ทะลุมิติมาเป็นหนูน้อยชาวนา พร้อมมิติวิเศษพลิกชะตาครอบครัว

    บทที่ 31 ข้าปรับเปลี่ยนยังไม่ได้อีกหรือ

            เสวี่ยฮุ่ยที่คิดว่าตนเองทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว จึงแอบหมอบดูเหตุการณ์ผ่านช่องประตูอย่างไม่สะทกสะท้าน กลับถูกโจวป๋อเทาหิ้วคอกลับมาที่โต๊ะเขียนหนังสือ

     

            “ช่วงบ่ายให้คัดบทกวีที่ท่องจำในช่วงไม่กี่วันนี้ บทละสิบจบ หากเขียนไม่เสร็จห้ามกินข้าวเย็น!”

     

            “ไม่จริงน่า! ท่านน้า ช่วงไม่กี่วันนี้ข้าท่องไปห้าบท ตามที่ท่านบอกก็ต้องคัดถึงห้าสิบจบเลยนะเจ้าคะ! การบ้านแบบนี้... จะไม่มากเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ!” ในบทกวีเหล่านั้นยังมีตัวเต็มอยู่อีกมาก เสวี่ยฮุ่ยจึงอยากต่อรองเพื่อหวังให้ท่านน้าลดโทษลงบ้าง

     

            โจวป๋อเทาก้มลงมองนางแวบหนึ่ง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่นางจะเลิกสอดรู้สอดเห็น และเลิกคิดจะเอาท่านน้าไปแลกกับเนื้อส่วนไหล่

     

            “ท่านน้า ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่กล้าอีกแล้ว ท่านลองพิจารณาโทษนี้...”

     

            “นี่คือการบ้านปกติ ไม่ใช่การลงโทษ อย่าเข้าใจผิดได้หรือไม่! ข้าเป็นคนแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานชัดเจนเสมอ ไม่ลงโทษใครตามอำเภอใจหรอก”

     

            โจวป๋อเทาใช้นิ้วเคาะโต๊ะ ก่อนจะหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วไม่สนใจนางอีก เสวี่ยฮุ่ยได้แต่บ่นในใจว่าท่านน้าช่างไร้ศีลธรรม ใช้เรื่องงานบังหน้าเพื่อประโยชน์ส่วนตน พลางเดินไปที่โต๊ะและหยิบพู่กันขึ้นมาอย่างจำนน...

     

            แม่นางโต้วหรูอี้วางตะกร้าลง แล้วหิ้วชายกระโปรงวิ่งจากไป โจวถงซื่อจึงไม่สะดวกที่จะวิ่งตามไปถึงหน้าประตูเพื่อโยนตะกร้าคืน

     

            อย่างไรเสียตระกูลโจวก็ยังต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอวิ๋นเสีย การทำให้ความสัมพันธ์กับบ้านผู้ใหญ่บ้านตึงเครียดจึงไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก

     

            ในห้องครัวมีปลาสดที่เหลืออยู่ โจวถงซื่อตักใส่ถังไปกว่าครึ่ง โดยเลือกเอาแต่ปลาจี้ที่มีไข่เต็มท้องซึ่งหนักตัวละกว่าหนึ่งจิน “ตาแก่ ท่านไปที่บ้านตระกูลโต้วกับข้าหน่อยเถอะ!”

     

            “ท่านย่า แผ่นแป้งทอดน้ำมันพวกนี้... กินได้ไหมขอรับ!” โจวซิ่งอี้ถามพลางลอบกลืนน้ำลาย

     

            “แบ่งกันคนละแผ่น ข้ากับตาแก่และอาเล็กของเจ้าจะไม่กิน!” เมื่อมองแผ่นแป้งเหล่านี้ก็น่าหงุดหงิด นี่ไม่ใช่แผ่นแป้ง แต่เป็นเหมือนเผือกเผาร้อน ๆ ที่ถือไว้ไม่ได้เลยต่างหาก!

     

            “ท่านแม่ ให้ข้าพาโจวตงซูไปเถอะเจ้าค่ะ ท่านจะได้ไม่ต้องหงุดหงิด ข้าจะพูดให้ชัดเจนเอง” ซุนเซียงรับอ่างไม้มาจากมือแม่สามี โจวตงซูนำแผ่นแป้งออกมาใส่ตะกร้า แล้วสองแม่ลูกก็ออกจากบ้านไปด้วยกัน

     

            เฉินกุ้ยฮวากับโจวซิ่งอี้สมกับเป็นแม่ลูก ทั้งคู่ยื่นมือจะไปหยิบแผ่นแป้งทอดน้ำมันพร้อมกัน จนโจวป๋อซ่งต้องยกจานหนีและถลึงตาใส่ทั้งสองคน

     

            “ตอนเที่ยงก็กินเกี๊ยวต้มไปแล้ว ยังจะกินแผ่นแป้งทอดน้ำมันอีก ไม่กลัวท้องแตกหรืออย่างไร ท่านแม่เก็บแผ่นแป้งไว้กินพรุ่งนี้เถอะ พี่สะใภ้พูดถูก ใครในหมู่บ้านอวิ๋นเสียบ้างที่ไม่รู้ว่าป๋อเทากำลังจะเข้าสอบคัดเลือก อีกหน่อยต้องไปเมืองหลวงด้วยซ้ำ จะมาหาภรรยาในชนบทได้อย่างไร

     

            บ้านผู้ใหญ่บ้านเองก็ต้องมีเหตุผล หากป๋อเทาไม่ชอบ พวกเขาคงไม่สามารถบังคับแต่งงานได้ ปลาที่พวกเราส่งไปให้ก็น่าจะมีมูลค่าพอ ๆ กับแผ่นแป้งทอดน้ำมันตะกร้านี้ พวกเขาไม่ขาดทุนหรอก!” โจวป๋อซ่งปลอบมารดา

     

            แต่เกรงว่าบ้านตระกูลโต้วจะไม่คิดเช่นนั้น!

     

            โจวถงซื่อไม่ได้รังเกียจโต้วหรูอี้ แต่ลูกชายของนางมีความรู้สูง ต่อให้ไม่ติดหนึ่งในสามอันดับแรก อย่างน้อยก็น่าจะสอบได้จิ้นซื่อ ดูจากท่าทางแล้วเขาไม่มีความคิดจะปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านอวิ๋นเสีย หรือแต่งภรรยาที่บ้านเกิดเลย มีหลายครอบครัวทั้งในหมู่บ้านและในตัวอำเภอที่เล็งลูกชายของนางไว้และมาเลียบเคียงถาม ซึ่งหลายบ้านมีฐานะดีกว่าบ้านตระกูลโต้วเสียอีก

     

            แต่ลูกชายคนเล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบตกลง ในฐานะพ่อแม่จึงไม่อาจตัดสินใจแทนได้ อีกทั้งมีคนมาถามมากมาย จะตอบตกลงกับใครดีเล่า นางมีลูกชายที่เป็นซิ่วไฉเพียงคนเดียวเท่านั้น!

     

            ซุนเซียงพาโจวตงซูหิ้วถังมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลโต้ว ระหว่างทางเจอคนที่ชอบซุบซิบถามว่า เห็นโต้วหรูอี้หิ้วตะกร้าไปบ้านตระกูลโจว แล้วทางนั้นก็ส่งของตอบแทนกลับมาทันที หรือว่าตระกูลโจวกับตระกูลโต้วกำลังจะมีงานมงคล!

     

            “ท่านอาสะใภ้ เหตุใดจึงพูดจาเลอะเทอะเช่นนี้ อย่ามาทำลายชื่อเสียงของแม่นางหรูอี้กับน้องเล็กของข้าที่นี่เลย เรื่องไม่มีอะไรก็อย่าสร้างเรื่องให้เป็นเรื่องไปเลยเจ้าค่ะ!”

     

            หากพูดถึงฝีปาก ในหมู่บ้านอวิ๋นเสียคงไม่มีใครเทียบซุนเซียงได้ สองแม่ลูกเร่งฝีเท้าจนถึงบ้านตระกูลโต้ว เคาะประตูสองสามครั้งแล้วก้าวเข้าไปข้างใน

     

            “ไอ้หยา นี่ไม่ใช่พี่สะใภ้ของป๋อเทา ซุนเซียงหรอกหรือ? ตงซูยิ่งโตยิ่งน่ารัก พวกท่านเป็นแขกที่หาได้ยาก รีบเข้ามานั่งข้างในก่อนสิ”

     

            กู่ซูเจวียน ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านทักทายอย่างกระตือรือร้น แต่เมื่อเห็นปลาในถัง หัวใจของนางก็หล่นวูบไปครึ่งหนึ่ง ตระกูลโจวไม่เล็งลูกสาวบ้านนางไว้จริง ๆ ด้วย หากพวกเขามีใจ คงไม่รีบส่งของตอบแทนกลับมาเร็วขนาดนี้

     

            “พี่สะใภ้ตระกูลโต้ว ขอบคุณที่ท่านทราบว่าบ้านเรามีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน จึงให้หรูอี้ส่งแผ่นแป้งทอดน้ำมันมาให้มากมายเพียงนี้ ท่านแม่ของข้าชมไม่ขาดปากว่าท่านเป็นคนที่รู้ความที่สุดในหมู่บ้านอวิ๋นเสีย และชมว่าหรูอี้เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายที่สุด!

     

            ปลาจี้เหล่านี้ไม่ใช่ของมีค่าอะไร พวกท่านลองชิมดูนะเจ้าคะ นี่คือตะกร้าของบ้านท่าน ข้าจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนตอนกลางวันของพวกท่านแล้ว ไว้ทำงานในทุ่งนาเสร็จมีเวลาว่างเมื่อไหร่ พวกเราค่อยมาคุยกันใหม่นะเจ้าคะ!”

     

            ซุนเซียงให้ลูกสาวเทปลาลงในถังไม้ในลานบ้านตระกูลโต้ว เพราะหากทิ้งถังไม้ไว้ โต้วหรูอี้อาจจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อไปที่บ้านนางอีกครั้ง

     

            “ปลานี่สดจริง ๆ ฝากขอบคุณท่านแม่สามีของเจ้าด้วยนะ!” สีหน้าของกู่ซูเจวียนแข็งค้างอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าบ้านไหนที่มีลูกสาวที่ถูกเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอมแล้วถูกปฏิเสธ ย่อมต้องรู้สึกไม่สบายใจเป็นธรรมดา!

     

            เมื่อส่งซุนเซียงและลูกสาวจากไป กู่ซูเจวียนหันกลับมาเห็นโต้วหรูอี้ยืนน้ำตาคลออยู่ที่ประตู นางจึงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ลูกรัก เลิกคิดเรื่องโจวป๋อเทาเถอะ เขาไม่ใช่คนที่พวกเราจะไปหมายปองได้”

     

            แม้ซุนเซียงจะไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ แต่กู่ซูเจวียนกลับเข้าใจความหมายในคำพูดนั้น การที่ซุนเซียงเรียกนางว่าพี่สะใภ้ นั่นหมายความว่าหรูอี้มีฐานะต่ำกว่าโจวป๋อเทาหนึ่งรุ่น เจตนาของตระกูลโจวนั้นชัดเจนแล้วว่าทั้งคู่ไม่เหมาะสมกัน

     

            การที่ตระกูลโจวนำปลาจี้เหล่านี้มาให้ ก็เพื่อเป็นการตอบแทนและหวังว่าเรื่องในวันนี้จะจบสิ้นกันไป ต่อไปไม่ต้องมีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก

     

            “ท่านแม่ ข้าชอบโจวป๋อเทา ข้าชอบเขามาตั้งแต่เด็ก ชาตินี้หากไม่ใช่เขา ข้าจะไม่แต่งให้ใครทั้งนั้น!”

     

            ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจวไม่เพียงแต่หน้าตาดี แต่ยังมีความรู้ล้ำเลิศ เมื่อไม่กี่วันก่อนสามีของนางกลับมาจากตัวอำเภอและเล่าว่า ครั้งก่อนโจวป๋อเทาสอบได้ซิ่วไฉด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของอำเภอเฟิงซัน

     

            ซึ่งหากนำลำดับของเขาไปไว้ที่เมืองมณฑลก็ยังติดสิบอันดับแรก ในอนาคตต่อให้ไม่ได้เป็นจ้วงหยวน อย่างน้อยก็น่าจะได้เป็นขุนนางเล็ก ๆ หรืออย่างแย่ที่สุดก็คงหางานในที่ว่าการอำเภอได้ หากบ้านนางมีลูกชายเช่นนี้ ก็คงไม่หาภรรยาให้ในชนบทเช่นกัน

     

            กู่ซูเจวียนเกลี้ยกล่อมอยู่ครึ่งบ่าย แต่โต้วหรูอี้ยังคงดื้อดึงที่จะแต่งงานกับโจวป๋อเทา โดยไม่รับฟังคำของกู่ซูเจวียนเลย

     

            “ปลาจี้พวกนี้มาจากไหนกัน!” โต้วชิ่งฮวาที่ไปทำธุระในตัวอำเภอ กลับมาเห็นปลาจี้ในถังไม้จึงเอ่ยถาม

     

            “ท่านกลับมาพอดี รีบไปเกลี้ยกล่อมลูกสาวสุดที่รักของท่านเถอะ! ข้าเกลี้ยกล่อมมาทั้งบ่ายจนคอแห้งผาก แต่นางก็ยังไม่ยอมฟัง ข้ากังวลจะแย่อยู่แล้ว!” กู่ซูเจวียนจนปัญญาจริง ๆ

     

            หลังจากฟังภรรยาเล่าจบ โต้วชิ่งฮวาก็ส่ายหน้า “หรูอี้ เจ้ากับโจวป๋อเทาไม่เหมาะสมกันจริง ๆ ”

     

            “ไม่เหมาะสมตรงไหนกันเจ้าคะ เขาเป็นคนหมู่บ้านอวิ๋นเสีย ข้าก็เช่นกัน ท่านแม่ ท่านลองไปสืบที่บ้านตระกูลโจวดูว่าโจวป๋อเทาชอบเด็กสาวแบบไหน ข้าจะปรับเปลี่ยนตัวเองตามนั้นยังไม่ได้อีกหรือเจ้าคะ?”

     

            “พวกเจ้า รู้หรือไม่? ท่านอาจารย์ที่เคยสอนโจวป๋อเทาเคยเป็นขุนนางมาก่อน เมื่อไม่นานมานี้เขาไปพักอยู่ที่บ้านท่านอาจารย์ในเมืองมณฑลเพื่อทบทวนตำรา ผลการเรียนจะแย่ได้อย่างไร? ข้าว่าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้เขาต้องสอบได้เจี่ยหยวนแน่นอน และฤดูใบไม้ผลิปีหน้ามีหวังจะได้เข้าเมืองหลวงเพื่อสอบชุนเหว่ย หากโชคดีผ่านการสอบหน้าพระที่นั่ง...”

     

            “พวกเจ้าอย่าคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย และห้ามโกรธแค้นตระกูลโจวเพราะเรื่องนี้เด็ดขาด ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกเราอาจจะต้องพึ่งพาเขาด้วยซ้ำ! หมู่บ้านอวิ๋นเสียของเราหวังพึ่งชื่อเสียงของโจวป๋อเทาเพียงคนเดียว พวกเจ้าห้ามเป็นศัตรูหรือผิดใจกับตระกูลโจวเด็ดขาด!” โต้วชิ่งฮวากำชับภรรยาและลูกสาว

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นหนูน้อยชาวนา พร้อมมิติวิเศษพลิกชะตาครอบครัว ที่คุณอ่าน