สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านอันห่างไกลที่โอบล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจี เื่ราวของ "จอมยุทธ์" เปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งตำนานที่วูบวาบอยู่ในนิทานก่อนนอนท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ พวกเขาเฝ้าฝันถึงยอดคนผู้สวมอาภรณ์สะอาดสะอ้านพริ้วไหว มีท่วงท่าสง่างามดุจพยัคฆ์ทะยาน และกระบี่ที่วาดผ่านอากาศทิ้งรอยแยกไว้บนหินผา ความเก่งกาจในอุดมคติของชาวนาผู้ตรากตรำคือความดุดันที่ทรงอำนาจ ประหนึ่งเทพเซียนที่ลงมาจุติเพื่อขจัดคนชั่ว ทุกครั้งที่คนแก่เล่านิทาน เด็กๆ จะหลับตาพริ้มเห็นภาพวีรบุรุษผู้เหาะเหินเดินอากาศได้รวดเร็วและหมดจดจนไร้ที่ติ
ทว่าในเช้าวันนี้ เสียงกีบม้าศึกนับสิบตัวที่กระแทกพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหวกลับปลุกหมู่บ้านให้ตื่นจากภวังค์ ขบวนนักรบในชุดไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูหรูหราควบตะบึงเข้ามาด้วยท่าทางพยศ รังสีอำนาจของ มรรคมนุษย์ ขั้นที่ 5 เปิดจุดรวมปราณ แผ่ซ่านจนอากาศรอบด้านหน่วงหนัก ชาวบ้านต่างพากันหยุดงานในมือจับจ้องด้วยความเลื่อมใสระคนคาดหวังว่าพวกเขาจะได้เห็น "เทพา" ในนิทานด้วยตาตนเองสักครั้ง
แต่ภาพลักษณ์อันสูงส่งกลับพังทลายลงในชั่วอึดใจ เมื่อเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งถลาออกมากลางถนนเพื่อเก็บตะกร้อสาน ม้าศึกตัวหน้าสุดควบมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าจะชะงักทัน จอมยุทธ์หนุ่มนามว่า 'หูเถียน' ผู้มีความทะนงตัวสูงกลับไม่คิดจะรั้งบังเหียนเพื่อไว้ชีวิตเด็กน้อย เขาตวาดก้องด้วยความหงุดหงิด
"หลบไป! เ้าเด็กโง่!" มือหนาเงื้อแส้เหล็กขึ้นสูงหมายจะสะบัดฟาดเพื่อเปิดทางอย่างป่าเถื่อนโดยไม่สนใจชีวิตเล็กๆ ตรงหน้า
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาร่างซอมซ่อใน ชุดบัณฑิตสีขาวหม่นที่เก่าจนเนื้อผ้าเปื่อยขาด ก็พุ่งวาบเข้ามาไวกว่าตาเห็น!
"ไร้พันธนาการ!"ในชั่วพริบตาที่ร่างกายทะยานออกไป ภาพเหตุการณ์การฝึกฝนอันแสนเข็ญแวบเข้ามาในห้วงคำนึง... ภายใต้แสงจันทร์นวล ลู่ชิงเคยฝึกท่วงท่า บทที่สอง นี้จนหน้าไถดินเป็ร่องยาว ท่ามกลางเสียงหัวเราะใสๆ ของ 'ลู่หลิน' น้องสาวตัวแสบที่นั่งเท้าคางมองอยู่ใต้ถุนบ้านขณะกัดหัวมันเผาเคี้ยวตุ้ยๆ
"พี่ใหญ่! ท่านกำลังฝึกวิชาหรือกำลังพยายามจะเอาหน้าไถนาแทนควายกันแน่เ้าคะ? ดูสิ ท่าทางเหมือนเป็ดหลงเลนไม่มีผิด ทิ่มซ้ายทีขวาทีจนดินเปื้อนหน้าไปหมดแล้ว ฮ่าๆๆ ถ้าผ้าขาดอีกข้าไม่ชุนให้แล้วนะ!"
คำสบประมาทของน้องสาวและความเ็ปจากการที่หน้าคะมำครั้งแล้วครั้งเล่าในคืนนั้น กลับหล่อหลอมให้ร่างกายของเขาในตอนนี้บิดเบี้ยวหลบหลีกได้อย่างปาฏิหาริย์ ลู่ชิงคว้าตัวเด็กไว้ได้ในอ้อมแขน ทว่าแรงส่งมหาศาลทำให้เขายั้งไม่อยู่ ร่างบัณฑิตโผเข้ายันหน้าอกม้าศึกตัวั์ไว้สุดแรงเพื่อไม่ให้หน้าตัวเองทิ่มลงไปจูบขี้ม้าต่อหน้าชาวบ้านเหมือนตอนที่โดนน้องสาวล้อ!
ฮี้ววววว!
ม้าศึกหยุดกึกราวกับชนกำแพงเหล็ก แรงสะท้อนส่งร่างของหูเถียนกระเด็นตกอานลงมาคลุกฝุ่นดัง อั้ก! ความสง่างามที่ชาวบ้านคาดหวังมลายสิ้นเมื่อเห็นจอมยุทธ์ผู้นี้ลุกขึ้นมาด้วยความอับอายและบ้าคลั่ง เขาสะบัดกระบี่วาดวิชา 'กระบี่วายุคลั่ง' เข้าใส่ลู่ชิงทันที!
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
คมกระบี่กรีดผ่านอากาศด้วยความเร็วที่คนธรรมดามองไม่ทัน หูเถียนจ้วงแทงเข้าใส่จุดตายของลู่ชิงถึงเจ็ดแห่งในพริบตา ลมกระบี่คมกริบตัดใบไม้รอบข้างจนขาดวิ่น ทว่าลู่ชิงกลับทำท่าประหลาด เขาหงายหลังวูบประดุจคนเสียหลักขาอ่อนแรงจนตัวโยน แต่กระบี่กลับเฉียดหน้าอกเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด พอหูเถียนตวัดกระบี่ฟันขวาง ลู่ชิงกลับ "สะดุด" ก้อนหินจนตัวหมุนคว้างเป็ลูกข่าง ร่างของเขาไหลลื่นไปตามแรงเหวี่ยงหนีคมกระบี่ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่าทางที่เหมือนเป็ดหลงเลนนั้นทำให้หูเถียนฟันโดนเพียงธาตุอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า
"เหวอ! อย่าเข้ามานะ! พวกท่านมันบ้าไปแล้ว!" ลู่ชิงร้องเสียงหลงพลางเต้นระบำหลบพัลวัน ท่าทางของเขาในสายตาชาวบ้านนั้นช่างดูห่วยแตกสิ้นดี เขาะโโหยงเหยงหลบคมดาบอย่างทุลักทุเลทว่าในสายตาของ 'เฉินอี้' หัวหน้าจอมยุทธ์ เขากลับมองเห็นความผิดปกติที่ชวนให้ขนหัวลุก... เขาเห็นชัดเจนว่าปราณกระบี่อันคมกริบไม่สามารถพัดให้ชายผ้าบัณฑิตที่เปื่อยขาดนั้นไหวได้เลยแม้แต่นิดเดียว! เฉินอี้ใจสั่นสะท้าน เขารีบพุ่งทะยานลงจากหลังม้าเข้าแทรกกลางระหว่างทั้งสองทันที พร้อมกับสะบัดมือเพียงครั้งเดียวสยบปราณกระบี่ของหูเถียนจนดับวูบ ก่อนจะก้มตัวลงประสานมือคำนับลู่ชิงอย่างนอบน้อมต่อหน้าชาวบ้านที่ยืนงงงวย
"ข้าพเ้า เฉินอี้ ต้องขออภัยท่านบัณฑิตอย่างสูง! ลูกน้องของข้าล่วงเกินท่านแล้ว โปรดระงับโทสะด้วย!" เฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"พวกเราคือกองปราบจากเมืองหลวง มีจุดประสงค์มุ่งหน้าไป ปราบกลุ่มโจรที่อาละวาดอยู่ในเมืองข้างๆ ทว่าการเดินทางตรากตรำนัก จึงอยากจะขอความกรุณาจากหมู่บ้านของท่าน ขอพักแรมที่นี่เพียงหนึ่งคืน เพื่อสะสมกำลังก่อนออกเดินทางต่อ"
ลู่ชิงะโสวนกลับด้วยความโกรธ
"จะไปปราบโจรหรือจะมาเป็โจรเสียเองล่ะ? พฤติกรรมเมื่อครู่ต่างอะไรจากพวกโจรป่า? หากพวกท่านเริ่มต้นด้วยการข่มเหงคนธรรมดาในที่พักอาศัย เช่นนั้นพวกท่านก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสุนัขรับใช้ที่มีอาวุธไว้ข่มขวัญผู้อื่นเท่านั้น! พลังที่ท่านมีควรใช้เพื่อปกป้องชีวิต ไม่ใช่เพื่อรังแกคนไม่มีทางสู้!"
ในจังหวะนั้น ผู้ใหญ่บ้าน ที่วิ่งหอบแฮกมาจนหน้าดำหน้าแดงก็รีบแทรกตัวเข้ามากลางวง เขาปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยมือที่สั่นเทา พลางพยายามส่งยิ้มประนีประนอม
"โธ่... ท่านบัณฑิตลู่ชิง ใจเย็นๆ ก่อนเถิดขอรับ ท่านจอมยุทธ์เฉินอี้ท่านนี้คงไม่ได้มีเจตนาเลวร้ายจริงๆ" ผู้ใหญ่บ้านหันไปมองเฉินอี้ด้วยสายตาขอร้อง
"ท่านจอมยุทธ์ ข้าน้อยต้องขออภัยแทนบัณฑิตลู่ชิงด้วย เขาเป็คนเรียนตำราเลยค่อนข้างหัวรั้นและยึดถือคุณธรรมเคร่งครัดไปบ้าง แต่อย่าได้ถือสาหาความกันเลยนะขอรับ หมู่บ้านเราเป็เพียงหมู่บ้านเล็กๆ หากมีเื่มีราวกันก็คงจะไม่ดีแน่"
ผู้ใหญ่บ้านหันกลับมาทางลู่ชิงอีกครั้ง
"บัณฑิตลู่... ข้าขอบน้ำใจที่ท่านช่วยเด็กไว้จริงๆ แต่ตอนนี้พอเถอะนะ ท่านจอมยุทธ์เขามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือบ้านเมืองปราบโจร หากเราทำให้เขาขุ่นเคือง หรือต้อนรับไม่ดี หมู่บ้านเราอาจจะลำบากกว่าเดิมก็ได้นะท่าน คิดถึงอนาคตของเด็กๆ และปากท้องของพวกเราเถอะนะขอรับ ให้พวกเขาพักที่วัดร้างสักคืนเถิด"
ลู่ชิงทำหน้าตึง แววตายังคงแข็งกร้าว
"เห็นแก่ผู้ใหญ่บ้าน... ข้าจะยอมวางเื่นี้ลง" เขาหันไปจ้องตาเฉินอี้
"แต่จำไว้เถิด พลังที่ท่านมีควรใช้เพื่อคุ้มครอง ไม่ใช่เพื่อรังแกคนไม่มีทางสู้!" ลู่ชิงสะบัดหน้าเดินกะเผลกๆ จากไป
ณ วัดร้างนอกหมู่บ้าน ยามเย็นเมื่อขบวนจอมยุทธ์เดินทางมาถึงที่พักชั่วคราว ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดและเปลวไฟจากกองฟืนที่วูบวาบ หูเถียนที่ทนเก็บความแค้นไว้ไม่ไหวก็ะเิอารมณ์ออกมาทันที
"ท่านหัวหน้า! ท่านให้ข้าขอโทษไอ้บัณฑิตเพี้ยนนั่นทำไม! มันทั้งด่าพวกเราเป็สุนัข ทั้งดูิ่เกียรติจอมยุทธ์ แถมมันก็แค่ดวงดีที่หลบพ้นไปได้เฉยๆ ท่าทางเป็ดหลงเลนแบบนั้น ข้าฟันอีกทีเดียวหัวมันก็หลุดแล้ว!" หูเถียนะโลั่นด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ
เฉินอี้นั่งหลับตาอยู่บนแผ่นหิน ใบหน้าของเขาเงียบขรึมจนดูน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงฉับพลันจนจอมยุทธ์คนอื่นๆ ต้องพากันเงียบกริบ เฉินอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงที่ลึกซึ้ง
"หูเถียน... เ้าบอกว่าเขาแค่ดวงดีงั้นหรือ?" เฉินอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า "เ้าไม่สังเกตเลยหรือว่า ในขณะที่เ้าฟาดฟันกระบี่วายุคลั่งที่รวดเร็วที่สุดออกไป... ปราณกระบี่ของเ้าแม้แต่เส้นเดียว กลับไม่สามารถพัดให้ชายผ้าบัณฑิตที่เปื่อยขาดรุ่งริ่งของเขาไหวได้เลยแม้แต่นิดเดียว"
จอมยุทธ์รอบกองไฟเริ่มชะงัก แผ่นหลังของพวกเขาเริ่มเย็นวาบ
"ท่าทางที่เหมือนคนสะดุดยอดหญ้า ท่าทางที่เหมือนคนขาขัดกันเองจนหมุนตัว... ทุกจังหวะเ่าั้ คือการย้ายร่างเข้าสู่ 'จุดบอดสายตา' ของเ้าอย่างสมบูรณ์แบบในเสี้ยววินาที ข้าบอกไม่ได้ว่ามันคือวิชาอะไร เพราะมันไร้กระแสปราณ ไร้รูปขบวน แต่มันคือสภาวะที่ไร้ช่องว่างอย่างสิ้นเชิง!"
เฉินอี้กวาดสายตามองลูกน้องทุกคนด้วยความกดดัน
"หากเมื่อครู่ข้าไม่พุ่งเข้าไปขวาง และเ้ายังคงดื้อรั้นจะปลิดชีวิตเขา... ข้ามั่นใจว่าในจังหวะที่เขา 'สะดุด' ครั้งต่อไป ร่างของเ้าคงจะแหลกเป็ผงด้วยแรงปะทะที่มหาศาลเกินกว่าที่เ้าจะจินตนาการได้ เหมือนกับม้าศึกของเ้าที่หยุดกึกราวกระแทกูเาหินนั่นแหละ! จำไว้... อย่าได้ไปหาเื่บัณฑิตคนนั้นอีกเป็อันขาด หากพวกเ้ายังอยากมีชีวิตกลับเมืองหลวง!"
คำพูดของเฉินอี้ทิ้งความเงียบงันที่น่าสยดสยองไว้ในวัดร้าง เหล่าจอมยุทธ์ต่างพากันขนลุกซู่เมื่อตระหนักได้ว่า บัณฑิตชุดขาดที่พวกเขาหัวเราะเยาะ แท้จริงแล้วคือตัวตนที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบมา