บทที่ 3 ทาสยา
รถม้าแล่นเร็วราวกับบิน ูเาและต้นไม้พากันลับหายไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ยามราตรีมาเยือน ดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้า
เอี๊ยด! ในที่สุดรถม้าก็หยุดลงตรงเชิงเขาสูงชันที่เต็มไปด้วยหินรูปร่างแปลกตา
นักพรตชราเปิดม่านรถม้าออกมองดู เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปในรถม้าแล้วอุ้มลู่หลีไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างอุ้มฉินโซ่วเหรินเดินออกจากรถม้า ฝีเท้าเบาหวิวเหยียบลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ะโขึ้นลงไปมาหลายครั้ง ในชั่วพริบตาก็มาถึงกลางูเาแล้ว
หลังจากพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง นักพรตชราก็ออกแรงอีกครั้ง ร่างกายเคลื่อนไหวราวกับภูตผีปีศาจ อาศัยก้อนหินแปลกตาะโขึ้นไป แต่ละครั้งที่ะโสามารถขึ้นไปได้สูงหลายสิบจั้ง
ไม่นานนักพรตชราก็มาถึงยอดเขา
บนยอดเขามีศาลเ้าเก่าแก่ บนป้ายเขียนว่า ‘วัดชิงเหลียง’ นักพรตชราเตะประตูวัดแล้วเดินเข้าไป
ด้านหลังประตูเป็ลานกว้าง นักพรตหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดปีคนหนึ่งกำลังมองไปรอบ ๆ ลาน เมื่อเห็นนักพรตชราเข้ามา สีหน้าก็แสดงความยินดี รีบผ่อนลมหายใจ เดินเข้ามาต้อนรับอย่างรวดเร็ว “ท่านอาจารย์ กลับมาแล้ว”
นักพรตชราพยักหน้า “อาจารย์พาทาสยา*[1] กลับมาอีกสี่คน ยังมีอีกสองคนที่เชิงเขา เ้าไปพาพวกเขามาที่นี่”
“ขอรับ ท่านอาจารย์!” นักพรตหนุ่มก้มศีรษะรับคำ แล้วรีบเดินออกจากลานไป
ด้านขวาของลานมีเรือนเล็กเรียงรายกันเป็แถว รวมทั้งหมดหกห้อง บนประตูห้องแต่ละห้องมีหมายเลขกำกับ ั้แ่ซ้ายไปขวา ได้แก่ หมายเลขหนึ่งถึงหก
นักพรตชราอุ้มลู่หลีเดินไปที่เรือน เขาโยนลู่หลีเข้าไปในห้องหมายเลขหนึ่งก่อน จากนั้นก็ลงกลอนประตู แล้วโยนฉินโซ่วเหรินเข้าไปในห้องหมายเลขสองก่อนจะจากไป
ผ่านไปพักใหญ่ นักพรตหนุ่มก็เดินกลับมาอย่างเหนื่อยหอบ ทั้งยังหนีบคนไว้ข้างเอวข้างละคน แต่การเดินของเขานั้นดูเซไปเซมา ราวกับว่าจะหมดแรงอยู่รอมร่อ ปากก็บ่นพึมพำ “บัดซบ เ้าตัวใหญ่โง่เง่านี่ กินเยอะขนาดนี้เกือบจะทำให้เอวข้าหักอยู่แล้ว”
พูดจบก็เปิดประตูห้องหมายเลขสามอย่างแรง โยนเฉินจงเข้าไปข้างใน สุดท้ายก็โยนหลี่เซี่ยงอวิ๋นเข้าไปในห้องหมายเลขสี่ ถึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นเขาก็เดินไปที่ห้องหมายเลขหก แนบหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าข้างในไม่มีเสียงอะไรเลย จึงส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ แล้วหันหลังกลับไป
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน
รุ่งอรุณของวันใหม่ แสงตะวันส่องลอดผ่านช่องลมเล็ก ๆ บนกำแพง สาดแสงสว่างเพียงน้อยนิดเข้ามาในห้องอันมืดมิด
ลู่หลีได้กลิ่นอับชื้นโชยมา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
"ที่... ที่นี่ที่ใด?"
ลู่หลีลุกขึ้นอย่างช้า ๆ นวดขมับที่รู้สึกปวดตุบ มองไปรอบ ๆ พบว่าตัวเองอยู่ในห้องคับแคบและมืดทึบ ภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงฟางข้าวแห้งและรอยคราบน้ำ
"ข้า... นี่ข้าถูกขังไว้หรือ"
ความรู้สึกไม่ดีผุดขึ้นมาในใจ ทันใดนั้นที่นี่ดูเหมือนคุกที่เขาเคยอ่านในหนังสือ กำแพงทั้งสี่ด้านปิดตาย มีเพียงช่องลมเล็ก ๆ
เขาพยายามดึงประตูห้องขัง พบว่าประตูทำจากเหล็ก ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย หัวใจของเขาเย็นวาบ
"ตาเฒ่านั่นไม่ใช่คนดีจริง ๆ ด้วย"
ลู่หลีถอยหลังไปพิงกำแพง ก้มหน้าลงกอดเข่า ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความสับสน ตาแก่นั่นมีวิชาแก่กล้า พวกเขาคงตกอยู่ในอันตรายแล้ว
โครม!
ทันใดนั้นช่องเล็ก ๆ ใต้ประตูก็ถูกเปิดออก ถาดเหล็กใบเล็กที่บรรจุอาหารถูกเลื่อนเข้ามา
ลู่หลีเหลือบมอง พบว่าอาหารข้างในนั้นดูดีทีเดียว ดีกว่าที่หมู่บ้านต้าสือเสียอีก กลิ่นหอมโชยฟุ้งไปทั่ว มีทั้งเนื้อและผัก ไม่เหมือนกับจะทรมานใคร ทำให้เขาเกิดคำถามขึ้นในใจ‘ตาเฒ่านั่น้าสิ่งใดกันแน่’
"เ้าพวกบ้า! ปล่อยข้าออกไป... ข้าคือคุณชายใหญ่ตระกูลฉิน ปล่อยข้าออกไป..."
ทันใดนั้นลู่หลีก็ได้ยินเสียงถีบประตูดังมาจากห้องข้าง ๆ ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงจะเป็ฉินโซ่วเหรินอย่างแน่นอน
“ฉินโซ่ว” ลู่หลีกล่าว ปากกระตุกเล็กน้อย
ณ อีกฟากหนึ่ง
ภายในโถงใหญ่ของวัดชิงเหลียง มีหม้อสามขาตั้งอยู่กลางห้อง ใต้หม้อเปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา นักพรตหนุ่มนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ย ๆ คอยหมุนปรับระดับไฟเป็ระยะ
เมื่อเขาหมุน เปลวไฟที่พวยพุ่งออกมาจากช่องลมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนขนาดไปมา
“เจิ้งผิง วิชาควบคุมไฟของเ้าชำนาญมากทีเดียว” นักพรตชราเอ่ยชม ขณะมองดูเด็กหนุ่มด้วยความชื่นชม
ฟ่านเจิ้งผิงเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ตอบกลับอย่างถ่อมตน “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะคำสั่งสอนของอาจารย์ แต่อาจารย์ การที่เราเอาแต่มนุษย์มาทดลองยานั้น ข้าเกรงว่าจะขัดต่อกฎแห่ง์ อาจารย์ ลองครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้ายเถิดขอรับ...”
“ฮึ่ม” นักพรตชราพ่นลมหายใจอย่างเ็าเมื่อได้ยินเช่นนั้น “การบำเพ็ญเพียรย่อมฝืนลิขิตฟ้า หากเ้ายังหวาดกลัวกฎแห่ง์เช่นนี้ พวกเราก็ไปทำนาทำไร่เหมือนมนุษย์พวกนั้นเสียก็สิ้นเื่”
“อีกอย่าง การที่มนุษย์ได้กลายเป็บันไดให้พวกเราก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร นับว่าเป็บุญวาสนาที่พวกเขาสั่งสมมาหลายภพหลายชาติ การบำเพ็ญเพียรนั้น หากยึดมั่นในจิติญญาย่อมก้าวไปได้ไกล เ้าจงจำเอาไว้”
“ขอรับ” เมื่อได้ยินดังนั้น ฟ่านเจิ้งผิงก็ไม่กล้าโต้แย้งอีก ก้มหน้าก้มตาควบคุมเปลวไฟต่อไป
ครู่หนึ่งเขาก็ปิดเตา เปิดฝาหม้ออย่างช้า ๆ มองเม็ดยาสีดำสนิทสองเม็ดที่อยู่ภายในพลางขมวดคิ้ว “อาจารย์ ดูเหมือนว่าสมุนไพรที่ใช้ครั้งนี้จะยังไม่ถูกต้อง เม็ดยาทะลวงปราณยังคงเป็สีดำเช่นเดิม”
“จริงหรือ?” นักพรตชราลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามา จ้องมองเม็ดยาในหม้อ “ไม่เป็ไร บางทียาทะลวงปราณอาจจะเป็สีนี้ก็ได้ ค่อย ๆ ลองไป ตราบใดที่ลองจนสำเร็จ อาจารย์ศิษย์อย่างเราก็ร่ำรวยแล้ว”
นักพรตชรามีนามว่าจางซง เป็นักพรตอิสระ แม้ว่าปีนี้อายุจะล่วงเลยแปดสิบปีแล้ว แต่พลังบำเพ็ญก็อยู่แค่ขอบเขตก่อลมปราณระดับแปดเท่านั้น เห็นได้ว่าเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นยากลำบากเพียงใด
ตำรับยาทะลวงปราณนี้ เขาได้มาโดยบังเอิญในถ้ำแห่งหนึ่ง กล่าวกันว่าถ้าปรุงสำเร็จจะช่วยให้ผู้ฝึกตนในขอบเขตก่อปราณสามารถทะลวงเส้นลมปราณและจุดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าจะรุดหน้าไปวันต่อวัน แม้แต่สำนักใหญ่ ๆ ก็ยังไม่มียานี้ หากปรุงออกมาได้สำเร็จ เขาก็มีโอกาสที่จะทะลวงสู่ขอบสร้างรากฐานได้สำเร็จก่อนอายุร้อยปี
แต่ตำรับยานี้เป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในจำนวนสมุนไพรสี่ชนิด มีเพียงสามชนิดเท่านั้นที่ได้รับการยืนยัน แม้แต่เ้าของตำรับยายังไม่สามารถกลั่นยาเม็ดนี้ได้สำเร็จ
ดังนั้นเขาจึงต้องค้นหาสมุนไพรมาทดลองผสมอยู่เรื่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ยาที่ปรุงขึ้นมาเป็พิษต่อตัวเอง เขาจึงออกไปจับมนุษย์มาทดลองยา จนถึงตอนนี้เขากลั่นยานี้มามากกว่าสามปีแล้ว คนที่ถูกจับมาทดลองยาก็ตายไปหลายร้อยคน แต่สมุนไพรที่เหลืออีกหนึ่งชนิดก็ยังค้นหาไม่พบ
“เป็เช่นนั้น” ฟ่านเจิ้งผิงพยักหน้า “ข้าจะไปตามคนมาลอง”
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปยังลานด้านนอก เมื่อมาถึงลาน เขาก็ตรงไปที่หน้าห้องหมายเลขสี่ ค่อย ๆ เปิดประตูออก แล้วะโบอกเด็กที่อยู่ข้างในว่า “เ้าออกมาได้แล้ว”
เด็กคนนั้นคือหลี่เซี่ยงอวิ๋น เมื่อได้ยินก็ดีใจ รีบวิ่งออกมา ถามอย่างใสซื่อว่า “ท่านนักพรต เหตุใดท่านต้องขังข้าไว้ด้วยแล้วพวกลิงโคลนเล่า?”
แววของฟ่านเจิ้งผิงมีความรู้สึกสงสารแวบหนึ่ง แต่ก็รีบซ่อนมันไว้ "พวกเขามุ่งหน้าไปฝึกฝนที่อื่นแล้ว ที่จับเ้ามาขังไว้ก็เพื่อขัดเกลาจิตใจ ตอนนี้เ้าทำได้แล้ว ท่านอาจารย์ของข้ากลั่นเม็ดหนึ่งให้เ้า เมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะเป็เซียนได้ ตามข้ามาเถิด"
“จริงหรือขอรับ?”
“อืม”
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่
[1] ทาสยา หมายถึงคนที่ถูกใช้ในการทดลองยา อาจต้องกินหรือทดสอบยาต่าง ๆ เพื่อดูผลข้างเคียงหรือประสิทธิภาพของยา