เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาจากหลิวชุนฮวา จิ่งหลิวหยางก็รีบไปบ้านเก่าของตระกูลจิ่งอย่างกระตือรือร้น เมื่อไปถึงก็เห็นว่าประตูบ้านปิดอยู่ จึงยกเท้าถีบประตูให้เปิดออกเสียเดี๋ยวนั้น แล้วแผดเสียงดังว่า “จิ่งเยี่ยนกุย แกมาแอบอู้งานอยู่ที่บ้านปู่ย่ามากพอแล้ว กลับบ้านไปทำงานได้แล้ว!”
ปีนี้เขาอายุสิบสองปี เพราะหลิวชุนฮวาให้เขากินแต่ของดีๆ ก่อนใครเสมอ แม้จะอายุแค่สิบสองปี แต่ตัวเขากลับสูงมาก แถมยังมีรูปร่างอ้วนท้วนเล็กน้อย แรงเตะครั้งนี้ไม่น้อย เกือบจะทำให้ประตูบ้านเก่าพังลง
จิ่งเยี่ยนกุยที่เดิมทีปิดประตูเตรียมจะหยิบเอาของในตะกร้า เมื่อได้ยินเสียงของเขาก็รีบเอาผ้ามาคลุมตะกร้าไว้ทันที ถ้าของที่อยู่ในนี้ถูกจิ่งหลิวหยางเห็นเข้า เกรงว่าจะวุ่นวายอีกไม่หยุดหย่อนแน่นอน
หยางหว่านซิ่วเห็นท่าทางของจิ่งหลิวหยางแล้ว ก็อดถอนหายใจในใจไม่ได้ เด็กดีๆ คนหนึ่ง หากปล่อยให้หลิวชุนฮวาเลี้ยงดูแบบนี้ต่อไป คงต้องเสียคนแน่ๆ
เธอรีบทำหน้าตาเ็าแล้วพูดว่า “จิ่งเยี่ยนกุยอะไรกัน? ไม่รู้จักเรียกพี่หรือยังไง?”
จิ่งหลิวหยางเบะปาก “คนอย่างแกน่ะเหรอ สมควรให้ฉันเรียกว่าพี่! อย่ามัวแต่พูดไร้สาระ รีบๆ เก็บของกลับบ้านซะ ที่บ้านมีงานรอให้ทำอีกเยอะ! อ้อ จิ่งเยี่ยนกุย กลับไปถึงบ้านแล้ว สิ่งแรกที่แกต้องทำก็คือซักเสื้อผ้าให้ฉันซะ พอแกไม่อยู่บ้าน แม่ก็ไม่มีเวลาซักเสื้อให้เลย”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของเขาที่ทำเหมือนกับ “ฉันเป็เ้านาย” ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยเค้าเย้ยหยันเ็า เพราะการตามใจและประคบประหงมของหลิวชุนฮวา ทำให้จิ่งหลิวหยางที่เติบโตขึ้นกลายเป็คนที่ยากจะอธิบายออกมาในคำเดียวได้
หยางหว่านซิ่วเห็นท่าทางของเขาก็โกรธมาก พลันคว้าไม้กวาดข้างๆ แล้วฟาดไปที่ตัวจิ่งหลิวหยางอย่างหนักโดยไม่สนหูสนตา “ไอ้เด็กไร้การอบรมสั่งสอนคนนี้ แม่แกเลี้ยงแกมาจนไม่เหลือความเป็คน ตระกูลจิ่งของฉันยังห่วงหน้าตาอยู่ วันนี้ฉันจะตีแกให้ตายซะ!”
แม้จิ่งหลิวหยางจะเอาแต่ใจ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่กอดหัวหลบ “ยายแก่หนังเหนียวตายยาก กล้าดียังไงมาตีฉัน! ฉันเป็ลูกชายของตระกูลจิ่ง ต่อไปตระกูลจิ่งต้องพึ่งฉันสืบทอดสกุล ระวังต่อไปฉันจะไม่กตัญญูต่อแก!”
พอได้ยินจิ่งหลิวหยางด่าว่าตัวเองเป็ยายแก่หนังเหนียวตายยาก หยางหว่านซิ่วก็ยิ่งเดือดมากขึ้นกว่าเดิม จิ่งหลิวหยางไม่น่าจะรู้จักคำด่าแบบนี้ ซึ่งชัดเจนว่าหลิวชุนฮวาเป็คนสอน!
คนย่าะโเสียงดัง “ยายแก่หนังเหนียวตายยาก? กล้าดียังไงมาด่าฉันว่ายายแก่หนังเหนียวตายยาก! ฉันจะไปหานังแม่ไม่รู้จักกาลเทศะคนนั้นของแกเดี๋ยวนี้เลย อยากจะถามนักว่าใครเป็คนสอนคำพวกนี้!”
จิ่งหลิวหยางอยากจะโวยวายอีก แต่เมื่อได้ยินหยางหว่านซิ่วพูดแบบนั้น ก็รู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไป จึงได้แต่ก้มหน้าแล้วพูดว่า “ไม่มีใครสอน เพราะย่าลำเอียงเกินไป ไม่สนใจความเป็ตายของหลานชาย แต่กลับไปโอ๋ยายของขาดทุนที่ภายหน้าก็จะต้องแต่งออกไป! คอยรั้งยายของขาดทุนไว้ไม่ให้ทำงานในบ้าน หรือว่าจะให้ยายนั่นมาคอยปรนนิบัติรับใช้ย่า?”
เขาร้องบริภาษพลางรีบวิ่งหนีไปไกล
เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดที่หลุดจากปากจิ่งหลิวหยางก็ถึงกับส่ายหน้า นี่พูดอะไรออกมา! เด็กตระกูลจิ่งคนนี้นี่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจริงๆ!
หยางหว่านซิ่วโกรธจนแทบจะตามไปตี แต่จิ่งเยี่ยนกุยรีบดึงเอาไว้แล้วพูดว่า “ย่า อย่าไปถือสาคนโง่แบบนั้นเลย ปล่อยให้พ่อแม่เขาจัดการเถอะ!”
แม้ว่าหยางหว่านซิ่วจะมีสิทธิ์อบรมสั่งสอนจิ่งหลิวหยาง แต่ยังไงก็เป็คนต่างรุ่นกัน แถมหยางหว่านซิ่วก็สุขภาพไม่ดี เธอจึงไม่อยากให้ย่าต้องมาปวดหัวกับเื่ของน้องชายอีก
หยางหว่านซิ่วโมโห “พ่อแม่แกเนี่ยน่ะเหรอ? ถ้าพ่อแม่แกสั่งสอนได้จริงๆ ไอ้หลานไม่รักดีนั่นจะพ่นคำพูดแบบนั้นออกมาได้เหรอ? ฉันโกรธจนจะตายอยู่แล้ว ตระกูลจิ่งของฉันกำลังจะมีลูกล้างผลาญครอบครัว!”
ถ้าปล่อยให้จิ่งหลิวหยางโตขึ้นมาแบบนี้ เด็กนั่นมันจะไม่เป็คนนำความฉิบหายมาสู่ครอบครัวเหรอ?
จิ่งเยี่ยนกุยปลอบย่า “ก็ปล่อยให้หลิวหยางเป็คนทำไปสิ แล้วคนที่จะต้องรับกรรมก็คือพ่อกับแม่หนู ไม่ใช่บ้านย่า เขาอยากจะให้ลูกชายเขาเป็คนล้างผลาญครอบครัว ก็คงไม่มีใครห้ามได้”
คำพูดของจิ่งเยี่ยนกุยทำให้หยางหว่านซิ่วรู้สึกะเืใจ เธอถอนหายใจยาว “ก็จริง ฉันมันคนแก่ที่ใกล้จะตายเป็ผุยผงอยู่แล้ว อยากไปจัดการเื่พวกนี้แต่ก็คงทำไม่ได้”
เมื่อพูดจบ เธอก็หันมามองจิ่งเยี่ยนกุยด้วยความสงสาร “ต่อไปย่าคงไม่มีแรงปกป้องแกแล้วนะ เด็กน้อย ต่อไปนี้แกต้องเข้มแข็งให้มากขึ้น คิดถึงตัวเองให้มากๆ”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วถามลองเชิงเธอว่า “ย่า หนูได้ยินคนในหมู่บ้านพูดว่าหนูเป็เด็กที่เก็บมาเลี้ยง เื่นี้จริงเหรอคะ?”
หยางหว่านซิ่วไม่คิดว่าหลานจะถามแบบนี้ เมื่อสบตากับดวงตาที่ใสซื่อของเธอก็รู้สึกผิดขึ้นมา แต่ก็ยังพูดออกไปว่า “อย่าไปฟังพวกปากพล่อยในหมู่บ้านนั้น พวกเขาพูดอะไรก็อย่าไปเชื่อแม้แต่คำเดียว”
“ที่พูดแบบนั้นกันก็เพราะเห็นว่าแม่แกตามใจจิ่งหลิวหยาง แล้วแกก็เป็พี่คนโต พวกนั้นเลยอยากให้แกทำงานบ้านหนักขึ้น ถึงได้ยุยงให้พวกแกผิดใจกัน อย่าไปฟังคำพูดพวกนั้นเลย”
ในใจของจิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ถึงแม้ว่าในฐานะผู้ใหญ่หยางหว่านซิ่วจะดูแลเธอไม่น้อย แต่ก็ยังหวังให้ใจของเธออยู่กับตระกูลจิ่ง กลัวว่าถ้าบอกเื่นี้ไปแล้ว เธอจะไปตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง
ถึงแม้ว่าย่าจะเป็คนใจดี แต่ก็มีแิเป็ของตัวเอง สิ่งที่ใจของหยางหว่านซิ่วเอนเอียงท้ายที่สุดก็คือตระกูลจิ่ง
ถึงในใจของจิ่งเยี่ยนกุยจะรู้สึกผิดหวัง แต่ก็เข้าใจได้ จึงพูดด้วยรอยยิ้มจางๆ “หนูไม่อยากฟังคำพูดของพวกเขาหรอก แต่แม่หนูก็ลำเอียงมากเกินไปจริงๆ ย่าคะ ต่อไปหนูขออยู่กับย่าได้ไหมคะ?”
ด้วยสภาพการณ์ของเธอตอนนี้ ถ้ากลับไปบ้านตระกูลจิ่งก็คงจะต้องถูกเอาเปรียบแน่ๆ ต่อไปก็จะต้องถูกหลิวชุนฮวาใช้แผนการสารพัด ถ้าเธอหาเงินได้ หลิวชุนฮวาก็คงจะหาทางเอาไปจนได้
ดังนั้น สิ่งแรกที่เธอต้องทำตอนนี้ก็คือ ย้ายชื่อออกจากบ้านตระกูลจิ่ง ให้ตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการจากหลิวชุนฮวา
หยางหว่านซิ่วไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ จึงใเล็กน้อย “เื่นี้พ่อกับแม่แกคงไม่ยอม แถมในหมู่บ้านก็ไม่เคยได้ยินว่ามีหลานสาวคนไหนมาอยู่กับปู่ย่า ในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่”
จิ่งเยี่ยนกุยแค่ถามเพื่อดูท่าทีเท่านั้น การปฏิเสธของหยางหว่านซิ่วก็อยู่ในความคาดหมายของเธอ และเื่นี้เธอต้องรีบจัดการและวางแผนให้ดี
เธอหัวเราะขมขื่น “ย่าพูดถูกแล้วค่ะ หนูแค่กลัวว่าถ้าอยู่ในบ้านนั้นต่อไปคงไม่รอด”
เมื่อหยางหว่านซิ่วเห็นท่าทางของหลานก็ใจหายไปส่วนหนึ่ง อยากจะปลอบสักหน่อย แต่เด็กสาวกลับเผยใบหน้าแย้มยิ้มออกมา “ไม่พูดเื่ที่ทำให้ไม่สบายใจกันดีกว่า ย่าดูสิ หนูซื้ออะไรมาให้บ้าง?”
เธอเปิดตะกร้าแล้วหยิบเนื้อหมูก้อนใหญ่ออกมาวาง ยังมีนมข้าวสาลีสองขวด รวมถึงของแห้งอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง
หยางหว่านซิ่วถึงกับตะลึงตาค้าง “เยี่ยนกุย แกเอาเงินจากไหนมาซื้อของพวกนี้?”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบว่า “ย่าลืมแล้วเหรอ วันนี้หนูเข้าไปขายสมุนไพรในเมืองมา นี่เป็เงินที่ได้จากการขายสมุนไพรค่ะ”
เมื่อพูดจบก็หยิบธนบัตรสิบหยวนหนึ่งใบให้หยางหว่านซิ่ว “นี่เป็เงินที่หนูยืมย่ามา ตอนนี้หนูเอามาคืนให้แล้วค่ะ”
ดวงตาของหยางหว่านซิ่วเต็มไปด้วยความเหลือจะเชื่อ “สมุนไพรพวกนั้นมีราคามากขนาดนี้เลยเหรอ?”
เนื้อและของพวกนี้ อย่างน้อยก็ต้องสามสิบหยวนขึ้นไป จำนวนสามสิบกว่าหยวนในยุคนี้ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย