บทที่146
ความลับในอดีตหนึ่งอย่าง
เมื่อเห็นรอยยิ้มบางเฉียบที่ปรากฏขึ้นตรงมุมปากของไป๋ซือเหนียงซูเหม่ยหรูก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ นางวางถ้วยชาลงเบา ๆแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลเจือหงุดหงิดเล็กน้อย
“เจ้าไม่กังวลเลยหรือ?”
ไป๋ซือเหนียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งด้วยท่าทีสงบนิ่งริมฝีปากขยับกล่าวตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“กังวลเรื่องอันใด?”
ซูเหม่ยหรูถอนหายใจเบา ๆแล้วเอนกายพิงพนักเบาะใต้ต้นหลิว พลางตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“ก็เรื่องชายารองอย่างไรเล่า...เหยียนไป๋เฉินเป็นบุรุษ อีกทั้งยังมีฐานะเป็นซื่อจื่อผู้สืบทอดตำแหน่งอ๋องการแต่งชายารองสักสองคน ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเลย”
น้ำเสียงของซูเหม่ยหรูแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังในวินาทีนั้นสายตาที่เคยขี้เล่นตอนต้นบทสนทนา กลับเปลี่ยนเป็นเข้มข้นอย่างน่าตกใจ
“เจ้าต้องระวังตัวเอาไว้บ้างไป๋ซือเหนียง”
คำเตือนของนางเต็มไปด้วยเจตนาดีแต่มันก็ไม่ใช่คำพูดที่ไร้น้ำหนัก
“อย่าลืมว่าชายาเอกมีเพียงหนึ่ง...แต่ว่าชายารองแต่งได้ถึงสองคน และนางสนมก็รับเข้ามาได้อีกนับไม่ถ้วน”
ปลายนิ้วเรียวยาวของซูเหม่ยหรูแตะเบาๆ บนขอบโต๊ะไม้หอมที่วางชุดน้ำชา ก่อนจะเคลื่อนไหวช้า ๆเป็นจังหวะราวกับกำลังวาดเส้นทางของความวุ่นวายที่ยังมาไม่ถึง
“ในยุคสมัยนี้การแย่งชิงอำนาจในเรือนหลังนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องการเมืองในราชสำนักเสียอีก...”ซูเหม่ยหรูเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ทุ้มแน่น
จวนเหยียนหลงอ๋องแห่งนี้ในยามปัจจุบัน อำนาจภายในเรือนหลังจะพูดว่าขึ้นตรงกับพระชายาเอกโดยแท้ก็ไม่เกินเลยซูอวิ๋นเจียวมีตระกูลซูที่แข็งแกร่งหนุนหลัง ฐานะพระชายาเอกของนางจึงมั่นคงไร้ผู้ใดเขย่าได้
ส่วนชายารองเช่นเหวินซ่างซินมารดาของเหยียนไป๋เฉินนั้น แม้นางจะมีความทะเยอทะยานเพียงใดแต่ตราบใดที่เหยียนหลงอ๋องยังดำรงอยู่ นางก็มิอาจก่อคลื่นลมได้มากนัก
อีกหนึ่งพระชายารองในจวนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ผู้คนแทบลืมเลือนการมีอยู่ของนางไปแล้วเพราะมิได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในจวนเลยด้วยซ้ำ
กล่าวได้ว่าภายในเรือนหลังของจวนอ๋องแห่งนี้แม้จะมีสตรีสูงศักดิ์อยู่ถึงสามนาง แต่ก็หาได้วุ่นวายเช่นในอดีตไม่หากจะพูดให้ถูกต้อง ช่วงเวลาที่อำนาจปั่นป่วนแย่งชิงกันนั้น…ล้วนเป็นเรื่องของอดีตทั้งสิ้
แต่ถึงอย่างไรหากในอนาคตเหยียนไป๋เฉินแต่งตั้งพระชายารองเพิ่มเติมเข้าสู่จวนอีกย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงศึกในเรือนหลังที่จะโหมกระหน่ำขึ้นมาได้อีกครา
ไป๋ซือเหนียงหัวเราะเบา ๆแล้วกล่าวออกมาเสียงแฝงรอยหยอกล้อ “เหยียนไป๋เฉินไม่กล้าหรอกเอาสตรีคนอื่นเข้ามาหรอก”
“หื้ม?” ซูเหม่ยหรูกลับเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจทันที “เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น?”
ไป๋ซือเหนียงยกถ้วยชาขึ้นอย่างสงบริมฝีปากคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยอธิบาย
“ต่อให้เขาอยากแต่งสตรีอื่นเข้ามาข้าก็ไม่ห้าม เพียงแต่ สตรีผู้นั้น…ต้องอยู่ในจวนแห่งนี้ให้ได้ด้วย”ดวงตาของไป๋ซือเหนียงทอประกาย นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่มั่นคง
“การอยู่ร่วมกับข้าไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ”
ได้ยินเช่นนั้นซูเหม่ยหรูก็ถึงกับตบโต๊ะเบา ๆ แล้วกล่าวออกมาด้วยใบหน้าชื่นชม
“สุดยอดไปแล้ว!เช่นนี้แหละ... ถึงจะสมกับเป็นสหายของข้า!”
ใจของซูเหม่ยหรูกลับคิดอยู่ลึก ๆ ว่าไป๋ซือเหนียงในตอนนี้ไม่ใช่สตรีธรรมดาอย่างที่คนทั้งเมืองหลวงเคยเข้าใจอีกต่อไปแล้ว
นึกย้อนไปเมื่อครั้งวัยเยาว์ซูเหม่ยหรูยังจำภาพของไป๋ซือเหนียงในวัยเด็กได้เลือนรางเด็กหญิงผู้หนึ่งที่มีนิสัยอ่อนโยน ไม่ค่อยโต้เถียงหรือกล้าแสดงออก สายตาอ่อนละมุนปากไม่สู้คนนั่นเองจึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้สตรีอย่างเซี่ยหยางหลิงและจางอวี้เฟยมักกดขี่นางอยู่เสมอ
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากชาติกำเนิดของไป๋ซือเหนียงซึ่งเป็นเพียงบุตรสาวของตระกูลพ่อค้า แม้จะมั่งคั่งเพียงใดแต่ในสายตาของตระกูลขุนนางชั้นสูง ตระกูลพ่อค้าก็ยังเป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยอยู่ดี
นั่นทำให้เซี่ยหยางหลิงและจางอวี้เฟยยิ่งมองนางต่ำต้อยมาตั้งแต่วัยเยาว์
แต่กระนั้น…เมื่อมองไปยังสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้านางในตอนนี้
สตรีผู้มีรอยยิ้มมั่นคง แววตาเฉียบคมการวางตัวสง่าอย่างเหลือเชื่อ ทุกคำพูด ทุกการกระทำล้วนแฝงความแน่วแน่เด็ดขาด
ไป๋ซือเหนียงเปลี่ยนไปจนแทบเป็นคนละคน
และซูเหม่ยหรูก็ยินดีในเรื่องนี้ยิ่งนักสหายของนางที่เข้มแข็งเช่นนี้…เหมาะสมแล้วที่จะยืนเคียงข้างซื่อจื่อแห่งจวนเหยียนหลง
พลันในห้วงความคิด นางก็นึกถึงเรื่องบางอย่างที่ลืมเลือนมานาน
“เอ้อ จริงสิ” ซูเหม่ยหรูกล่าวขึ้นมาแผ่วเบา พลางยกมือแตะปลายคางด้วยท่าทางครุ่นคิด
ไป๋ซือเหนียงเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบ “เรื่องอันใดหรือ?”
ดวงตาของซูเหม่ยหรูฉายแววจริงจังอย่างหาได้ยากนางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่ใช่เรื่องของเหยียนไป๋เฉินหรอก...แต่เป็นเรื่องของ เหยียนเจิ้งหลง”
ไป๋ซือเหนียงหรี่ดวงตาของตนลงช้า ๆแววตาทอดยาวไปยังแก้วชาที่อยู่ในมือ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เรื่องอันใดกัน?”
แม้ใบหน้าจะดูสงบทว่าภายในใจกลับตื่นตัวอย่างยิ่งนางเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้โดยมีเป้าหมายหลายประการและหนึ่งในนั้นคือการสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของ เหยียนเจิ้งหลง และ ไป๋เสวี่ย—บิดาและมารดาผู้ล่วงลับของเถาๆ
เพราะเหตุนี้หัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมา จึงดึงความสนใจของนางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซูเหม่ยหรูวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆก่อนจะโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย กดเสียงต่ำลงในระดับที่ได้ยินเพียงแค่สองคน
“ก่อนหน้านี้...เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหยียนเจิ้งหลงเองก็เคยเกือบได้แต่งงาน?”
ไป๋ซือเหนียงขมวดคิ้วราวกับได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด
“แต่เขากลับตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องนี้” ซูเหม่ยหรูกล่าวต่อ “สุดท้าย...ก็ไปตกตายขณะออกตรวจการที่เป่ยโจว”
“แต่งงาน?” ไป๋ซือเหนียงพึมพำ ดวงตาเต็มไปด้วยความงุนงงนางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยราวกับว่าทุกคนจงใจหลีกเลี่ยงไม่ให้พูดถึงหัวข้อนี้
ซูเหม่ยหรูก็พยักหน้าช้า ๆ
“อืม เจ้าลองเดาดูสิว่าคนผู้นั้นคือผู้ใด”
ไป๋ซือเหนียงนิ่งไปชั่วครู่ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ในใจกลับวุ่นวายเพราะข้อมูลที่มีอยู่ในมือนางไม่เพียงพอจะเชื่อมโยงกับผู้ใดได้เลย
“ข้าไม่รู้” นางตอบในที่สุด “ผู้ใดกัน?”
ซูเหม่ยหรูวางมือลงบนโต๊ะเบา ๆก่อนจะกล่าวด้วยเสียงราบเรียบแต่คำที่หลุดออกจากปากนางกลับเหมือนสายลมเย็นพัดวูบเข้าสู่หัวใจของไป๋ซือเหนียง
“หลี่ซิ่วอิง”
เงียบ…
เพียงชื่อเดียวก็ทำให้ไป๋ซือเหนียงชะงักไปทันทีใบหน้าปรากฏแววประหลาดใจปนไม่อยากเชื่อ ดวงตาของนางฉายแววสับสนริมฝีปากขยับเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก
“หลี่ซิ่วอิง...งั้นหรือ?มันจะเป็นไปได้ยังไง...”
ซูเหม่ยหรูกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เรื่องครั้งนั้นซับซ้อนมาก เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อข้าตอนนี้ก็ได้แต่จดจำเอาไว้ ว่าอย่าประมาทสตรีนามหลี่ซิ่วอิงผู้นี้ นาง...ไม่ธรรมดาอย่างที่เจ้าคิด”
พูดจบนางก็ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง แววตาสะท้อนเงาลึกของบางสิ่งที่ยังไม่อาจเปิดเผย
ไป๋ซือเหนียงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงรับเบา ๆ เพียงคำเดียว
“อืม...”