บทที่ 7 ภาพที่เห็นมันช่างแสบตา
“พูดจบแล้วหรือยัง ถ้าจบแล้วก็หุบปากซะ! หูฉันจะดับอยู่แล้ว ดูข่าวก็ไม่รู้เื่สักที”
คุณปู่ที่นั่งอยู่บนโซฟาเพียงลำพังเอ่ยขึ้นมาในทันใด พร้อมกับเคาะไม้เท้าในมือ ‘ตึก ๆ’ สองครั้ง
หลี่เหมยลี่จ้องมองไปที่เส้าอวี่ซิน หญิงสาวจึงเงียบลงในทันที “เข้าใจแล้วค่ะ คุณปู่”
คุณปู่มีลูกชายเพียงคนเดียวคือเส้าเจิ่นหยวน ซึ่งก็คือสามีของหลี่เหมยลี่ และเป็พ่อของเส้าอวิ่นเฉิน เขาบินไปเจรจาธุรกิจที่ประเทศหนึ่งเมื่อเดือนก่อน ดังนั้นตอนนี้ในบ้านตระกูลเส้าจึงมีแค่คุณปู่คนเดียวที่ดูแลทุกอย่าง
ถึงอย่างไรเขาก็เป็อดีตข้าราชการาุโ จึงมีความเถรตรงอยู่ในตัวสูง
ช่องข่าวการเงินกำลังรายงานว่า ตระกูลกู้ได้ถูกควบคุมโดยลู่เจิ้งหลิงแล้ว และการเสียชีวิตของสามีภรรยาตระกูลกู้นั้นเป็เพียงอุบัติเหตุทางรถยนต์เท่านั้น
ส่วนกู้ชิงเฉิง ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกู้ก็ถูกใส่ชื่อในรายชื่อผู้เสียชีวิตแล้วด้วย
เยี่ยชิงหวนจ้องมองจอโทรทัศน์ไม่วางตา ขอบตาของเธอค่อย ๆ รื้นไปด้วยน้ำตา พร้อมกำหมัดแน่น
ขณะเดียวกัน บนโถงบันไดชั้นสองของคฤหาสน์ ชายหนุ่มที่นั่งบนรถเข็นมองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั่งเล่นอย่างเ็า เปลือกตาของเขาพลันสั่นระริก
นิสัยของเยี่ยชิงหวนดูเหมือนจะแตกต่างไปจากเดิมจริง ๆ
ตลอดทั้งวัน เยี่ยชิงหวนไม่เห็นเส้าอวิ่นเฉินโผล่หน้ามาเลย ผู้ชายคนนี้ชอบหายตัวไปไหนไม่รู้ และไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
ในกลางดึก เสียง ‘ตึง!’ ดังมาจากห้องนอนข้าง ๆ เสียงนั้นรุนแรงมาก คล้ายว่าเป็เสียงรถเข็นล้ม
ทำให้เยี่ยชิงหวนที่กำลังจะเคลิ้มหลับต้องตื่นใ เธอเกาศีรษะแรง ๆ อย่างงุนงง
ทีแรกก็ไม่อยากลุกขึ้นมานัก แต่นั้นมันเสียงดังเกินไป ถึงแม้เธอจะเอาผ้าห่มคลุมหัวไว้ ก็ยังได้ยินอยู่ดี
ในที่สุดก็ต้องฝืนใจสวมรองเท้าแตะเดินไปยังห้องข้าง ๆ
เธอเคาะประตูไปสองสามครั้งแต่ไม่มีใครตอบ
หรือว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น
เธอร้อนรนใจมาก
เยี่ยชิงหวนเลยเปิดประตูเข้าไปเลย แต่กลับต้องชะงักฝีเท้าลงในทันที เธอตาเบิกโพลงมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง
เส้าอวิ่นเฉินล้มลงอยู่ข้างเตียง กางเกงในสีดำแบบบ็อกเซอร์ฉีกขาด ส่วนสำคัญถูกผ้าห่มบังไว้
และข้าง ๆ เขานั้นยังมีหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมเพียงเสื้อกล้ามสุดเย้ายวนคุกเข่าอยู่ เธอกล่าวขอโทษอย่างตื่นกลัว “คุณชายใหญ่ ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ถ้าคุณไม่ชอบฉัน ฉันจะไม่มาที่นี่อีก…”
“เอ่อ… ฉัน… ฉันมาขัดจังหวะพวกคุณหรือเปล่า” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่ขาของเธอกลับไม่มีทีท่าจะขยับเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าของเส้าอวิ่นเฉินดำมืดลงอย่างสุดขีด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ยังมีบุคคลที่เขาไม่สามารถเพิกเฉยได้ยืนอยู่หน้าประตู
“ออกไป!”
“ค่ะ… ค่ะ… ฉันจะไปเดี๋ยวนี้…” แม้แต่เสื้อผ้าหญิงสาวคนนั้นก็ยังไม่ทันได้ใส่ เธอก้มหน้าเดินออกไปอย่างรีบร้อน ในตอนที่เดินผ่านเยี่ยชิงหวนยังเอ่ยทักทายเธอเบา ๆ ว่า ‘คุณนายสวัสดีค่ะ’ อีกด้วย
มุมปากของเยี่ยชิงหวนกระตุก ยังไม่ทันได้ตอบสนองก็ต้องสับสนว่านี่มันเื่อะไรกันแน่
“ผู้หญิงคนนี้…”
เธอครุ่นคิดในใจ ดวงตาคู่สวยพลันกวาดมองไปรอบ ๆ
“ดูพอหรือยัง” สีหน้าของเส้าอวิ่นเฉินเ็าราวกับบ่อน้ำลึก
“ดูพอแล้ว!” เยี่ยชิงหวนก็รีบตอบโดยไม่ทันคิด
“ถ้าพอแล้วก็รีบไสหัวออกไปซะ” เส้าอวิ่นเฉินเอ่ยเสียงเข้ม
“อืม…”
นอกจากคำไล่ตะเพิดที่พูดติดปากนี้แล้ว เขาไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้วหรืออย่างไร
เยี่ยชิงหวนเตรียมจะปิดประตูห้องแล้วเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน” ทว่าเสียงทุ้มต่ำอันดำมืดของเส้าอวิ่นเฉินกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังอีกครั้ง
“ช่วยพยุงฉันหน่อย”
“...”
เธอนึกว่าเขาจะลุกขึ้นได้ด้วยตัวเองเสียอีก
เยี่ยชิงหวนลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปอย่างว่าง่ายและพยุงเขาขึ้นมาจากพื้น
เธอเพิ่งจะรู้ก็ตอนนี้เองว่าเส้าอวิ่นเฉินตัวสูงมากจริง ๆ ตอนนั่งบนรถเข็นเธอมองไม่ออก ตอนนี้ความสูงของอีกฝ่ายคงราว ๆ หนึ่งร้อยแปดสิบห้าเิเกำลังกดทับลงมาบนตัวเธอจึงรู้สึกหนักพอดู
เธอหอบหายใจพลางพยุงเขากลับไปนั่งลงบนรถเข็น