หลังจากทุกคนได้ฟังสิ่งที่กายพูดต่างก็พากันเงียบ เมื่อทั้งห้องตั้งสติกันได้จึงเริ่มมีเสียงแซวจากหลังห้องดังขึ้น
“เอาแล้วเว้ย จีบกันไม่สนใจพวกกูเลย” เสียง ฮือฮา เริ่มดังขึ้น
“มึงหมายความว่ายังไง” ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย
“แค่นี้มึงก็เลิกดึงหู แล้วก็ปล่อยกูละ”
กายพูดเสร็จก็วิ่งออกนอกห้องไป ฉันโดนหลอกเข้าแล้วไง
“ไอ้กาย!!! กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ" ฉันวิ่งตามกายออกไปด้านนอกห้อง "นี่คิดจะโดดเรียนอีกแล้วเหรอ ไหนว่าหลังเพลงรักการอ่านจบจะเข้าเรียนไง”
“กูบอกว่า หลังเพลงรักการอ่านจบกูจะมา ไม่ได้บอกว่าจะเรียน นี่ก็มาแล้วไง กูไม่ได้ผิดคำพูดสักหน่อย”
ถึงจะชอบตีกันอยู่เป็ประจำ แต่เราสองคนรู้ดีว่าถึงปากจะร้ายแต่ในใจต่างก็เป็ห่วงกัน ในสายตาคนนอกที่มองเข้ามากายเป็คนเกเรที่ไร้อนาคตคนหนึ่ง ขนาดพ่อกับแม่ยังพากันเอือมระอา ก็คงจะมีแค่ฉันคนเดียวที่ยังเชื่อว่ากายก็น่าจะกลับตัวได้และหันกลับมาตั้งใจเรียนเพื่อให้ทันสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“คุณประธานนักเรียน จัดการวายร้ายของห้องได้ไหม”
“ครั้งนี้ไม่ได้ค่ะครู กายโดดเรียนไปแล้ว”
“ขนาดแพรวยังจัดการไม่ได้ แล้วใครจะไปพาเขาเข้าห้องเรียนได้ ตอนนี้รู้ไหมครูทุกคนต่างเอือมระอา ไม่รู้อนาคตเขาต่อจากนี้จะเป็ยังไงเลย” ฉันยิ้มเจื่อน ไปยังครูคณิตศาสตร์ที่กำลังจะเริ่มสอนคาบแรก เอาจริงๆ ฉันก็ห่วงกาย ั้แ่ขึ้นมัธยมปลายมาก็ไม่เห็นจะมีท่าทีสนใจเรียนหรือพูดถึงการสอบเข้ามหาลัยเลยสักครั้ง ทั้งที่จริงกายก็เป็คนหัวดีคนหนึ่งแต่เดี๋ยวนี้แม้แต่เวลาสอบยังส่งแค่กระดาษเปล่า
แต่เหมือนฉันลืมอะไรไปบางอย่าง
“ฟ้า เหมือนกูลืมอะไรไปปะวะ”
“มึงลืมเจมส์”
เออ จริงด้วยว่าจะอธิบายเื่รักการอ่าน
“มึงเล่นเอาเทพบุตรของกู ยืนตาค้างไปไม่เป็เลยนะ”
ฉันหันไปมองเจมส์ แต่ก็ไม่อยู่แล้ว สงสัยไปเข้าห้องน้ำมั้ง ฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากเลยไม่ได้ตามไปอธิบายถึงเื่ที่เจมส์ถามอีก อีกอย่างฝ่ายนั้นดูก็ไม่ได้อยากจะรู้เื่งานที่ต้องทำขนาดนั้นไม่งั้นคงมาถามซ้ำแล้วล่ะ
หลังจากเปิดเรียนมาไม่นาน เจมส์เริ่มเป็ที่รักของเพื่อน อาจารย์ และรุ่นน้อง ก็แน่ละหล่อปานเทพบุตรเสียขนาดนั้น แถมนิสัยยังดีผิดกับมนุษย์ที่นั่งหลับอยู่ข้างหน้าฉันทุกคาบมากนัก
เปิดเทอมมาครบเดือนแล้วนับวันเจมส์พยายามที่จะเข้าใกล้ฉันมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมองมาที่ฉันอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็สงสัยในพฤติกรรมของเจมส์ หลายครั้งที่แอบมองไปทางเจมส์ เจมส์ก็สบตากับฉันอยู่ตลอด ถ้าสัญชาตญาณหญิงของฉันมันยังใช้งานได้อยู่ เจมส์คงสนใจบางอย่างในตัวฉันหรือไม่อย่างนั้น เกิดสัญชาตญาณของฉันใช้งานไม่ได้แล้วก็ต้องสนใจฟ้าแต่แค่เข้าหาเราทางอ้อม ถ้าเป็แบบหลังฉันต้องอับอายขนาดไหนที่สำคัญตนผิดไป
“คิดอะไรอยู่มึง”
“มึงว่า…” จะพูดกับฟ้าเื่นี้ดีไหมนะ แต่เื่ผู้ชายเพื่อนสนิทคนนี้ก็น่าจะเข้าอกเข้าใจได้ดีกว่าเรา
“เอ้า ว่าอะไรเล่ารีบพูด กูจะไปหาผู้ชายของกู”
“มึงนี่ ผู้ชายไว้ก่อนได้ไหม กูสงสัยว่าเจมส์เค้ามองกูหรือเปล่าวะ” ฟ้าเหลือบตาไปดูเจมส์แว็บนึง
“ไม่หรอกมึง เค้ามองกู เมื่อวานเค้ามาสารภาพรักกับกูแล้ว” ฟ้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
จริงเหรอเนี่ย ฉันสำคัญตัวผิดไปมากขนาดนั้นเชียว
“แหม่ ดูท่าเพื่อนกูจะเริ่มมีอาการหลงรักผู้ชายเป็กับเขาแล้วสินะ เสียดายเหรอจ๊ะแม่สาวน้อย”
“บ้าหรือไง แค่สงสัย เค้ามองมึงกูก็แค่จะได้ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกไง”
“แล้วมึงสงสัยอะไรล่ะ”
“ช่างเถอะ”
“มึงเห็นเงาจากประตูบานนั้นไหม เห็นทั่วห้องได้ชัดกว่าทุกมุม กูเอาไว้ส่องอาจารย์เวลากูจะลอกข้อสอบมึงเป็ประจำ” ฉันหันไปดูที่ประตูบานนั้น จริงอย่างที่ฟ้าพูดสามารถเห็นคนทั้งห้องได้ชัดเจน
“ถ้ากูเดินออกไปแล้วเจมส์มองตามกู เค้าก็ไม่ได้มองมึง แต่ถ้าไม่ใช่มึงก็หัดมั่นใจในตัวเองได้แล้วว่าคนแบบมึง น่าสนใจมากกว่ากูเป็ร้อยเท่า”
“ก็เค้าไปบอกชอบมึงแล้วไม่ใช่เหรอ”
“บทจะโง่ก็หาสิ่งมีชีวิตเปรียบยากเลยนะมึง กูหลอกมึงเล่นกูไปละ มึงก็ดูเอาเองว่าเค้ามองใคร เผื่อว่าเค้ามองกู กูก็จะได้เปลี่ยนผู้ใหม่สักที” ฉันฟังแบบปลงตก นี่ฉันมาเป็เพื่อนกับคนแบบนี้ได้ไงกันนะ
พอฟ้าเดินออกจากประตูไป เจมส์ไม่มีท่าทีจะมองตามฟ้าเลยสักนิด สายตายังคงมองมาที่ฉันอยู่ตลอด ชัดแล้ว แต่จะด้วยความสนใจแบบใดฉันก็ไม่ทราบได้แต่ที่แน่เจมส์ทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนแสดงท่าทีสนใจฉันมากมายถึงขนาดนี้
แต่ฉันเองก็ยังไม่กล้าคุยกับเจมส์มากนัก ส่วนหนึ่งเป็เพราะความสุภาพที่ทำให้เข้าถึงยาก แถมใบหน้าที่หล่อขนาดนั้นทำให้เวลาจ้องหน้าเจมส์ทีไรพานจะทำให้แก้มขาวๆ ของฉันเป็สีแดงระเรื่อ จนถูกแซวทุกครั้งไป ดังนั้นเวลาเจมส์คุยด้วยกลายเป็ว่ามีความอึดอัดมากกว่าความสบายใจ จะพูดโผงผางแบบที่คุยกับกายและฟ้าก็ไม่ได้ ฉันเลยจำเป็ต้องรับบทเรียบร้อยเวลาอยู่ต่อหน้าเจมส์
“ทำอะไรครับ” ฉันพยายามทำใจให้ชินกับการเข้าหาระยะใกล้ชิดของเจมส์จนแทบไม่เหลือที่ให้หายใจทำอย่างไรก็ไม่ชิน “ไม่ต้องใกล้ขนาดนี้ก็ได้ค่ะ” เจมส์เป็คนที่พูดน้อยและไม่ค่อยเริ่มพูดกับใครก่อนมีแค่ฉันที่เจมส์เลือกที่จะเข้ามาคุยก่อนเสมอ ผิดกับอีกคนราวฟ้ากับเหวที่ฉันต้องคอยตามอยู่ตลอดเวลา
“ห่างกันแล้ว ทำอะไรอยู่ครับ”
“ทำการบ้านคณิตศาสตร์ค่ะ”
“เราขอลอกหน่อยได้ไหม” วันแรกที่เจอกัน อย่างกับเป็เทพเซียนด้านคณิตศาสตร์มาจุติ แล้วตอนนี้ทำไมมาขอลอกเสียแล้วล่ะ ถึงเจมส์ดูเป็คนที่ไม่ตั้งใจเรียนแต่กลับเรียนเก่งแบบไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าครูท่านใดจะเรียกถามจุดไหนเจมส์ก็ตอบได้เสมอ อย่างกับเรียนมาหมดแล้วอย่างนั้น
“ได้ ค่ะ” แต่แล้วสมุดที่ฉันควรจะยื่นให้เจมส์ก็ไปอยู่ในมือของคนที่หายไปทั้งเช้า “แพรว การบ้านนี่กูขอลอกนะ” กายพูดจบก็ดึงสมุดไปจากโต๊ะฉันแบบเด็กเอาแต่ใจ
“ไอ้กาย เอามาก่อนกูยังขีดเส้นบรรทัดสุดท้ายไม่เสร็จเลย”
“เดี๋ยวกูขีดให้ แล้วกูก็จะส่งให้ด้วย”
วันนี้ฉันไม่มีแรงจะสู้กับกายจริงๆ อาการปวดหัวของฉันกำเริบหนักมาก เหมือนไมเกรนจะขึ้นสงสัยเป็เพราะเพ่งกับการส่องสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในคาบชีวะ มากจนเกินไป แถมอาจารย์ก็พูดจาวกไปวนมาจนเวียนหัวไปหมด ไม่ชอบตัวเองเวลาปวดไมเกรนเลย ทรมานสุดๆ แต่ก็ต้องฝืนว่าตัวเองไม่เป็อะไรไม่งั้นฉันต้องโดนกายจับไปนอนห้องพยาบาลอีกแน่
ฉันเลยได้แค่หันมามองเจมส์ตาปริบๆ และยิ้มเจื่อนให้ไปหนึ่งที
“ไม่เป็ไรครับ” เจมส์ยิ้มหวานให้อีกตามเคย
่พักกลางวันที่เพื่อนไปกินข้าวกัน ฉันแอบฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะ คนเดียวเพราะไม่อยากให้ใครรู้เื่อาการปวดหัวที่เป็บ่อยครั้งจนน่าหงุดหงิด แค่บอกฟ้าไปว่า ไม่ไปกินข้าวด้วยเพราะเมื่อคืนอ่านหนังสือดึกขอนอน่พักกลางวันก็แล้วกัน
10 นาที ผ่านไป
“เป็อะไรหรือเปล่าครับ” เสียงนี้จะเรียกว่าเป็เสียงนรกหรือเสียง์ ดีนะ
ฉันเงยหน้ามองไปตามเสียง เห็นเจมส์นั่งอยู่ที่เดิม ตานี่ นอนในคาบไม่พอ กลางวันก็ยังมานอนอยู่ตรงนี้อีกเหรอเนี่ย แล้วทำไมต้องมาอยู่ในห้อง่พักเที่ยงวันนี้ วันที่ฉันไม่อยากคุยกับใครทั้งสิ้น ฉัน้าพักผ่อน
“ไม่เป็ไรค่ะ แค่ง่วงขอนอนก่อนนะ”
ปากบอกแค่ง่วง แต่สมองตอนนี้ปวดจนสะท้านไปทั้งตัวแล้ว
“บอกหน่อยได้ไหมว่าป่วยตรงไหน”
คนพูด พูดพลางคุกเข่าเพื่อก้มมาดูฉันที่เอาหน้าฟุบอยู่ที่โต๊ะ เฮ้อ~ให้ตายพูดไม่ฟังเลยหรือไง บอกว่าง่วง
“แค่ง่วงค่ะเจมส์ ขอนอนก่อนนะ”
อย่ามากวนฉันตอนนี้เลยเจมส์ คาบบ่ายเหลืออีกตั้งหลายคาบถ้าไม่นอนสักนิดให้ดีขึ้นมีหวังได้ไปนอนเล่นที่ห้องพยาบาลแน่ กลิ่นในห้องพยาบาล เป็กลิ่นที่ฉันเกลียดที่สุด ฉันไม่อยากไปนอนดมกลิ่นยาที่นั่นนะ
“ถ้าไม่บอกเราจะนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้”
งั้นก็เื่ของเจมส์เลยแล้วกัน ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันเลยฟุบหลับตาไปโดยไม่รู้เลยว่าสายตาคู่นั้นมองมาอย่างเป็ห่วง
เสียงจ้อกแจ้ก จอแจของนักเรียนเริ่มเดินกลับเข้ามาในห้องหลัง่เวลาพักเที่ยง แต่อาการปวดหัวของฉันเหมือนไม่ทุเลาเลยสักนิดมีแต่จะปวดมากกว่าเดิม เห็นอะไรก็เวียนหัวคลื่นไส้ไปหมด สุดท้ายฉันก็ต้องลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แบบฝืนตัวเอง แล้วก็เห็นขนมปังหนึ่งชิ้นกับนมหนึ่งกล่อง พร้อมยาแก้ปวดหัวไมเกรน 1 แผง วางที่โต๊ะ พร้อมกระดาษโน้ตเล็กๆ บอกว่า
-ต้องกินนะครับ ต่อให้ไม่บอกว่าเป็อะไร ผมก็รู้ว่าคุณไม่สบาย-
ที่น่าแปลกใจคือ รู้ได้ไงว่าฉันต้องกินยาตัวนี้ทั้งที่มีแต่กายเท่านั้นที่รู้ว่าฉันเป็ไมเกรนและต้องกินยาตัวไหนหรือบังเอิญร้านขายยามียี่ห้อเดียว แล้วรู้ได้ไงว่าเราเป็ไมเกรน ไม่สิรู้ได้ไงว่าเราปวดหัว
ฉันมองไปหาเจมส์ ผู้ที่ถูกมองชี้ไปที่ของบนโต๊ะพร้อมทำท่ากินขนมปังใส่ฉัน ฉันได้มองตาปริบๆ และขยับปากบอกว่าขอบคุณนะโดยไม่ส่งเสียงให้คนรอบข้างรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากได้ยาแก้ปวดของเจมส์ไป อาการก็พอจะดีขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้หายสนิทเพราะอาการไมเกรนกว่าตัวยาจะออกฤทธิ์ต้องใช้เวลา ที่จริงอาการแบบนี้ก็ไม่ได้มากวนใจฉันหลายเดือนแล้วฉันจึงละเลยเื่การพกยา
่ที่ฉันจะกลับบ้าน เจมส์เดินตรงมาหาฉันตรงประตูหน้าโรงเรียน
“กลับไปพักผ่อนนะครับ อย่าให้ป่วยอีกนะ”
แสนดีเสียจริง
“ค่ะ” ฉันตอบไปแบบหมดแรง
“ผมนึกว่าจะตอบห้วนๆ แบบที่คุณชอบคุยกับกาย”
“ทำมาแซว เจมส์พูดดีกับเรา เราก็พูดดีตอบ ไอ้พวกนั้นมันกวนประสาท ให้ไปพูดดีด้วยพวกมันก็ได้ใจตาย”
“จะคุยแบบที่คุยกับกายก็ได้นะ ดูสนิทกันดี”
“เจมส์อยากสนิทกับเราเหรอ”
“ครับ ถ้าแพรวยอมให้สนิทด้วยนะ”
“จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้ติดอะไรหรอก เราเป็เพื่อนกันได้ สนิทกันได้ค่ะ แต่ต้องเลิกพูด คุณ ผม ให้ได้ก่อนนะ คำแบบนี้ทำให้ยิ่งห่างเหินกันนะ”
“ไอ้ แพรว วันนี้แม่กูชวนมึงกลับไปกินข้าวที่บ้าน” เื่ขัดจังหวะ นี่เก่งนัก
“วันนี้ไม่ไหว กูมึนหัว อยากกลับไปพักแล้ว”
“แม่กูทำของโปรดรอมึงเลยนะเว้ย เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว ปฏิเสธผู้ใหญ่เสียมารยาท” ฉันยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ยอมในความกวนประสาท นั่นของที่กายชอบไม่ใช่ของที่ฉันชอบเสียหน่อย
“กูไม่ไหวกูต้องกลับบ้าน”
“กาย ให้แพรวไปพักเถอะ” ใช่เจมส์ช่วยเอาไอ้กายออกไปจากเราที
“ไอ้นี่มันใครวะ สั่งกูได้ด้วยเหรอ”
“กายกูขอล่ะ มึงเห็นสภาพกูไหม”
กายเดินเข้ามาใกล้ๆ
“ฟังกูนะ วันนี้ยังไงมึงก็ต้องไปกับกู ไปเร็ว อย่าดื้อ”
“ไม่เอา กูไม่ไป” แพรวปฏิเสธเสียงแข็ง
“ทำไมดื้อจังวะ เร็วผู้ใหญ่รอ”
“กาย แพรวไม่สบาย พอเถอะเดี๋ยวเราจะไปส่งแพรวเอง”
“มึงนี่ชอบสั่งคนนะ ทำไม นี่เพื่อนกู กูดูแลเอง มึงเลิกยุ่งได้ละ” กายพูดออกมาแบบไม่สบอารมณ์
น้ำเสียงแบบนี้ ไม่ดีแน่ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ต้องมีเื่ใหญ่เกิดขึ้นแน่
“กาย หยุดเถอะ เดี๋ยวกูโทรไปบอกคุณน้าเองว่ากูไม่สบายวันนี้กูอยากกลับบ้าน”
“กูขอร้อง ไปกับกูนะ นะ แพรววันนี้ไปกับกายได้ไหม วันเดียวเอง” แพรวนิ่งไปสักครู่เพราะน้ำเสียงอ่อนโยนที่กายทิ้งท้ายเอาไว้ แต่ครั้งนี้แพรวทำเป็ไม่ใส่ใจกับน้ำเสียงที่แพรวก็รู้ดีว่าน้ำเสียงนี้น่าเป็ห่วงมากกว่าการพูดจาแดกดันกันเสียอีก
“แพรวเหนื่อยจริงๆ กาย” พูดแล้วฉันก็เดินทิ้งห่างออกไป แต่ไม่วายคนเป็ห่วง ก็มาคว้าแขนแพรวแล้วลากให้ไปด้วยกัน
“ไอ้กาย!!! วันนี้มึงเป็อะไร ปกติมึงก็ไม่เคยขัดใจกูขนาดนี้นี่” เสียงฉันดังพอสมควรด้วยความโมโห
"กูเป็ห่วงมึงผิดด้วยเหรอ"
“ถ้าเป็ห่วงมึงก็ต้องให้กูกลับไปพัก”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของฉัน กายก็เซไปด้านหลังอย่างแรง ด้วยแรงหมัดของใครบางคนที่ฉันไม่คิดว่าคนนั้นเขาจะสามารถทำเื่แบบนี้ได้
“กาย!!!” ฉันรีบวิ่งไปหากาย แล้วหันไปทางต้นทางของหมัดเมื่อสักครู่นี้
“เจมส์!!!”
ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ส่วนฝ่ายที่ถูกต่อยก่อนลุกขึ้นมา สวนหมัดตอบกลับไปทันที
“กาย!!! เจมส์!!! หยุด!!” ไม่ต้องกลับมันแล้วบ้าน ฉันยืน งง อยู่กลางดงหมัดของทั้งคู่ “หยุด!!!”
ผลัวะ… ผลัวะ… ทุกคนต่อยกันแบบเชื่อฟังในคำสั่งของฉันมาก ไม่ใช่สิ ฉันสั่งให้หยุด ทำไมยิ่งต่อยกันแบบนี้เล่า!!!
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!!!!!”
เสียงพิฆาตจากฝ่ายปกครองจอมโหดที่กำลังเดินเข้ามาห้ามทัพ ตายหมู่กันแน่ งานนี้ไม่รอดแม้กระทั่งฉัน เพราะเื่ไม่เป็เื่แท้ๆ นึกเสียใจอยู่บ้างที่ไม่ยอมไปกับกายให้เื่มันจบ แต่ฉันไม่อยากตามใจกายมากไปกว่านี้มันทำให้กายเริ่มไม่รู้ลิมิตของตนเอง ไม่รู้สิทธิ์ของผู้อื่น แล้วฉันดันเป็ผู้อยู่ในเหตุการณ์ 100% แทนที่จะได้กลับไปนอนพักที่บ้าน คราวนี้ฉันเลยได้กลับไปห้องฝ่ายปกครองแทน
“เกิดอะไรขึ้น แพรว”
“เอ่อ…คือ…”
“แพรวไม่สบายให้เธอกลับไปก่อนได้ไหม” กายรีบออกปากบอกอาจารย์ฝ่ายปกครองก่อน เห็นได้ชัดว่าเป็ห่วงอีกฝ่ายมากขนาดไหน
รู้ทั้งรู้ว่าฉันไม่สบายแต่ยังทำตัวแบบนี้เนี่ยนะ แล้วทำอย่างไรกันดีล่ะ กายจะมีเื่มากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วนะ ไม่งั้นโทษสุดท้ายคือโดนไล่ออก
“กาย ครูรู้ว่าพวกเธอสองคนสนิทกันมาก แต่อย่ามาเล่นลูกไม้ตื้นๆ มันใช้ไม่ได้ผลกับครู”
“โอเค ครับเข้าเื่สั้นๆ เื่มีอยู่ว่ามันต่อยผมก่อน”
“ฉันถามใคร” กายเบือนหน้าหนีอาจารย์แบบไม่สบอารมณ์
ครูฝ่ายปกครองสวนกลับทันที ตอนนี้ห้องปกครองแอร์เย็นมาก ฉันจะตอบยังไงดีนะ ให้ทั้งคู่ไม่โดนโทษหนัก
“คือ…”
“แพรวไม่สบายครับอาจารย์ แล้วกายไม่ยอมฟังยืนยันจะให้แพรวกลับบ้านกับตัวเอง จนลากแพรวที่ป่วยอยู่ให้ไปด้วย ผมทนไม่ไหวเลย..”
“ใช้กำลัง แทนที่จะแก้โดยวิธีอื่น”
“ครับ เื่นี้ผมผิด แต่กับบางคนผมคิดว่าพูดไปก็ไม่รู้เื่”
เฉียบ... เจมส์ นายเป็คนเฉียบมาก ระหว่างที่ฉันหันไปมองที่เจมส์ ก็มีอีกฝ่ายเดือดดาลอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากฉัน
“หน็อย… เอาอีกสักทีไหมมึง”
“ต่อหน้าฉันแกยังไม่กลัวอีกเหรอ ฮะ!!!” ฉันกระซิบเบา “มึง ถ้าไม่หยุด กูจะโทรหาพ่อมึงแล้วนะ”
ฝ่ายปกครองตวาดขึ้นพร้อมกับเอาแฟ้มรายงานพฤติกรรมเขกหัวกาย ฉันเลยรีบเข้าไปห้ามไอ้กาย กระซิบให้มันหยุด เพราะวีรกรรมของมันที่มีเื่เตะต่อยไปทั่ว จนตอนนี้ บอกเลยว่าแต้มบุญมันน่าจะไม่เหลือแล้ว
“คือเื่มันเข้าใจผิดกันค่ะ กายกระซิบบอกหนูว่าจะพาไปโรงพยาบาลแต่หนูไม่อยากไป เจมส์ไม่ได้ยินสิ่งที่กายพูดคิดว่ากายบังคับให้หนูกลับบ้านไปกับเขา เื่ก็เลยเป็อย่างที่เห็นค่ะ” เอาแบบนี้แหละดูมีเหตุผลมากที่สุดแล้ว
กายกระซิบ “มึงรู้ได้ไงวะ ว่ากูจะพามึงไปโรงพยาบาล” ฉันหันไปมองกาย อย่าบอกนะว่าที่งอแงจะให้ฉันไปกินข้าวที่บ้านให้ได้ คือวางแผนจะลากฉันไปโรงพยาบาล เพราะฉันเป็คนที่ไม่ยอมไปโรงพยาบาลง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เื่หนักจริงๆ
“อ่าว แล้วไม่พูดให้มันเร็วกว่านี้”
“ก็อย่างที่อาจารย์ได้ยินกายพูดตอนแรกค่ะ หนูปวดหัว ไม่สบายจริง” แต่ตอนนี้เหมือนยาจะออกฤทธิ์ได้ทันเวลา อาการปวดเหมือนจะหายสนิทแล้ว
“เอาล่ะ ถึงอย่างไรก็ถือว่าสร้างความวุ่นวายกันทั้งคู่ ครูจะลงโทษเธอให้อยู่ทำความสะอาดโรงยิม ด้วยกัน 1 สัปดาห์”
กาย ฉัน เจมส์ มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก 1 สัปดาห์ โรงเรียนเราต้องถึงจุดจบแน่
ฉันกระซิบเบา “มึงแค่ 1 สัปดาห์เองยังไงก็อย่าให้ถึงขั้นเผาโรงเรียนเลยนะ ให้กูจบ ม.6 ก่อน”
กายกระซิบเบา “วันเดียวเท่านั้นแหละ”
ฉันกระซิบเบา “มึงจะเผาโรงเรียนั้แ่วันแรกเลยเหรอ” ฉันพูดด้วยความใ
กายกระซิบเบา “มึงจะบ้าหรือไง กูจะโดดั้แ่วันแรกต่างหาก ทำความสะอาดบ้าบออะไร น้ำกูยังไม่อยากจะอาบให้มาทำความสะอาดโรงยิมเนี่ยนะ กูทำไม่เป็หรอกกูคนสกปรก”
แล้วมันใช่เวลามาพูดเล่นไหมเนี่ย
“กระซิบอะไรกัน แพรวครูขอเตือนนะ อย่าไปให้ท้ายมันมากนักนะ”
ฉันรีบหยุดพูดและยืนก้มหน้ารับชะตากรรม
“ไป ไป ทำความสะอาดโรงยิมได้แล้ว แพรว ถ้าเป็ห่วงไอ้กายมัน ครูทำโทษทั้ง 3 คนเลยก็ได้นะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ตอนนี้หนูไม่ห่วงใครเลยค่ะ”
ตอนนี้ต่อมอะดรีนาลีนของฉันคงทำงานได้ดีมาก เหมือนยาแก้ปวดของเจมส์ที่กินไปออกฤทธิ์เต็มที่ อาการปวดหัวแทบหายไปหมดแล้ว ต้องขอบคุณเจมส์ที่ช่างสังเกตอาการ แถมซื้อยาได้อย่างถูกต้อง ซื้อยา เจมส์จะออกไปซื้อยาได้ยังไง หรือบังเอิญเป็โรคเดียวกัน และบังเอิญกินยาตัวเดียวกันด้วย บังเอิญพกยามา มันจะบังเอิญเกินไป โรงเรียนนี้มีกฎเหล็กห้ามนักเรียนออกจากโรงเรียนใน่เวลาที่มีการเรียนการสอน แม้่พักกลางวันนักเรียนก็ต้องอยู่ภายในรั้วโรงเรียนเท่านั้น นอกจากฉันแล้วจะมีก็แค่คนเดียวเท่านั้นที่รู้ทางออกจากโรงเรียนนี้โดยไม่มีใครเห็นแม้กระทั่งกล้องวงจรปิดก็จับไม่ได้นั่นก็คือ....