสั่นถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเริ่มไอก็ยากจะหยุด ตรงอกมักเหมือนมีอะไรมาอุดตันทำให้หายใจไม่ออก ตอนซ่งจื่อเฉินอยู่ด้วยก็กลัวว่าอีกฝ่าจะเป็ห่วง จึงได้แต่ฝืนข่มอาการในร่างกายเอาไว้ ทำสีหน้าให้ดีขึ้นบ้าง แม้จะดูเหมือนไม่เป็อะไร ทว่าเมื่อหลุดการควบคุม อาการเ็ปที่ข่มไว้ชั่วคราวเ่าั้ก็จะย้อนกลับมาอย่างทวีคูณ
มู่ชิวประคองตัวรินชาร้อน ทว่าเม้มจิบไม่กี่คำก็ยากจะกลืนลงไป ความอ่อนล้าในร่างกายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในรถจัดตกแต่งได้อย่างเหมาะสมและสะดวกสบาย ขนสัตว์ที่อ่อนนุ่มพาให้อยากเอนตัวลงอย่างอดใจไม่ไหว มู่ชิวผ่อนลมหายใจอย่างแ่เบา เพราะได้ออกจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน จิตใจที่ตึงเครียดมาตลอดในที่สุดถึงได้ผ่อนคลายลงบ้าง เขาไอๆ หยุดๆ จากนั้นก็หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ถึงแม้จะโคลงเคลงอย่างที่เลี่ยงไม่ได้ ทว่าก็นุ่มนวลกว่าที่คิดไว้มาก เห็นได้ชัดว่าเป็เพราะซ่งจื่อเฉินได้สั่งกำชับไว้เป็พิเศษ ไม่นานมู่ชิวก็ผล็อยหลับไป ไม่รู้ว่าเดินทางนานเท่าไรแล้ว รู้สึกได้รางๆ ว่ามีคนประคองบ่าของเขาพลางเรียก เขาถึงสะลึมสะลือลืมตาขึ้น “ท่านอ๋อง...”
“รู้สึกเป็อย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”
ไม่รู้ว่ารถม้าหยุดลงั้แ่เมื่อไร ซ่งจื่อเฉินเองก็เข้ามาอยู่ในรถ ประคองเขาให้นั่ง เรียกให้เขาพิงบ่าตัวเอง “เ้าเหงื่อออกตลอด ตอนนี้อย่าเพิ่งออกไป ประเดี๋ยวจะไม่สบาย...กระหายหรือไม่ ดื่มน้ำสักหน่อยไหม”
มู่ชิวยังไม่ทันได้ตั้งสติ เขาเพียงขานรับไปอย่างนั้น ก่อนอดยกมือนวดขมับเบาๆ ไม่ได้ ซ่งจื่อเฉินถอดชุดเกราะออกแล้ว สวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดา โอบเขาไว้ในอ้อมกอด รินน้ำชาร้อนป้อนเขา ลองวัดอุณหภูมิที่หน้าผากให้ด้วยความเป็ห่วง “่ไม่กี่คืนมานี้เ้ามักเหงื่อออกตอนนอน ข้าถามหมอหลวงมาแล้ว หมอหลวงบอกว่าร่างกายอ่อนเพลียเกินไป...เ้าต้องพักผ่อนให้มาก อย่าเอาแต่กังวลอยู่บ่อยๆ เดิมทีร่างกายของเ้าก็สู้คนปกติไม่ได้ หากเป็เช่นนี้ต่อไป จะเกิดปัญหาตามมา”
“ไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ ่นี้ร่างกายเพียงอ่อนเพลียเป็บางครั้ง พักผ่อนไม่กี่วันก็ดีขึ้น ท่านอ๋องอย่ากังวลจนเกินไป...”
มู่ชิวเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นบ้างแล้ว เขายิ้มพลางส่ายหน้า จากนั้นก็ยันตัวนั่งให้ดี “ท่านอ๋อง พวกเราถึงไหนกันแล้ว ตั้งค่ายหรือยังพ่ะย่ะค่ะ”
“ตั้งแล้ว ข้าเห็นเ้าหลับสนิทจึงไม่ให้พวกเขาทำเสียงดัง”
ซ่งจื่อเฉินพูดอย่างอ่อนโยน รู้สึกว่าเหงื่อบนตัวมู่ชิวลดลงบ้างแล้ว จึงเอาเสื้อคลุมตัวหนามาคลุมให้ด้วยความเอาใจใส่ เขาออกไปลองดูก่อนแล้วถึงยื่นมือให้มู่ชิว “ตอนนี้ไม่มีลม ยังไม่ถือว่าหนาวมาก รีบเข้าไปในกระโจม ประเดี๋ยวจะไม่สบาย”