ตอนที่ 54 เริ่มอ่านหนังสืออย่างจริงจัง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ศาสตราจารย์ออสตินคำนวณความเร็วในการอ่านหนังสือของเด็กน้อย คาดว่าลิสหนังสือที่มีเกือบร้อยเล่มคงจะถูกอ่านทั้งหมดภายในหนึ่งเดือนนี้แน่ ไม่ใช่สามเดือนเหมือนที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้
เขาจึงยื่นข้อเสนอหนึ่งเดือนให้ไป
ซึ่งจริงๆ เขาไม่รู้เลยว่าเมอร์ลินสามารถอ่านพวกมันทั้งหมดได้ภายในหนึ่งอาทิตย์หรือน้อยกว่านั้น หากเขารู้เรื่องนี้เกรงว่าจะทำให้เขาหัวใจวายตายเป็นแน่
แน่นอนว่าหลังจากที่ได้รับข้อเสนอนี้เมอร์ลินก็ตกปากรับคำอย่างยินดี และนั่นทำให้เขาขยันอ่านหนังสือตามลิสอย่างตั้งใจ
ในตอนเที่ยงศาสตราจารย์ออสตินได้พาเมอร์ลินไปที่ศูนย์อาหารของหอสมุดแห่งนี้
ต้องรู้ไว้ว่าอาคารขนาดใหญ่ของหอสมุดประชาชนเมืองวินเซนไม่ได้มีเพียงห้องสมุดเท่านั้น แต่มันยังมีฮอลล์แสดงอุปรากรขนาดใหญ่ที่มีไว้ต้อนรับวงดนตรีที่เลื่องชื่อและการแสดงที่ยิ่งใหญ่
นอกจากนี้ยังมีแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ที่มีทั้งภาพวาด งานปั้น งานแกะสลัก หรืองานที่รังสรรค์ด้วยเวทมนตร์จัดตั้งให้ชมอยู่ที่นี่ด้วย
ศูนย์อาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นของสถานที่แห่งนี้
เรียกได้ว่าหอสมุดประชาชนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่รวบรวมศิลปะและความรู้ทางวิชาการเข้าด้วยกัน มันจึงไม่แปลกใจว่าทำไมรูปปั้นเจ้าแกะทองคำมาวิชถึงได้มีชื่อเสียงขนาดนั้น
การทานอาหารในศูนย์อาหารทำให้เมอร์ลินได้สัมผัสการจ่ายเงินด้วยแผ่นตราธนาคารเป็นครั้งแรก
ออสตินสอนเด็กน้อยในการใช้จ่ายเงิน เพราะวันพรุ่งนี้เขาจะถูกทิ้งอยู่ที่นี่ทั้งวันด้วยตนเอง
ชายชราไม่ได้ห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะมาร์เทลจะเฝ้าดูเมอร์ลินอยู่ห่างๆ
ตอนนั้นเองเมอร์ลินได้สังเกตเห็นเงินวอยส์ของจริง เพราะนอกจากพวกเขาแล้วยังมีคนข้างๆ ที่ใช้เงินจริงในการซื้อขาย
เด็กน้อยดึงชายเสื้อของชายชราและเอ่ยถาม “นั่นคือธนบัตรหรอครับ?”
เขาเคยเห็นมันในหนังสือแต่ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้มีระบบธนาคารที่แข็งแกร่ง นั่นจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะใช้กระดาษแผ่นหนึ่งแทนค่าของเงิน ซึ่งพวกเขาจะนิยมใช้โลหะมากกว่า
ซึ่งครั้งหนึ่งมหาทวีปแห่งนี้ก็เคยเป็นเช่นนั้น
“โอ้ ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ได้ให้เงินจริงๆ กับเธอเลย” ว่าแล้วออสตินก็หยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากแหวนเวทแล้วยื่นให้กับเด็กน้อย
เมอร์ลินมองธนบัตรเงินวอยส์ที่มีมูลค่าต่างกันในมือ
มันมีทั้งหนึ่งวอยส์ ห้าวอยส์ สิบวอยส์ และหนึ่งร้อยวอยส์ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดของธนบัตร เพราะถ้าหากต้องการจ่ายเงินที่มากกว่านี้พวกเขามักจะใช้การจ่ายผ่านแผ่นตราที่ธนาคารมอบให้มามากกว่า
“ขอบคุณครับ”
“น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเศษย่อยอย่างเหรียญ” ออสตินกล่าว
เหรียญคือสกุลเงินย่อยรองจากวอย ซึ่งสมัยนี้ไม่ค่อยได้ใช้กันแล้ว แต่จะใช้กันในการซื้อขายของจำนวนมากมากกว่า
วอยส์ยังเป็นสกุลเงินที่แข็งค่า ดังนั้นจึงต้องมีเงินเหรียญมารองรับการค้าขาย แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใช้เงินวอยส์ แต่เหล่าพ่อค้าก็ยังต้องกำหนดสินค้าเป็นเงินเหรียญเช่นกัน
ซึ่งหนึ่งร้อยเหรียญเท่ากับหนึ่งวอยส์
แน่นอนว่าเหรียญคือชื่อเรียกสกุลเงินสมัยก่อน เมื่อครั้งที่จตุมหาคลังยังไม่ได้สร้างสกุลเงินวอยส์ขึ้นมาและพวกเขายังใช้เหรียญในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งแต่ละอาณาจักรหรือประเทศจะผลิตเงินเหรียญของประเทศตัวเองขึ้นมา มูลค่าของมันจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของแหล่งที่มา
สองพ่อลูกนั่งทานข้าวที่ศูนย์อาหารแห่งนั้น พวกเขาพูดคุยแล้วมองคนที่ผ่านไปผ่านมา
แม้ศาสตราจารย์ออสตินจะเป็นถึงมหาปราชญ์ แต่เขาก็เก็บตัวสันโดษมานับร้อยปี อีกทั้งไม่ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยของตนเองมานานแล้ว มันจึงไม่แปลกที่คนยุคนี้จะไม่รู้จักเขา เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าที่มีอายุที่มากกว่าสองร้อยปีขึ้นไป
พวกเขาจึงสามารถทานข้าวในที่สาธารณะแบบนี้ได้อย่างไม่วุ่นวาย
อาหารที่พวกเขากินอยู่วัตถุดิบของพวกมันก็ล้วนได้มาจากเทคโนโลยีเวทมนตร์ในการเพราะปลูกขึ้นมา
เมอร์ลินรู้สึกว่าอาหารของที่นี่ปรุงได้อร่อยมาก นั่นเพราะหลังจากเข้าสู่ยุคไร้สงครามหมื่นปี ร้อยประเทศได้พัฒนาเรื่องสุนทรียภาพในด้านต่างๆ ไปไกลมาก รวมถึงเรื่องอาหารด้วย
แม้แต่ศาสตราจารย์เฒ่าที่ซ่อนตัวอย่างสันโดษ เขาก็ยังสามารถหาซื้ออาหารเก็บตุนไว้ได้
อย่างไรก็ตามในทุกๆ ร้อยปีล้วนมีสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ออสตินรู้สึกว่าอาหารที่เขากินนั้นจะอร่อยขึ้นมาก แม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่ร้านอาหารอันเลื่องชื่อแต่เป็นเพียงศูนย์อาหารแห่งหนึ่งก็ตาม
หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้ว สองพ่อลูกก็เข้าไปข้างในหอสมุดอีกครั้ง พวกเขาเริ่มอ่านหนังสือที่สนใจอยู่เงียบๆ คนละมุม ก่อนที่วันนี้จะหมดไป
ออสตินมีความสามารถมากพอที่จะเช่าโรงแรมอยู่หลายเดือน ดังนั้นพวกเขาจึงพักที่โรงแรมต่อ
วันรุ่งขึ้นเมอร์ลินได้มาที่หอสมุดประชาชนเมืองวินเซนอีกครั้ง เขาแหงนหน้ามองสิ่งก่อสร้างที่อาบย้อมไปด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดกระทบ แล้วมองไปที่เจ้าแกะมาวิชอีกครั้ง มือน้อยลูบไปที่มันแต่ไม่ได้เกิดความรู้เหมือนก่อนหน้านี้อีก
ครั้งนี้มาร์เทลติดตามมาด้วย ก่อนที่เมอร์ลินจะเข้าไปเลือกหนังสือเขาได้เอ่ยกับนักเวทสองวงเวทคนนี้ไปว่า
“คุณมาร์เทลไปหาอะไรทำแถวนี้ได้เลยครับ ไม่ต้องเฝ้าผมหรอก การอ่านหนังสือคนเดียวจะมีสมาธิมากกว่า” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แต่มาร์เทลย่อมรับรู้ว่าเด็กคนนี้กำลังออกปากไล่เขาทางอ้อม
“ครับ”
ถึงอย่างนั้นมาร์เทลก็ปฏิบัติตามโดยดี แต่เขาก็ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ยังคอยมองเด็กน้อยอยู่ห่างๆ
เมอร์ลินไม่ได้โง่เขลา เขาย่อมรู้ว่ามีคนมองดูเขาอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ
เขาเริ่มหาหนังสือตามรายการที่ออสตินให้มาเป็นอันดับแรก โดยที่รบกวนคุณบรรณารักษ์แสร้งเป็นเด็กที่น่าเอ็นดูให้หาหนังสือทั้งหมดนี้ให้
ไม่นานเขาก็เห็นหนังสือบนรถเข็นกองใหญ่ที่ขนมาให้ตนเอง
หากเมื่อวานบรรณารักษ์เหล่านั้นไม่ได้เห็นเข็มกลัดมหาปราชญ์และจอมเวทชั้นสูง อีกทั้งวันนี้ยังมีคนตามดูเด็กคนนี้อยู่ห่าง พวกเขาคงไม่ให้บริการเด็กน้อยถึงขนาดนี้ เพราะการหาหนังสือเกือบร้อยเล่มไม่ใช่เรื่องที่น่าตลก
แม้พวกเขาจะสามารถทำได้อย่างง่ายดายแต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะทำมันอย่างแน่นอน
“ขอบคุณครับ” เมอร์ลินยิ้มและเอ่ยขอบคุณเหล่าบรรณารักษ์ที่ขนหนังสือมาให้เขา
แล้วตอนนั้นเขาก็เริ่มที่จะอ่านหนังสือเหล่านั้น โดยใช้ความสามารถอย่างไม่ปิดบัง แม้ว่ามาร์เทลจะแอบดูเขาอยู่ไกลๆ ก็ตาม
อย่างมากผู้ชายคนนั้นคงคิดว่าเด็กอย่างเมอร์ลินเพียงแค่เล่นสนุกเท่านั้น คงไม่มีเด็กที่ไหนจะอ่านหนังสือมากมายขนาดนี้