บทที่ สิบสอง
แสงแดดยามสายสาดลอดผ่านบานหน้าต่างกระดาษข้าวบางๆทอดเงาลายเส้นอ่อนจางบนพื้นหินเย็น ช่อดอกเหมยที่บานสะพรั่งนอกตำหนักเอนตามแรงลม สายลมหอบเอากลิ่นหอมจางๆเข้ามาผสมกับกลิ่นชาอุ่นในถ้วยหยกสีเขียวขุ่นที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะไม้เคลือบเงา
หลิวชิงเซียงนั่งพิงขอบหน้าต่างริมฝีปากแนบถ้วยชาด้วยท่าทีสงบนิ่ง หากแต่ในใจกลับคล้ายมีพายุหมุนวนดวงตาคมจับจ้องไปยังทิวเขาไกลโพ้นราวพร้อมรอการมาถึงของสองนางกำนัลอย่างใจจดใจจ่อ
ในที่สุดเสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นข้างหลัง ก่อนที่หญิงรับใช้คนสนิทจะปรากฏตัวทั้งสองก้มศีรษะต่ำด้วยความเคารพ “หม่อมฉันมาแล้วเพคะ” อิงหลานกล่าว
“พวกหม่อมฉันสอบถามเื่หลี่กุ้ยเหริน้ามาแล้วเพคะ”
นางพยักหน้าอย่างเข้าใจเล็กน้อยพลางยกคิ้วบางอย่างสงสัย“ว่ามา”
อิงหลานขยับเข้ามาใกล้กระซิบเสียงแ่เบา “ฮ่องเต้ทรงยุ่งยิ่งเพคะแต่เช้าทรงตรวจบัญชีบรรณาการ ทั้งยังมีประชุมที่ไม่อาจเลี่ยงของนอกหัวเมือง เหล่าข้าราชบริพารบอกว่าทรงไม่แม้แต่จะเสวยอาหารเช้าเต็มมื้อ”
ดวงตาของนางเอกหรี่ลงเล็กน้อยดั่งนักล่าที่กำลังเฝ้ามองเหยื่ออย่างเงียบงัน นางลูบปลายถ้วยชาเบาๆคำพูดเมื่อครู่ดังก้องในหู ‘ยุ่งยิ่ง..ไม่แม้แต่จะเสวยอาหารเช้า’
“หลังจากนั้นเล่า?” นางถามต่อด้วยเสียงเรียบเย็นแต่แฝงความคาดหวังในน้ำเสียง
“จากนั้นจะทรงเตรียมสำหรับพิธีบวงสรวงเพคะเพราะพรุ่งนี้จะทรงเสด็จไปยังศาลเ้าหลวงด้วยพระองค์เอง หลังจากเสร็จพิธีคืนนี้จึงต้องเก็บตัวสรงน้ำชำระกายภายในตำหนัก ห้ามผู้ใดเข้าออกเพคะ” คราวนี้เป็ฟ่านหรูที่รายงานอย่างรวดเร็ว
มือที่จับถ้วยชาหยุดนิ่งดวงตาของหญิงสาวเป็ประกายแวววาวเล็กๆ นางยกถ้วยชาแนบริมฝีปากแต่ไม่ดื่มปล่อยให้ความเงียบแผ่ขยายครู่หนึ่ง ก่อนจะวางถ้วยลงอย่างแ่เบา
“ข้าเข้าใจแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาราวกระซิบกับตนเอง
แผนการหนีออกจากตำหนักออกเมืองเริ่มเป็รูปร่างในความคิดฮ่องเต้จะยุ่งวุ่นวายทั้งวันและต้องเก็บตัวสรงน้ำในค่ำคืนนั่นหมายความว่าจะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการหายตัวไปของนางได้ง่ายๆเพราะยามค่ำคืนก็มีแต่บุรุษผู้นี้แวะเวียนมาทำให้นางยุ่งยากใจ
“เราจะพักสายตาสักครู่พวกเ้าออกไปเถอะ”หลิวชิงเซียงลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือไล่เบาๆอิงหลานฟ่านหรูก็ไม่ได้เอะใจแต่อย่างใดเพราะรู้อยู่แล้วว่านายหญิงของพวกตนชอบอยู่ลำพังจึงถอยตัวออกไปโดยดี
นางพลันจุดยิ้มบางๆพร้อมดวงตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่มือเปิดหีบส่วนตัวที่เก็บชุดนางกำนัลที่แอบหยิบยืมมาเมื่อคืน “ถ้าไม่ใช่คืนนี้ก็ไม่เหลือเวลาแล้ว”
ค่ำคืนมาถึงเหมือนแค่เพียงพริบตาหลิวชิงเซียงสะบัดอาภรณ์ของตำแหน่งสนมออกสวมชุดลำลองชุดหนึ่งด้านในและชุดนางกำนัลอีกชุดทับทั้งปกปิดและแฝงตัวเมื่อแต่งตัวเสร็จนางก็หลบออกไปทันที ระหว่างที่เข้าไปหลบที่ห้องแห่งหนึ่งก็หันไปเห็นกระจกเงาที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งมองตัวเองในกระจกแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“นี่ข้าก็มีฝีมือไม่ใช่น้อยเลย!” หลิวชิงเซียงพูดพลางยกมือปิดปากหัวเราะเพราะหลิวชิงเซียงใช่เพียงแต่งตัวแต่ยังแต่งหน้าปลอมแปลงด้วยอย่างน้อยถ้าไปเจอใครเข้าจะได้ไม่มีปัญหาที่หลังคนเ่าั้คงคิดว่านางเพียงใบหน้าคุ้นเคยแต่ไม่น่าจะนึกออกในการมองครั้งเดียวแต่เสียงหัวเราะก็ต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาไปไกล
นางหันไปจึงเห็นนางกำนัลสาวคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาพร้ะกร้าที่เต็มไปด้วยแป้งนานาชนิด นางยิ้มแหยๆให้นางกำนัลผู้นั้นแล้วรีบหยิบตะกร้าของอีกฝ่ายมาถือไว้ พลางพูดน้ำเสียงสดใสประจบ “ข้าอาสาถือนี่เอง พี่สาวไปพักเถิด”
“หืม..เ้าช่างใจดีเสียจริง!” นางกำนัลผู้นั้นก็ยิ้มตอบโดยไม่สงสัยแล้วก่อนเดินจากไปทันที
หลิวชิงเซียงก้มมองตะกร้าที่ตนชิงมาพร้อมเกิดความคิดบางอย่างเช่นว่าแป้งฝุ่นพวกนี้สีหมองคล้ำถ้าเอามาป้ายเพียงเล็กน้อย ทั้งหน้าจะดูอมโรคและปากก็จะสีซีดที่ทำให้นางดูเหมือนไม่มีเืฝาดยิ่งจะที่ทำให้ไม่โดดเด่น
สุดท้ายหญิงสาวก็ตรวจดูตัวเองอีกครั้งในเงากระจกส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ “แบบนี้ยิ่งดีไม่มีใครจำได้แน่!”
หลิวชิงเซียงรีบยัดแป้งในตะกร้าเก็บที่แล้วเดินออกจากโรงเก็บของอย่างมั่นใจในคราบนางกำนัลสามัญเตรียมพร้อมสำหรับแผนการที่จะหลบหนีไปหมู่บ้านอย่างแเี
จันทราในรัตติกาลมีเพียงเสียงลมพัดผ่านต้นเหมยเสียงทหารยามเดินตรวจตราเป็ระยะหลิวชิงเซียงสวมดึงผ้าคลุมสีเข้มปกปิดเรือนผมและใบหน้าเล็กน้อยก่อนจะรีบตรงไปเส้นทางที่ตรวจสอบไว้เมื่อวานนางลัดเลาะผ่านทางเดินแคบเลียบกำแพงแล้วหายเข้าไปในทางลับฝีเท้าหญิงสาวเบาราวกับขนนกแม้จะรู้ว่าคงไม่มีผู้ใดสนใจเพราะนางกำนัลแอบหลบออกทางนี้เป็ว่าเล่นแต่ก็อดที่จะหัวใจเต้นแรงไม่ได้
เดินมาเกินครึ่งชั่วยามบนทางแคบๆเส้นทางแม้ไม่แน่ชัดแต่นางพอมองออกได้พื้นดินที่อัดแน่นไม่มีหญ้าขึ้นเพราะคนเหยียบย่ำเป็ประจำในที่สุดก็พอจะได้ยินเสียงแว่วๆ ของชุมชนหลิวชิงเซียงเผลอกลั้นหายใจเร่งเดินอีกครู่ก็เห็นแสงไฟส่องสว่างไสวหญิงสาวรีบเข้าไปซ่อนตัวในเงามืดรอจังหวะที่สมควรแน่ใจไม่มีใครสังเกตก็รีบปลดชุดด้านนอกออกแล้วม้วนเสื้อคลุมเป็ก้อนก่อนจะโยนไปขึ้นเสียบที่ง่ามไม้เสียงแมลงกลางคืนขับขานดังอย่างใเพราะมีผู้บุกรุกแต่ไม่นานก็กลับเข้าสู่ปกติอากาศเย็นเฉียบผู้รั้งตำแหน่งกุ้ยเหรินก็รู้สึกโล่งโปร่งสบายกว่าทุกคืนที่ผ่านมาเพราะคืนนี้‘นางเป็อิสระ’
หมู่บ้านยามราตรีคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวาแม้ดึกดื่นแต่ยังคงมีผู้คนออกมาเดินขวักไขว่ โคมไฟกระดาษแขวนเป็แถวสองข้างถนนแสงสีอ่อนนวลส่องสะท้อนเงาผู้คนที่เดินกันพร้อมเสียงพูดคุยหัวเราะเสียงพ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้าแว่วมาแต่ไกล กลิ่นอาหารหอมฉุยโชยมาตามลมหลิวชิงเซียงที่ซ่อนตัวอยู่เหลือบซ้ายแลขวาก่อนจะก้าวออกไปปะปนกับฝูงชน
ก่อนมาถึงหมู่บ้านนางไม่คิดว่าผู้คนจะหนาแน่นขนาดนี้อาจจะเพราะอีกไม่กี่วันจะเข้าพิธีบวงสรวงพิธีบาง่จะมีขบวนเสด็จและการจัดพิธีกลางแจ้งไม่แน่ชาวบ้างอาจจะมาชุมนุมเพื่อ้ารวมพิธีด้วยก็เป็ได้ หมู่บ้านขนาดกลางถึงได้มีผู้คนมากมายขนาดนี้
แต่ก่อนอื่นหลิวชิงเซียงก็ต้องทำธุระสำคัญก่อนระหว่างเดินสายตาส่องหาสถานที่สำคัญใกล้ทางไปยังโรงน้ำชาใหญ่ตระหง่านมีห้องแถวขนาดเล็กที่มุมถนนหญิงสาวรีบตรงเข้าไปที่ด้านในบริเวณด้านหน้ามีเด็กหนุ่มส่งสารในชุดเรียบง่ายยืนอยู่ใกล้ทางเข้านางเดินเข้าไปใกล้แล้วยื่นจดหมายให้ “ส่งให้ถึงมือเ้าของโดยเร็ว” เด็กชายพยักหน้ารับจดหมายและเงินจำนวนหนึ่งไปก่อนรีบวิ่งหายไปตรอกเล็กๆ ด้านหลังห้องแถว นางมองตามเล็กน้อยแล้วถอนใจโล่งส่งจดหมายไปเผ่าซาเฟิงโดยวิธีนี้คงกินเวลาเกินเดือน แต่ถ้าไม่ส่งทางนี้นางก็ไม่รู้แล้วว่าจะติดต่อหลี่เสวี่ยเช่นไร
ตอนนี้เมื่อเสร็จภารกิจนางก็ถือโอกาสเดินเล่นชมเมืองต่อนานแล้วที่ตนไม่ได้ัับรรยากาศเช่นนี้ โลกภายนอกกว้างใหญ่งดงามและมีสีสันกว่ากำแพงตำหนักใหญ่โตที่นางอาศัย
หลิวชิงเซียงเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขนมถั่วกวนส่งกลิ่นหอมหวานเ้าของร้านเป็หญิงวัยกลางคนกำลังหยิบขนมวางใส่ถาด หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะหยุดดู
“ลองชิมดูไหมจ๊ะ?” หญิงเ้าของร้านยิ้มใจดีแล้วฉีกขนมชิ้นเล็กส่งให้
หลิวชิงเซียงก็ไม่ปฏิเสธนางรับมากัดเบาๆ รสหวานละมุนละลายในปาก ทำให้นางเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวจนต้องควักเงินสองอีแปะซื้อกลับไปหนึ่งห่อเล็กก่อนจะเดินไปต่อ
ถัดไปไม่ไกลเป็ร้านขายหยกแกะสลักมีทั้งเครื่องประดับ ปิ่นปักผม และจี้ห้อยเอวปิ่นเงินประดับมุกหลายลวดลายวางเรียงรายสองขาก็เผลอหยุดหน้าร้านแล้วหยิบปิ่นลายดอกเหมยขึ้นมาพินิจลวดลายละเอียดอ่อนงดงามใช้ได้เ้าของร้านเป็ชายชราหนวดเคราขาวมองพลางยิ้มอย่างใจดี
“แม่นาง ท่าทางชอบสินค้านี้นัก”
หลิวชิงเซียงยิ้มบางแต่ใจหนึ่งก็รู้ว่าไม่ควรซื้อเกิดมีคนจับได้ว่าแอบหนีออกมาสิ่งนี้จะเป็หลักฐานว่าแอบมาเที่ยวจริงไม่เหมือนพวกอาหารที่ทำลายหลักฐานได้ง่ายๆจึงต้องตัดใจแม้ตัวเองจะมีกำลังซื้อจึงเอ่ยปากตอบ “ข้าเพียงชมเล่นเ้าค่ะ”
ก่อนจะเดินต่อแล้วมาแวะร้านขายผ้าแถบหนึ่งผ้าแพรหลากสีพลิ้วไหวตามสายลม ชายหนุ่มเ้าของร้านกำลังวางผ้าผืนใหม่พอดี
“แม่นางสนใจผ้าผืนใดหรือ?”
นางก้มมองม้วนผ้าสีฟ้าครามพลางใช้นิ้วลูบเนื้อผ้าไหมที่ทอด้วยเส้นเงินมีลวดลายดอกบัวล่องน้ำพลิ้วไหวอย่างบางเบา“งดงามนัก”
“เป็งานทอจากเจียงหนานเนื้อผ้านุ่มลื่น และเบาดุจสายลม”
หลิวชิงเซียงก็ต้องหัวเราะเบาๆอีกครั้ง “น่าเสียดายที่ข้ามิได้ตั้งใจมาจับจ่ายรบกวนพ่อค้า ขอเพียงแวะชมเท่านั้น”
ชายหนุ่มเ้าของร้านก็ไม่ได้ว่าอะไรเขาเพียงยิ้มรับก่อนที่นางเดินออกมาแล้วหันไปเห็นเงาตัวเองสะท้อนในกระจกบานใหญ่ของร้านพอดีกระจกเผยให้เห็นสตรีนางหนึ่ง สวมอาภรณ์เรียบง่าย ใบหน้าถูกทาแป้งให้ดูคล้ำซีดเซียวดั่งคนอมโรคไม่เหลือสถานะกุ้ยเหรินแต่คงจะดีกว่สนางเป็เพียงหลิวชิงเซียงหญิงสาวธรรมดาผู้หนึ่งที่เดินอยู่ตลาดกลางคืนแม้นางไม่อาจจะจับจ่ายซื้อของตามใจนึกไม่ได้แต่คืนนี้ก็ขอสนุกสักหน่อยแล้วกัน
ขณะนั้นจู่ๆนางก็ได้ยินเสียงขลุ่ยแว่วมาจากอีกริมฝั่งแม่น้ำสายเล็กหญิงสาวเงยหน้ามองตามหาเสียงจนมั่นใจว่ามาจากภัตตาคารสามชั้นตระหง่านแห่งหนึ่งที่ข้างหน้าเป็สะพานไม้ทอดยาวเชื่อมสองฟากฝั่ง นางเดินไปหยุดมอง ด้านในกลุ่มนักดนตรีกำลังบรรเลงขลุ่ยและพิณเสียงท่วงทำนองอ่อนหวานแฝงแววเศร้าเคล้าสายลม นางเผลอหลับตาฟังสูดลมหายใจรับอากาศเย็นของค่ำคืน
เช่นนั้นคืนนี้ก็ขอหย่อนใจที่ภัตตาคารชิมอาหารเลิศรสฟังบทเพลงได้ทั้งคืนโดยไม่เร่งร้อนกลับตำหนักจนกว่าเมื่อแสงจันทร์ลอยสูงขึ้นกลางศีรษะหลิวชิงเซียงเม้มปากแล้วเดินตรงหายเข้าไปในภัตตาคารทันที
...
อีกฝั่งภายในพระตำหนักใหญ่ฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์สีทองประทับอยู่ตำหนักกลางที่เบื้องหน้าจะเป็สระน้ำสำหรับสรงน้ำชำระกายขณะที่ร่างสูงกำลังเปลื้องฉลองพระองค์ชั้นนอกออก เตรียมตัวสำหรับพิธีบวงสรวงต่อบรรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์ในวันรุ่งขึ้นทำให้ทั้งคืนนี้เขาจะต้องเก็บตัวอยู่ที่นี่
มือเรียวใหญ่สมกับบุรุษสูงสง่าหยุดลงกะทันหันเพราะเสียงรองเท้าก้าวลงบนพื้นหินดังกังวานมาแต่ไกลหลี่ต้ากงที่คอยปรนนิบัติก็รู้ความก็ถอยห่างออกมาทันใดนั้นพร้อมกันนั้นองครักษ์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามาคุกเข่าลง
“ฝ่าา..” องครักษ์ผู้นั้นน้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อยศีรษะน้อมต่ำ “หม่อมฉันสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ!”
พระเนตรคมกริบตวัดมองเสียงเย็นเยียบเอ่ยช้า ๆ “มีอันใด?”
องครักษ์กัดฟันก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“เมื่อครู่หลี่กุ้ยเหริน..แอบหนีออกจากวังพ่ะย่ะค่ะ”
ปลายนิ้วที่กำลังหมุนแหวนหยุดชะงักไปครู่หนึ่งพระขนงขมวดแน่น แววพระเนตรลึกล้ำดุจพายุซ่อนเร้นไม่อาจจะอ่านความรู้สึกได้พระวรกายสงบนิ่งผิดปกติหลี่ต้ากงที่ตามรับใช้ข้างกายมานานที่สุดผู้หนึ่งก็ไม่อาจจะคาดเดาและไม่แม้จะกล้าคาดการณ์
“นาง..กล้านัก” สิ้นสุรเสียงบรรยากาศทั้งตำหนักเงียบสงัด
หลี่ต้ากงแอบส่ายศีรษะเบาๆหลี่กุ้ยเหรินนี่อย่างไร ฝ่าาเอ็นดูขนาดนี้ยังกล้าดีทำเื่มิควรใต้จมูกหนีออกไปเที่ยวเล่นเช่นนี้ทั้งที่ใกล้พิธีบวงสรวงไม่รู้เื่รู้ราวเสียเลยสาวชาวบ้านไม่รู้กฎเกณฑ์เช่นนี้ถ้าเป็หญิงตระกูลสูงคงไม่กล้าดีตอบสนองต่อพระมหากรุณาธิคุณด้วยการแหกกฎจารีตด้วยการรักสนุก
เจียงเจียผู้เป็องครักษ์ข้างกายหลังรายงานจบก็รอคำสั่งต่อไปพักนี้คำสั่งที่ได้รับจากผู้เป็นายมักจะวนอยู่รอบตัวหญิงสาวผู้หนึ่งหวังว่าคลื่นลมราตรีนี้จะไม่กรรโชกเกินไป
บุรุษเครื่องทรงสีทองครุ่นคิดเพียงครู่แล้วเริ่มปลดเสื้อคลุมออกทันที“ในเมื่อนางกล้าไม่ชวนเราเราไปเองก็ได้!”
“พระองค์จะ..” สองเสียงประสานทับกันองครักษ์และขันทีงุนงงเอ่ยตะกุกตะกักทำไมน้ำเสียงเมื่อครู่ไม่มีความโทสะรุนแรงเลย ทั้งยังเจือแววพอใจด้วย
“ยืนนิ่งอยู่ทำไมรีบหาชุดลำลองมาเปลี่ยนให้เรา” โม่เหวินหานตวัดสายตาหาขันทีรับใช้แม้จะไม่เข้าใจเผลออ้าปากค้างไปครู่หนึ่งเมื่อได้สติหลี่ต้ากงก็รีบค้นเอาชุดลำลองมาทันทีระหว่างนั้นร่างสูงก็สั่งให้ผู้ที่คุกเข่าอยู่ยืนขึ้น “เ้าสั่งให้คนติดตามนางไปแล้วใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ชั่วเวลาไม่ถึงถ้วยน้ำชาบุรุษผู้เป็เ้าแผ่นดินก็พร้อมเร่งเดินทางแอบตามไปเป็เส้นทางเดียวกับที่นางกำนัลคนอื่นๆใช้ แต่หลังจากที่โม่เหวินหานหายเข้าไปเส้นทางนี้ก็ปิดลงสำหรับค่ำคืนนี้
เมื่อไม่ต้องคอยระวังใครผู้ที่ตามมาที่หลังใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งก็มาถึงริมชายหมู่บ้านทหารองครักษ์ผู้หนึ่งยืนเฝ้ารออยู่ก่อน
“ถวายบังคมผ่าบาท” องครักษ์ผู้น้อยรีบถวายความเคารพ “เมื่อครู่พึ่งผลัดคนมาแจ้งว่าหลี่กุ้ยเหรินยังอยู่ในภัตตาคารพานฮุ่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม แล้วก่อนหน้า?”
“ตามรายงานหลี่กุ้ยเหรินมาถึงหมู่บ้านก็ตรงไปที่โรงส่งสารจากนั้นก็แวะเดินดูร้านค้าสามแห่ง แต่ซื้อเพียงขนมของกินส่วนร้านเครื่องประดับหรือร้านผ้าพับเพียงหยุดดูสักครู่แล้วจากนั้นจึงไปชมการแสดงดนตรีในภัตตาคารพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานพยักหน้าไปด้วยเมื่อฟังคำรายงานมาซื้อของกินเดินชมของในตลาดซึ่งฟังแล้วก็สมเป็นางดีแต่การแวะโรงส่งสารอาจจะเป็เหตุผลหลักที่นางจะหนีออกมาเสียมากกว่า
“เจียงเจียไปตามเื่สาร”
“กระหม่อมส่งคนติดตามไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
การส่งสารหาคนนอกของสตรีนางในจะมีเวลาเฉพาะและต้องผ่านการตรวจสอบเสมอแต่ถึงเช่นนั้นโดยทั่วไปแล้วแม้จะไม่ได้รับอนุญาตแต่คนรับผิดชอบในวังหลังก็มักจะหลับตาลงข้างหนึ่งเพราะเหล่านางในก็ส่งสารหาครอบครัวที่อยู่ภายนอกกันเสมอแต่ส่วนมากพวกนางจะมีคนไว้ใจดูแลสารไม่ได้ผู้อื่นมายุ่มย่ามง่ายๆแต่หญิงสาวของเขาคนนี้ทั้งไม่อยากให้ส่งผ่านกรมวังและไม่มีเส้นสายช่วยเหลือคงต้องทำให้แอบหนีมาส่งด้วยตัวเองเช่นนี้ สารฉบับนี้เห็นทีจะมีสิ่งมิควรแฝงอยู่
สตรีของเขานางมีความลับซ่อนอยู่แน่ๆเื่ก่อนก็ยังรอคำตอบอยู่เลย หากตอนนี้เขาไปปรากฏตัวต่อหน้านางจะต้องสงสัยแน่ว่าตนเองกำลังถูกจับตามองอยู่ โม่เหวินหานยังไม่อาจแหวกหญ้าให้งูตื่นแต่เข้าหมู่บ้านทั้งทีถ้าไม่ได้ใช้เวลาให้คุ้มก็น่าเสียดาย
“ไปภัตตาคารพานฮุ่ย”