บทที่15 ลู่ชิงนักสำรวจน้อย
หลังจบมื้อค่ำกับครอบครัวลู่ชิงแม่ค้าคนขยันยังคงตั้งอกตั้งใจทำซาลาเปาไว้เตรียมขายเหมือนอย่างเคย แต่่นี้นางต้องเตรียมไว้เป็จำนวนมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็หมั่นโถวและซาลาเปาหลากหลายไส้ นางทำไส้หลักคือฟักทอง มันม่วง ถั่วดำ ถั่วเหลือง และไส้ยอดนิยมอย่างไส้หมูสับที่ทำขึ้นมากเป็พิเศษเหตุเพราะส่วนหนึ่งจะนำไปเป็อาหารกลางวันเลี้ยงคนงานที่มาทำรั้วและซ่อมแซมบ้านให้แก่ครอบครัวนาง โดยมีท่านป้าผู้แสนใจดีของนางคอยอยู่ช่วย ความจริงแล้วพี่ใหญ่พี่รองก็อยากมาช่วยด้วยแต่นางเห็นว่าพวกเขาเหนื่อยล้ากันมาทั้งวัน จึงให้พวกเขาไปพักผ่อนก่อน
“เอาล่ะเตรียมทุกอย่างจนเสร็จหมดแล้ว ชิงเอ๋อร์ เ้ารีบเข้านอนเถอะเดี๋ยวต้องตื่นแต่เช้าออกไปขายซาลาเปาอีก”
ท่านป้าเอ่ยเตือนให้ลู่ชิงรีบเข้านอน
“เ้าค่ะท่านป้า ฝันดีนะเ้าค่ะ”
........................................
ต้นยามเฉิน (07.00-08.59น.) วันนี้กิจการซาลาเปาของนางขายหมดเร็วเพียงอึดใจ เนื่องจากมีลูกค้าอย่างพ่อบ้านใหญ่ของจวนท่านนายอำเภอมาอุดหนุนขอเหมาซื้อไปทั้งหมด เพื่อนำไปใช้สำหรับงานเลี้ยงน้ำชาของฮูหยินท่านนายอำเภอ จึงเป็เหตุให้นางได้กลับบ้านเร็วกว่าปกติ ในระหว่างนั่งเกวียนกลับบ้านนางเอ่ยปากถามลู่เหวินกับลู่ฉีไปว่า
“ท่านพี่ใหญ่ท่านพี่รองเ้าคะ วันนี้พวกท่านว่างพอจะไปผจญภัยแสวงหาแหล่งทำเงินกับข้าได้หรือไม่เ้าคะ?”
“ผจญภัยอะไรของเ้ากัน” ลู่เหวินเอ่ยตอบ
“นั่นสิพี่ใหญ่” ลู่ฉี กล่าวเสริม
“พี่ใหญ่เ้าคะจำวันที่ข้ากลิ้งตกลงมาจากเนินเขาได้หรือไม่?"
"ท่านช่วยพาข้ากลับไปยังทุ่งผักกาดก้านขาวที่ออกดอกเหลืองอร่ามตรงบริเวณนั้นทีเถอะ ข้าจะไปดูว่าพวกฝักเมล็ดที่เห็นคราก่อนมันแก่พอจะให้ตัดมาตากแห้งและสกัดทำน้ำมันได้หรือยัง พวกท่านอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าเมื่อเช้าที่ข้าไปร้านฟู่เทียนสั่งทำโม่หินขนาดใหญ่และยังนำแบบเครื่องมือที่ข้าวาดขึ้นเองแต่พวกท่านกล่าวว่ามันหน้าตาประหลาด ไปสั่งให้ทางร้านฟู่เทียนทำตามแบบเพราะเหตุใด”
“พอเ้าเอ่ยปากถึงร้านฟู่เทียน ข้าก็อดรู้สึกอึ้งทึ่งไปเสียมิได้ นอกจากมีสินค้าทุกอย่างไว้ขายให้แก่ลูกค้าแทบสารพัดนึก ยังมีบริการรับสั่งทำสินค้าทุกชนิด ตามความ้าของลูกค้าอีกด้วย”
ลู่ฉีแสดงความเห็นของตนออกมา
.......................................
ท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามสายกับสายลมเย็นที่ปลิดปลิวยอดยอดผักกาดก้านขาว(คาโนลา) ลู่ชิงมองไปตามการเคลื่อนไหวของยอดผักกาดก้านขาวที่ตอนนี้กลีบดอกสีเหลืองสวยสะดุดตาในคราก่อนหน้า มันได้ร่วงหล่นโรยราไปจนหมดคงเหลือไว้เพียงฝักเมล็ดสีน้ำตาลเข้มและลำต้นที่เริ่มเหี่ยวเฉา แต่สำหรับใจคนมองอย่างนางกลับไม่ได้รู้สึกแห้งเหี่ยวตามลงไป ตอนนี้ท้องทุ่งสีน้ำตาลมันช่างดูสดใสสวยงามในสายตาของนางเป็อย่างมาก สิ่งที่นางดวงตาของนางมองเห็นนั้นคือสีของเงินทองที่กำลังกองวางไว้ตรงหน้าเพียงเท่านั้น
'คงต้องรีบลงมือตัดไปตากเสียแล้วล่ะ'
ความคิดในหัวนางดังขึ้นว่าควรเริ่มตัดคาโนลานำไปตากแห้งได้แล้ว ในระหว่างรอโม่หินขนาดใหญ่ทำเสร็จ คงแห้งพร้อมนำไปใช้สกัดได้พอดี พรุ่งนี้นางจะชวนทุกคนมาตัดแล้วขนใส่เกวียนกลับไปที่บ้าน
วันนี้มีคนงานที่เป็ชาวบ้านในหมู่บ้านเข้ามาซ่อมแซมผนังและหลังคาบ้านให้ครอบครัวนาง เห็นทีคงต้องสร้างโรงเก็บของ อีกทั้งโรงเรือนขนาดย่อมสำหรับทำสินค้าต่าง ๆในอนาคต เพื่อใช้สำหรับเก็บวัตถุดิบอุปกรณ์ที่นางจะแปรรูปเป็สินค้าทำเงินในอนาคตเสียแล้ว
“เ้าพวกนี้หรือชิงเอ๋อร์ที่เ้าบอกจะนำมันไปสกัดน้ำมัน?”
ลู่ฉีเอ่ยถามนางด้วยท่าทางสงสัย
“ใช่เ้าค่ะ แต่วันนี้เรายังไม่สะดวกตัดแล้วขนมันกลับไป เพราะเราไม่ได้เตรียมเครื่องมืออะไรมาเลย ในเกวียนเราที่มีติดมามีเพียงตะกร้าและมีดอีกหนึ่งเล่มเท่านั้น ไว้พรุ่งนี้ข้าคงต้องรบกวนพวกท่านมาช่วยตัดเ้าต้นพวกนี้กลับไปตากไว้ที่ลานบ้านเ้าคะ แต่ตอนนี้พวกท่านช่วยข้าเก็บลูกพลับกลับไปตากแห้งที่บ้านกันดีกว่าเ้าคะ”
“ถ้าอยากได้ลูกพลับเ้าควรไปอีกทาง ต้นเดิมที่เ้าเคยเจอตรงนั้นมันมีเพียงแค่ต้นเดียว เดี๋ยวข้าจะพาแยกไปทางที่ต้องผ่านบึงน้ำ เดินเลยไปสักนิด จะบนต้นพลับอยู่มากั้แ่ตีนเขาขึ้นไปเลย”
ลู่เหวินเอ่ยแนะนางเพราะเขาเคยไปหาของป่าและวางกับดักสัตว์ตรงแถวบริเวณนั้นอยู่บ่อยครั้ง
จากนั้นทั้ง3คนก็พากันเดินไปตามทางที่ลู่เหวินแนะนำ
“ตรงนั้นป่าอะไรเ้าคะเป็เหมือนพงหญ้าแต่ดูขึ้นเป็ตอสูงกว่าพวกหญ้าทั่วไป”
ลู่ชิงชี้ไม้ชี้มือเรียกให้พวกลู่เหวินและลู่ฉีดูใจนางมองไปคล้ายป่าต้นอ้อ เพราะมองจากระยะไกลยังมองไม่ชัดนัก
“ตรงนั้นต้นอ้อยนะ มันขึ้นเองตามธรรมชาติ เห็นชาวบ้านมักมาตัดยอดใบอ่อนนำไปให้สัตว์เลี้ยงกินอยู่บ่อยครั้ง”
ลู่ฉี กล่าวอธิบายให้นางฟัง
“ถ้ามันคืออ้อย งั้นมันก็คือน้ำตาล หมายความว่าเราก็ทำน้ำตาลได้เองสิ ชาวบ้านไม่นำไปทำน้ำตาลอ้อยหรือเ้าคะท่านพี่?”
นางนึกสงสัยจึงเอ่ยถามพวกเขาทั้งคู่ออกไป แต่ก็มิได้ยินเสียงตอบกลับมา ในขณะที่นางเป็คนขึ้นมานำทางเองเพราะ้าแวะไปดูต้นอ้อยเสียก่อน นางจึงหันหลังกลับมามองหน้าพวกเขาเพื่อจะถามซ้ำอีกรอบ
โป๊ก..โป๊ก “โอ๊ย! เจ็บนะ พวกท่านเป็อะไรกัน ข้าถามก็ไม่ยอมตอบแล้วยังจะมารังแกข้าแบบนี้อีก หน้าผากข้ายุบเป็รอยไปหมดแล้ว พวกท่านลองคิดดูหากข้าโดนดีดจนเกิดเป็รอยแผลขึ้นมา แล้วถ้าแผลนั้นเกิดอักเสบจนรักษาไม่ได้ พอรักษาไม่ได้ข้าก็ต้องเกิดแผลเป็ พอเกิดแผลเป็ข้าก็ขายไม่ออกกันพอดี คอยดูนะข้าจะไปฟ้องท่านป้า”
ขณะที่นางใช้มือทั้งสองข้างทั้งลูบทั้งขยี้หน้าผากของตนเอง พร้อมทำปากจู๋บ่นว่าพวกเขาทั้งคู่ไปด้วย
“ขายรึ” ลู่เหวินยกคิ้วสูงอย่างสงสัย
“ข้าหมายถึงถ้าข้าเกิดแผลเป็ขึ้นมา จะไม่มีใครยอมแต่งงานกับข้านะสิ”
ลู่ชิงเอ่ยปากอธิบายกลับไป
“ก็ดี” ลู่เหวินเอ่ยตอบขณะเดินนำทางออกไปโดยไม่มองหน้านาง
“ข้าก็เห็นด้วยกับพี่ใหญ่” ลู่ฉีกล่าวสมทบและก้าวตามลู่เหวินไปเช่นกัน”
ลู่ชิงได้แต่ยืนบื้อใบ จับต้นสายไปเหตุที่สองหนุ่มนี้รังแกนางไม่ได้ แต่กลับต้องจำใจกลืนความสงสัยลงท้องแล้ววิ่งตามพวกเขาออกไป ปกตินางก็ขาสั้นอยู่แล้วเวลาเดินไปไหนกับพวกเขาก็แทบไม่ทัน นี่พวกเขาเหมือนจงใจเดินหนีนางอีก ขาที่สั้นของนางต้องวิ่งซอยเท้าตามไปจนแทบหกล้ม
‘คอยดูนะกลับไปข้าจะฟ้องท่านป้า ท่านปู่ ท่านลุง ฟ้องน้องเล็กด้วยอีกคน ฟ้องให้หมดเลยคอยดูสิ’
ลู่ชิงคิดหมายมั่นอยู่ในใจ
‘โอ้โฮ! อ้อยเป็ดงเลยแฮะแต่ต้นดูเตี้ยและลำอ้อยก็ดูแคระแกร็นไปสักหน่อย แต่ก็ถือได้ว่ามันเป็ป่าอ้อยขนาดย่อมได้เลยละ’
ลู่ชิงคิดขึ้นมาในใจขณะนำมีดที่พกมาด้วยลองตัดลำต้นอ้อยออกมาปอกแล้วลองกัดลงไปเมื่อเคี้ยวก็พบว่ามีความหวานค่อนข้างมาก ในหัวนางผุดมาได้เพียงคำเดียวว่า น้ำตาลอ้อย นางออกปากบอกสองหนุ่มว่านางจะนำต้นอ้อยพวกนี้กลับบ้านสัก 4-5 มัด นางกับพวกเขาจึงช่วยกันตัดและมัดรวมเป็กอง ส่วนต้นอ้อยที่เหลือ คงต้องหลังจากวันนี้ไปก่อน นางยังมีภารกิจเก็บลูกพลับอยู่ และด้วยเหตุที่ว่าแค่นางตัดไปไม่กี่ต้น นางก็มีอาการคันตามตัวอยู่มาก ขอตัดใจยอมไปจ้างพวกชาวบ้านมาช่วยตัดแล้วขนพวกมันนำกลับไปที่โรงเรือนเก็บวัตถุดิบหลังใหม่ของนางจะดีกว่า
“เ้าอย่าเดินไปทางนั้น มันอันตราย”
ลู่เหวินรีบคว้าขอมือนางเอาไว้ทันทีเมื่อนางจะเดินทะลุหลังป่าอ้อยไปสำรวจพื้นที่แห่งใหม่ข้างหน้า
“ทำไมหรือเ้าคะ?”
“ข้าแค่อยากรู้ว่าตรงด้านนี้มีอะไรที่ข้าพอจะหยิบจับแปลเปลี่ยนมาทำเป็เงินได้บ้างเท่านั้น” ลู่ชิงเอ่ยปากถามทันที
“แถวบริเวณนั้นชาวบ้านเรียกมันว่าเป็ลานอาถรรพ์ เล่ากันว่าพื้นที่ตรงบริเวณนั้นพื้นดินเป็สีขาวมีรัศมีประมาณ1ลี้ พื้นดินไม่มีสิ่งมีชีวิตแม้แต่ต้นหญ้าถึงตรงนั้นจะรายล้อมไปด้วยต้นไม้และยังมีบึงน้ำธรรมชาติขนาดเล็กอยู่ด้านข้าง เคยมีชาวบ้านที่มาตัดยอดต้นอ้อยเพื่อนนำกลับไปให้สัตว์เลี้ยงเดินผ่านไปทางนั้น เพื่อล้างเนื้อตัวริมบึงและนั่งพักกินข้าวตรงลานสีขาว พวกเขาต่างมีอาการแสบร้อนเนื้อตัว ใบหน้า และฝ่าเท้ากันทุกรายโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็มีอาการมากน้อยไม่เท่ากัน ั้แ่นั้นชาวบ้านจะยอมเดินอ้อมกลับหมู่บ้านไปอีกทาง ไม่ยอมเดินผ่านลานดินสีขาวถึงแม้จะเป็ทางลัดกลับหมู่บ้านที่ใกล้กว่าก็ตาม”
‘อืม.. ลานดินสีขาว เนื้อตัวแสบร้อน น่าคิดแฮะ’
ลู่ชิงหลังจากจินตนาการตามคำบอกเล่าของลู่เหวิน แน่นอนว่าสัญชาตญาณนักสำรวจน้อยของนางก็พุ่งปรี๊ด จนนางไม่อาจนิ่งเฉยจนปล่อยมันผ่านไปได้
“ข้าจะไปสำรวจที่นั่น ถึงแม้จะมีอาถรรพ์ที่ว่าก็ตาม”