การมีอาหารสำหรับวันนี้
ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีอาหารสำหรับวันพรุ่งนี้
แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมากระทบพื้นดิน
คีรันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ความเงียบของป่ายังคงเหมือนเดิม เสียงลมพัดผ่านยอดไม้เบา ๆ สลับกับเสียงนกที่ดังอยู่ไกลออกไป
เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
ความหิวไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อสองสามวันก่อน
เมื่อคืนเขาได้กินอาหารที่ทำจากกระต่ายเป็ครั้งแรก
มันไม่ใช่อาหารที่อร่อยมากนัก
แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ท้องของเขาอุ่นขึ้น
คีรันหันไปมองภาชนะหยาบ ๆ ที่วางอยู่ข้างกองไฟ
ข้างในเหลือเพียงเศษอาหารเล็กน้อย
เขามองมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนถอนหายใจ
“หมดเร็วเหมือนกันแฮะ...”
เขาหยิบเนื้อที่เหลือขึ้นมาดู
กระต่ายหนึ่งตัวดูเหมือนจะเยอะตอนที่ยังไม่ได้จัดการมัน
แต่พอถอนขน แยกส่วน และนำบางส่วนมาทำอาหารแล้ว ปริมาณที่เหลือกลับน้อยกว่าที่คิด
คีรันวางเนื้อลง
ความคิดหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในหัว
ถ้าวันนี้เขาจับกระต่ายไม่ได้ล่ะ?
แล้วถ้าพรุ่งนี้ก็จับไม่ได้อีก?
คีรันเงียบไป
คำถามนั้นไม่มีคำตอบง่าย ๆ
เขาไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะหาอาหารได้ทุกวัน
และเขาก็ไม่สามารถกินทุกอย่างที่หาได้จนหมดในครั้งเดียว
“ต้องเก็บไว้บ้างสินะ...”
เขาพึมพำ
คีรันนึกถึงวิธีถนอมอาหารที่พอจำได้จากโลกเดิม
การลดความชื้น
การทำให้อาหารแห้ง
มันเป็ความรู้ธรรมดาที่เขาเคยได้ยินมาก่อน
แต่การรู้หลักการกับการทำมันจริง ๆ เป็คนละเื่กัน
เพราะตอนนี้เขาไม่มีตู้เย็น
ไม่มีเกลือ
ไม่มีภาชนะดี ๆ
ไม่มีอุปกรณ์สำหรับถนอมอาหาร
มีเพียงสิ่งที่อยู่รอบตัว
คีรันเงยหน้ามองแสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้
แล้วมองลมที่พัดผ่านพื้นที่โล่งข้างที่พัก
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ใช้แดดกับลมสินะ”
---
คีรันเริ่มสำรวจพื้นที่รอบที่พัก
เขามองหาจุดที่แสงแดดส่องถึงเป็เวลานาน แต่ก็ยังไม่ไกลจากที่พักจนเกินไป
สุดท้ายเขาพบพื้นที่หนึ่งที่เหมาะสม
พื้นค่อนข้างแห้ง
แสงแดดตกถึงโดยตรง
และมีลมพัดผ่านอยู่ตลอด
แต่ยังมีปัญหาอยู่
เขาจะวางเนื้อไว้ตรงไหน?
คีรันลองวางเนื้อชิ้นหนึ่งบนใบไม้
มันตกลงไปบนพื้นทันทีเมื่อใบไม้พลิก
เขาลองวางบนกิ่งไม้
เนื้อกลิ้งตกลงมา
เขาขมวดคิ้ว
“ต้องมีอะไรที่มันอยู่กับที่กว่านี้...”
สายตาของเขากวาดไปรอบ ๆ
จากนั้นก็หยุดที่กิ่งไม้หลายขนาดที่กองอยู่ใกล้ที่พัก
ความคิดหนึ่งค่อย ๆ เกิดขึ้น
ราว
ถ้ามีไม้สองข้างเป็ตัวรับน้ำหนัก แล้วมีกิ่งไม้พาดตรงกลาง เขาก็น่าจะวางเนื้อไว้บนนั้นได้
แต่การทำให้ไม้เป็รูปร่างตามที่้าไม่ง่ายอย่างที่คิด
คีรันหยิบเครื่องมือหินขึ้นมา
เขาลองตัดกิ่งไม้
กึก
ขอบหินกระแทกกับไม้
กิ่งไม้แทบไม่ขยับ
คีรันออกแรงเพิ่ม
กึก!
เศษไม้หลุดออกมาเล็กน้อย
แต่ข้อมือของเขากลับะเืจนต้องหยุด
เขามองเครื่องมือในมือ
มันยังใช้งานได้
แต่ชัดเจนว่าไม่สะดวกเลย
“ถ้าต้องทำแบบนี้กับไม้ทุกกิ่ง...คงใช้เวลาทั้งวัน”
คีรันนั่งลง
เขาพลิกเครื่องมือหินไปมา
ของชิ้นนี้ช่วยเขาได้มากกว่าการใช้มือเปล่า
แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่เต็มไปหมด
ขอบคมเกินไปตรงนึง
หนาเกินไปตรงนึง
จับนาน ๆ ก็เมื่อย
และถ้าออกแรงผิดมุม ขอบหินอาจบิ่นได้
คีรันมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหยิบหินอีกก้อนขึ้นมา
“งั้น...ลองอีกครั้ง”
---
่สายผ่านไปพร้อมกับเสียงหินกระทบกันเป็ระยะ
กึก
กึก
เศษหินเล็ก ๆ กระเด็นออกมา
ชิ้นหนึ่งแตกจนใช้ไม่ได้
อีกชิ้นขอบบิ่น
คีรันถอนหายใจแล้ววางมันลง
นิ้วมือของเขามีรอยถลอกเพิ่มขึ้นอีกสองสามจุด
แต่เขายังไม่หยุด
เขาลองปรับขอบให้บางขึ้นเล็กน้อย
ไม่บางจนเปราะ
ลองทำส่วนหนึ่งให้หนากว่าเดิมเพื่อให้จับได้มั่นคงขึ้น
แล้วลองปรับรูปร่างด้านที่ใช้จับให้ไม่บาดฝ่ามือ
ครั้งแรกยังไม่ดี
ครั้งที่สองก็ยังไม่ดี
แต่หลังจากลองอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่แตกต่างจากของเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ขอบมันยังหยาบ
รูปร่างยังไม่สวย
และมันยังห่างไกลจากคำว่า “มีด”
แต่ตอนคีรันลองจับ มันกลับมั่นคงขึ้น
เขาลองตัดกิ่งไม้
กึก
ครั้งนี้เศษไม้หลุดออกมาเร็วกว่าเดิม
คีรันชะงัก
เขาลองอีกครั้ง
กึก
รอยตัดชัดขึ้น
เขามองเครื่องมือในมือ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ดีขึ้นจริง ๆ”
ไม่ได้ดีมาก
แต่ดีขึ้น
และแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
---
คีรันใช้เวลาที่เหลือของ่สายสร้างราวตากแดด
เขาตัดไม้สองต้นให้มีขนาดใกล้เคียงกัน
จากนั้นใช้กิ่งไม้ยาวพาดระหว่างกลาง
เถาวัลย์ถูกนำมาพันรอบจุดเชื่อมทีละรอบ
ครั้งแรกหลวมเกินไป
เขาต้องแกะออกแล้วมัดใหม่
ครั้งที่สองแน่นขึ้น
แต่ไม้เอียง
เขาจึงต้องขยับตำแหน่งอีกเล็กน้อย
สุดท้ายโครงหยาบ ๆ ก็ยืนอยู่ได้
มันไม่ได้สวย
ไม่ได้สมมาตร
และบางส่วนยังดูเหมือนพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ
แต่เมื่อคีรันลองวางมือบนราวแล้วออกแรงกดเบา ๆ
มันยังอยู่
“อย่างน้อยก็ไม่พัง”
เขาพึมพำ
คีรันนำเนื้อกระต่ายที่เหลือมาแบ่งเป็ชิ้นบางลง
บางส่วนเก็บไว้สำหรับกินในเร็ว ๆ นี้
ส่วนที่เหลือเขานำไปวางบนราวตาก
ลมพัดผ่านเนื้อเบา ๆ
แสงแดดส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง
คีรันยืนมองมันอยู่พักหนึ่ง
ไม่รู้ว่ามันจะเก็บได้นานแค่ไหน
ไม่รู้ว่าจะได้ผลดีแค่ไหน
แต่เขาต้องลอง
---
หลังจากจัดการเนื้อเสร็จ คีรันหันไปเห็นกองขนกระต่ายที่เขาเก็บไว้
เขาหยิบมันขึ้นมา
กลิ่นของสัตว์ยังคงติดอยู่
ถึงจะผ่านการตากแล้ว กลิ่นก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด
คีรันขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาลองใช้นิ้วลูบผ่านขน
มันยังนุ่ม
และเมื่อกำไว้ในมือก็รู้สึกได้ว่ามันช่วยเก็บความอุ่นไว้ได้พอสมควร
“ถ้าทำความสะอาดกว่านี้ได้...”
เขาพึมพำ
แต่ก็ยังไม่มีวิธีที่แน่นอน
เขาจึงไม่ได้พยายามทำอะไรซับซ้อน
เพียงนำขนอีกส่วนไปตากไว้ในบริเวณที่สะอาดกว่าเดิม
เขายังไม่รู้ว่าจะเอามันไปทำอะไร
แต่คีรันไม่คิดจะทิ้ง
ในโลกนี้...
ของทุกอย่างที่เขาหามาได้มีค่าเกินกว่าจะทิ้งโดยไม่ลองใช้ประโยชน์จากมัน
---
่บ่าย คีรันกลับมานั่งอยู่ข้างกองไฟ
เขามองราวตากแดด
มองเนื้อที่แขวนอยู่
แล้วมองอาหารที่เหลืออยู่ในภาชนะ
มันช่วยแก้ปัญหาได้เพียงส่วนหนึ่ง
แต่ไม่ได้ทำให้เขามีอาหารเพิ่มขึ้น
กระต่ายหนึ่งตัว
ต่อให้จัดการอย่างประหยัดแค่ไหน
ก็ยังเป็เพียงกระต่ายหนึ่งตัว
คีรันเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะลุกขึ้น
“ต้องหาเพิ่ม”
ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดด้วยความตื่นเต้น
ไม่ได้รู้สึกอยากลองล่าเพราะความท้าทาย
เขาแค่รู้ว่า...
ถ้าไม่ออกไปหาอาหารเพิ่ม สุดท้ายอาหารที่มีอยู่ก็จะหมด
และเขาจะกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง
คีรันหยิบเครื่องมือหินขึ้นมา
จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นกระดูกกระต่ายที่เขาเก็บไว้
เขาหยิบมันขึ้นมา
กระดูกแข็งกว่าวัสดุหลายอย่างที่เขามี
เขาพลิกมันไปมา
มองรูปร่างของมัน
จากนั้นมองไม้ยาวที่วางอยู่ใกล้ ๆ
คีรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ถ้าเอามันมารวมกัน...”
เขายังไม่รู้ว่าจะได้อะไร
แต่ก็ควรลอง
---
คีรันเลือกไม้ที่ตรงที่สุดเท่าที่หาได้
เขาใช้เครื่องมือหินเหลาและตัดปลายออก
ครั้งแรกปลายไม้ไม่เรียบ
เขาปรับใหม่
จากนั้นนำกระดูกมาวางทาบ
มันยังไม่พอดี
เขาจึงปรับปลายไม้อีกเล็กน้อย
ลองประกบอีกครั้ง
คราวนี้ใกล้เคียงขึ้น
เขาใช้เถาวัลย์พันรอบจุดเชื่อม
มัดครั้งแรกหลวม
กระดูกขยับ
เขาแกะออก
มัดใหม่ให้แน่นกว่าเดิม
แล้วลองถือขึ้นมา
น้ำหนักเอียงไปด้านหนึ่ง
คีรันถอนหายใจ
เขาปรับจุดจับ
เลื่อนตำแหน่งมัด
ลองใหม่
ครั้งนี้ดีขึ้นเล็กน้อย
มันยังไม่สมดุล
แต่กระดูกไม่ขยับแล้ว

คีรันลองแทงปลายลงบนพื้นดินเบา ๆ
ไม้สั่น
แต่จุดเชื่อมยังอยู่
เขามองสิ่งที่อยู่ในมือ
มันดูหยาบ
ดูไม่น่าเชื่อถือ
และยังมีข้อบกพร่องอีกมาก
แต่ก็ยังดีกว่าการออกไปโดยไม่มีอะไรเลย
“อย่างน้อย...ก็ดีกว่ามือเปล่า”
คีรันพึมพำ
---
เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจึงเริ่มคิดถึงสิ่งที่ต้องพกไป
ถ้าออกไปไกลกว่าเดิม เขาคงไม่สามารถถือของทุกอย่างไว้ในมือได้
และถ้าพบอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้...
เขาก็คงต้องมีที่เก็บมัน
คีรันมองใบไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ ๆ
เขาหยิบขึ้นมาลองพับ
ใบไม้ฉีก
เขาหยิบใบใหม่
ลองซ้อนหลายชั้น
จากนั้นใช้เถาวัลย์มัดขอบเข้าด้วยกัน
ครั้งแรกของที่อยู่ด้านในหล่นออกมา
คีรันแกะแล้วทำใหม่
เขาปรับตำแหน่งที่ผูก
ทำสายสะพายให้ยาวขึ้นเล็กน้อย
ลองสะพาย
มันแกว่งไปมา
คีรันเดินสองสามก้าว
กระเป๋าเล็ก ๆ ชนกับลำตัว
เขาหยุด
ปรับสายอีกครั้ง
แล้วลองเดินใหม่
คราวนี้มันขยับน้อยลง
กระเป๋าใบเล็กยังดูหยาบมาก
แต่พอใส่ของจำเป็ได้
และไม่เกะกะจนเกินไป
คีรันพยักหน้า
“แบบนี้ก็น่าจะพอ”
เขานำเนื้อตากแห้งส่วนหนึ่งใส่ลงไป
พร้อมกับวัสดุเล็ก ๆ ที่อาจจำเป็ระหว่างทาง
ส่วนหอกกระดูกเขาถือแยกไว้
เครื่องมือหินเก็บไว้ใกล้ตัว
จากนั้นจึงเตรียมน้ำเท่าที่สามารถพกได้
คีรันยืนอยู่หน้าที่พัก
มองสัมภาระของตัวเอง
มันไม่ได้มากมายเลย
แต่ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน
อาหารสำหรับระหว่างทาง
เครื่องมือ
อาวุธหยาบ ๆ
และที่เก็บของ
เขาหันกลับไปมองที่พักอีกครั้ง
ราวตากแดดยังอยู่ตรงนั้น
เนื้อกำลังถูกแดดและลม
ขนกระต่ายก็ถูกวางไว้ในที่สะอาดกว่าเดิม
กองไฟถูกดับเรียบร้อย
ทุกอย่างพร้อมสำหรับการกลับมา
คีรันกระชับสายกระเป๋า
แล้วมองเข้าไปในป่าด้านหน้า
พื้นที่ตรงนั้นเขายังไม่เคยไป
และเขาไม่รู้ว่าจะเจออะไร
แต่เขารู้ว่าตัวเองจำเป็ต้องออกไป
เพราะอาหารจะหมด
เพราะเขายัง้าวัสดุเพิ่ม
และเพราะการอยู่แต่บริเวณเดิมไม่ได้ทำให้เขารู้จักโลกนี้มากขึ้นเลย
คีรันสูดลมหายใจเข้า
ก่อนก้าวออกจากที่พัก
ครั้งนี้เขาไม่ได้ออกไปเพราะหลงทาง
ไม่ได้ออกไปเพราะไม่มีทางเลือก
แต่เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า...
**ถ้าอยากอยู่รอด เขาต้องออกไปหาโลกที่กว้างกว่านี้ด้วยตัวเอง**
คีรันเดินต่อไปอย่างช้า ๆ
หอกกระดูกอยู่ในมือ
กระเป๋าใบไม้สะพายอยู่ข้างตัว
และอาหารจำนวนเล็กน้อยถูกเก็บไว้สำหรับระหว่างทาง
เบื้องหน้าคือป่าที่เขายังไม่รู้จัก
และวันนี้...
เขาตั้งใจจะเดินเข้าไปให้ไกลกว่าเดิม
