หนิงมู่ฉือนั่งอยู่ริมหน้าต่างด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยพลางถอนหายใจอย่างเงียบๆ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู นางหันไปดูด้วยความแปลกใจ
จ้าวซีเหอเดินตรงเข้ามาหาด้วยแววตาเจ้าชู้ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อน “เป็นอันใดไป เหตุใดถึงได้ทำหน้าเศร้าเช่นนี้”
นางรีบลุกขึ้นยืนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “มิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ เพียงแค่วันนี้งานยุ่งจนเหนื่อยจึงอยากพักสักครู่เท่านั้นเจ้าค่ะ”
จ้าวซีเหอเห็นหนิงมู่ฉือถอนหายใจอย่างหนักใจก็ยิ้มแหย“ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว”พูดได้แค่นั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดคำใดกับนางอีกดี
เมื่อนางเห็นว่าจ้าวซีเหอกำลังจะออกไปนางรีบเรียกเขาเอาไว้ “ไม่ทราบว่าวันนี้ซื่อจื่อถูกใจชายาคนใดเจ้าคะ”
จ้าวซีเหอมีโทสะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปโดยพลัน “เรื่องของข้าเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย!”
หนิงมู่ฉือมองตามหลังจ้าวซีเหอพร้อมกับถอนหายใจออกมาต่างคนต่างรู้ใจของตัวเอง แล้วไฉนยังต้องหลอกตัวเองอีก?
วันที่แขกต่างเมืองจะเดินทางกลับใกล้เข้ามาทุกขณะทุกคนจึงต่างมีงานยุ่ง วันนี้เป็นอีกวันที่ซูเฟยต้องคิดหาทางให้องค์หญิงซีเยวี่ยอยู่ในวังต่อ
ซูเฟยมององค์หญิงซีเยวี่ยซึ่งสวมหมวกหลากสีแบบต่างแคว้นเดินเข้ามาในตำหนักนางรีบลุกขึ้นยืนและเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความคมปลาบ “อ้าวน้องซีเยวี่ย”
ใบหน้าขององค์หญิงซีเยวี่ยไม่ค่อยสู้ดีนักมาถึงก็ถามเข้าประเด็นทันที “พรุ่งนี้พวกหม่อมฉันต้องเดินทางกลับแล้วเหตุใดพระองค์ถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ บ้างเลยเพคะ”
ซูเฟยยิ้มอย่างลึกลับส่งกลับไป“น้องซีเยวี่ยอย่าเพิ่งร้อนใจข้าแค่ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้เท่านั้น องค์ชายของแคว้นน้องก็แปลกเสียจริงเหตุใดถึงไม่ระบุว่าส่งน้องมาเพื่อแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์นะ”
ดวงตาขององค์หญิงซีเยวี่ยสลดลงขณะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“เป็นเพราะฝ่าบาททรงไม่มีทางยินยอมกับการแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์อย่างไรเล่าเพคะอีกอย่างที่ข้าต้องการคือความรักจากพระองค์”
ซูเฟยได้ฟังแววตาฉายแววโหดเหี้ยมครู่หนึ่งก่อนที่สีหน้าจะกลับมาแย้มยิ้มดังเดิม “องค์หญิงไม่ต้องใจร้อนไปประเดี๋ยวคืนนี้ข้าจะลงมือ”
ซูเฟยทรงจูงมือองค์หญิงซีเยวี่ยไปนั่งยังหน้าคันฉ่องพร้อมกับเรียกนางกำนัลหญิงรับใช้ให้มาหวีผมและแต่งตัวให้นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “องค์หญิงแต่งตัวแบบต่างแคว้นฝ่าบาทถึงไม่ทรงหวั่นไหวต่อองค์หญิงอย่างไรเล่า เช่นนั้นองค์หญิงจะต้องเปลี่ยนมาแต่งกายแบบชาวที่ราบภาคกลางอย่างเราๆเสียก่อน”
องค์หญิงซีเยวี่ยมองนางกำนัลหญิงรับใช้หวีผมให้ตัวเองก่อนจะมองผมที่ร่วงหล่นบนพื้นดุจน้ำตกซูเฟยกำมือแน่นขณะมองจ้ององค์หญิงซีเยวี่ยที่มีรูปโฉมงดงามสะดุดตาผิดกับใบหน้าที่ยังคงแย้มยิ้ม “องค์หญิงมีหน้าตาสะสวยน่าหลงใหลถึงเพียงนี้ข้าไม่เชื่อหรอกว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงหวั่นไหวกับองค์หญิง”
องค์หญิงซีเยวี่ยส่งยิ้มให้แก่ซูเฟยก่อนจะเปลี่ยนชุดเป็นชุดกระโปรงสีแดงทับทิมเปลี่ยนเสร็จแล้วก็ยกยิ้มให้แก่ซูเฟยอีกครา
ซูเฟยอ้าปากกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองขณะมององค์หญิงซีเยวี่ยชุดกระโปรงตัวนี้เป็นของฮองเฮาพระองค์ก่อนที่ทิ้งเอาไว้ให้ นางวางแผนไว้ว่าจะมอมเหล้าฮ่องเต้เพื่อที่ฮ่องเต้จะได้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดเห็นองค์หญิงซีเยวี่ยเป็นฮองเฮาองค์ก่อนทว่าคาดไม่ถึงว่าพอองค์หญิงซีเยวี่ยสวมเสื้อชุดนี้ออกมาแล้วจะคล้ายกับฮองเฮาองค์ก่อนที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานยิ่งนางราวกับเห็นเงาของฮองเฮาองค์ก่อนอยู่ในตัวขององค์หญิงผู้นี้
ในใจนางเกิดความรู้สึกลังเลขึ้นมาโดยพลันไม่รู้ว่าการให้องค์หญิงผู้นี้อยู่ที่นี่ต่อเป็นความคิดที่ถูกหรือผิด ทว่าเวลานี้องค์หญิงผู้นี้เป็นหมากที่มีคุณค่าเหลือเกินนางจึงต้องกัดฟันทำตามแผนเดิมต่อ “น้องซีเยวี่ยสวยเหลือเกิน”
นางเดินไปด้านข้างองค์หญิงกระซิบบางอย่างข้างหู องค์หญิงซีเยวี่ยพลันแย้มยิ้มออกมา
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายก่อนที่แขกต่างแคว้นจะเดินทางกลับฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินจึงจัดงานเลี้ยงส่งทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาขององค์หญิงซีเยวี่ย จึงถามอย่างสงสัยออกมา “องค์ชายเอ่อร์ตั้นแล้วองค์หญิงซีเยวี่ยไปไหนเสียเล่า”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินไม่รู้ว่าตนเป็นอันใดไปมักจะมองเห็นเงาของสหายเก่าในตัวขององค์หญิงผู้นี้อยู่ร่ำไปอีกทั้งในใจยังเกิดความสนใจในตัวองค์หญิงผู้นี้ ทว่านางคือองค์หญิงที่ถูกส่งตัวมาเพื่อแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์จึงไม่กล้าทำสิ่งใดโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
เขาเริ่มมองเห็นเงาของผู้คนซ้อนทับกันจึงรู้ว่าตนเองเมาเสียแล้ว จึงกะว่าจะนอนพักสักครู่ทว่าข้างกายกลับปรากฏซูเฟยที่กำลังปลุกให้เขาตื่น
เขามองใบหน้างดงามของนางพยายามลืมตาที่แทบจะลืมไม่ขึ้นเพราะความเมาแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สนมรักหรือ”
“ฝ่าบาททรงเมามากแล้วให้หม่อมฉันพยุงไปพักผ่อนนะเพคะ” ซูเฟยใช้แขนค่อยๆพยุงตัวฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินขึ้นมา
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินส่งยิ้มให้แก่ซูเฟยพลางส่งเสียงอืออา “เราเมามากจริงๆเช่นนั้นก็ต้องรบกวนสนมรักช่วยพยุงเรากลับตำหนักด้วย”
ซูเฟยพยุงตัวฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่ตัวอ่อนราวกับดินโคลนขึ้นมากล่าวพร้อมกับยิ้ม “ฝ่าบาทตรัสอันใดกันเพคะ นี่เป็นสิ่งที่หม่อมฉันสมควรทำอยู่แล้ว”
ซูเฟยพยุงฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินไปยังตำหนักเจินหลงเมื่อไปถึงห้องบรรทมก็วางฮ่องเต้ไว้บนเตียง ไม่รู้ว่าจางกงกงพูดอันใดกับซูเฟยสีหน้าของซูเฟยจึงแปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ กล่าวกับจางกงกงว่า “เจ้าออกไปเถิดที่นี่ไม่มีธุระของเจ้าแล้ว”
จางกงกงมองซูเฟยด้วยสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดแส้ ใช้เสียงเล็กแหลมกล่าวว่า “เช่นนั้นบ่าวทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
ซูเฟยมองฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่บรรทมนิ่งอยู่บนเตียงนางปัดมืออย่างในที่สุดก็เสร็จเรื่องเสียที ก่อนที่สายตาจะเบนไปยังองค์หญิงซีเยวี่ยซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีแดงทับทิมที่กำลังก้าวตรงเข้ามาอย่างช้าๆ
ซูเฟยจัดอาภรณ์หรูหราให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปหาองค์หญิงซีเยวี่ย ตบไหล่นางเบาๆ “ข้าทำให้องค์หญิงได้เท่านี้ต่อจากนี้องค์หญิงคงต้องพึ่งตัวเองแล้ว”
องค์หญิงซีเยวี่ยพยักหน้าให้ซูเฟยก่อนจะเดินไปที่เตียงซึ่งฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินบรรทมอยู่
ซูเฟยเดินออกจากห้องพบจางกงกงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู นางเอ่ยข่มขู่ “ฝ่าบาทกำลังบรรทมอยู่ หากข้ารู้ว่าผู้ใดเข้าไปรบกวนพระองค์ข้าไม่ปล่อยมันผู้นั้นเอาไว้แน่”
จางกงกงพยักหน้ารับทราบก่อนจะนั่งลงตรงหน้าประตู รอฮ่องเต้ตื่นบรรทมอย่างเงียบๆ
องค์หญิงซีเยวี่ยทรุดนั่งลงบนเตียงมองฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินที่กำลังบรรทมนิ่งนางใช้น้ำเสียงอันอ่อนหวานของนางเอ่ยเรียก “ฝ่าบาท ฝ่าบาทเพคะ”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินกำลังฝันว่ามีคนกำลังเรียกเขาอยู่จึงลืมตาขึ้น เมื่อเห็นภาพตรงหน้า น้ำตาพลันไหลออกมาอีกทั้งน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “หรูเอ๋อร์ เป็นเจ้าหรือเจ้ากลับมาหาเราแล้วหรือ”
องค์หญิงซีเยวี่ยรู้สึกมึนงงยิ่งแต่เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินทรงตื่นบรรทมแล้ว จึงพยักหน้า เอ่ยตอบออกไป “หม่อมฉันเองเพคะฝ่าบาท”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินส่ายหน้ากับตัวเองยิ้มอย่างขมขื่น “ไม่ เจ้าไม่ใช่ หรูเอ๋อร์เกลียดเรานางไม่มีทางกลับมาหาเราอีกแล้ว”
เห็นท่าทางเช่นนี้ของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินองค์หญิงซีเยวี่ยอดหวั่นไหวไม่ได้ นางไม่สนเรื่องอื่นอีก แย้มยิ้มให้ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเห็นองค์หญิงซีเยวี่ยแย้มยิ้มจึงกล่าวอย่างโล่งใจว่า “หรูเอ๋อร์ นานแล้วที่เรามิได้เห็นเจ้ายิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้”