ณ อาณาจักรเทียนอู่ เมืองปาฮวง ภายในเรือนอันโอ่อ่าหรูหราของตระกูลเย่ซึ่งเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ ร่างของชายหนุ่มใบหน้าซีดเซียวกำลังนอนอยู่บนเตียง
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นกวาดตามองพื้นที่โดยรอบ เมื่อเห็นทุกอย่างแจ่มชัด แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“ข้า…ยังไม่ตายงั้นหรือ” ชายหนุ่มยื่นมือออกไป มองดูอย่างพินิจก่อนะโลงจากเตียงมุ่งหน้าไปยังกระจกทองสัมฤทธิ์
ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นชายหนุ่มอายุราวๆสิบห้าสิบหกปี คิ้วเข้ม ั์ตาสวย จมูกเสมือนหยดน้ำค้างซึ่งดูไม่เหมือนกับหน้าตาของเขาก่อนหน้านี้
ทันใดนั้นข้อมูลจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามาในจิตใจข้อมูลเหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจทุกอย่าง
เ้าของร่างมีนามว่าเย่หยางซึ่งบังเอิญมีชื่อเดียวกันกับตัวเขา ทั้งยังเป็นายน้อยตระกูลเย่หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองปาฮวง
เมื่อสามวันก่อนเย่หยางคนเดิมหมดสติและถูกโยนลงในแม่น้ำมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังจะสิ้นใจ ขณะที่ลมหายใจดับวูบดวงิญญาก็ถูกพลังลึกลับบางอย่างใช้วิธียืมซากคืนชีพทำให้เขากลับมามีชีวิตในร่างนี้อีกครั้ง
เมื่อเห็นใบหน้าแสนซีดเซียวกับรูปร่างอันผอมบางของเ้าของร่างผ่านเงาสะท้อนในกระจกเย่หยางก็ต้องยอมรับความจริงอันน่าเหลือเชื่อว่าตนเองได้เดินทางข้ามกาลเวลามาแล้วจริงๆ
อย่างไรเสียเขาก็ยังมีชีวิตอยู่มีเพียงคนที่เคยตายไปแล้วเท่านั้นถึงจะรู้ว่าชีวิตมีค่าเพียงใด
เขาหลับตาตรวจสอบสภาพร่างกายพบว่าร่างนี้ช่างอ่อนแอยิ่งนัก ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสุขของเย่หยางยามนี้เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาจะต้องทะนุถนอมมันให้ดี
หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆผลักประตูเปิดเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเย่หยางก้าวเท้าออกจากห้องไปััโลกอันแสนแปลกประหลาดแห่งนี้เป็ครั้งแรก
สิ่งที่ปรากฏคือสวนอันงดงามศาลากลางน้ำกับสะพานเล็กที่มีสายธารารินไหล เมื่อกวาดตามองไปโดยรอบจะแลเห็นลานที่เต็มไปด้วยบุปผารุกขชาติส่งกลิ่นหอม น้ำใสกระจ่าง ทุกอย่างปกคลุมด้วยสีเขียวขจีทิวทัศน์งดงาม นับเป็สถานที่ที่ดีมาก
“หึๆ …ข้าค่อนข้างโชคดี เดินทางข้ามกาลเวลามาอยู่ในตระกูลที่ร่ำรวยทั้งยังสามารถเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกของการเป็ทายาทรุ่นสองผู้มั่งคั่ง”
เย่หยางก้าวย่างไปตามทางเดินชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทาง แต่ขณะนั้นก็เขาถูกเสียงะโดึงดูดโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเย่หยางเดินไปตามเสียงก็พบว่าห่างออกไปเบื้องหน้าหลายลี้มีลานฝึกยุทธ์อยู่ที่นั่นมีอุปกรณ์ฝึกฝนนานาชนิดถูกจัดเรียงไว้แลเห็นคนหนุ่มสาวหลายสิบคนกำลังฝึกฝนกันอย่างกระตือรือร้น
คนหนุ่มสาวเหล่านี้ส่วนใหญ่อายุราวๆสิบห้าสิบหกปี พวกเขากำลังพากเพียรฝึกฝนอย่างหนัก
บางคนกำลังยกลูกหินซึ่งมีน้ำหนักหลายร้อยจิน[1]ขึ้นลงบ้างก็กำลังดันพื้นโดยแบกก้อนหินขนาดใหญ่ไว้บนหลังระหว่างการฝึกฝนพวกเขาต่างร้องะโขึ้นเป็ระยะๆนับเป็ภาพการฝึกที่น่าประทับใจยิ่ง
ส่วนเหล่าหญิงสาวก็กำลังถืออาวุธไร้คมพุ่งปะทะโจมตีเข้าใส่กันจนเกิดประกายแสงเย็นเยียบกะพริบวาบอย่างต่อเนื่องสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เฝ้ามอง
ขณะมองดูภาพตรงหน้าก็ทำให้เย่หยางอดรู้สึกทุกข์ในใจไม่ได้จากข้อมูลความทรงจำของเ้าของร่างดูเหมือนว่าเย่หยางคนเดิมจะไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้ ทั้งๆที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้แต่กลับไม่อาจฝึกยุทธ์มิเท่ากับการสูญเสียครั้งใหญ่หรอกหรือ
ขณะเย่หยางกำลังครุ่นคิดทอดถอนกับตัวเองอยู่นั้นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่กำลังฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ในลานก็สังเกตเห็นเย่หยางหลายคนแสดงท่าทีดูถูกเหยียดหยาม
“พวกไร้ประโยชน์แต่กลับกล้ามาดูผู้อื่นฝึกฝนวรยุทธ์ ทำเหมือนกับว่าตนเองจะเข้าใจมันได้”ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวเย้ยหยัน
“ครั้งหนึ่งเขาได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลเย่สามารถปลุกตันเถียนได้ั้แ่อายุสามขวบเมื่ออายุห้าขวบปีก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภาทว่า…ช่างไร้ค่าสิ้นดี!” ชายคนหนึ่งค่อนแคะ
“อัจฉริยะไร้ค่าอายุห้าขวบสามารถก้าวเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภา ตอนนี้อายุสิบห้าปีแล้วแต่ก็ยังอยู่แค่ขั้นสามนภาเหมือนเดิม เป็ถึงนายน้อยผู้สง่างามแห่งตระกูลเย่แต่กลับไม่ต่างจากขยะไร้ค่า นำความอับอายมาสู่ตระกูลเย่ของพวกเราทั้งหมด ถ้าเป็ข้าคงยอมตายเสียยังดีกว่าต้องมาทนแบกรับความอัปยศอดสูเช่นนี้”ชายคนดังกล่าวเอ่ยขึ้นด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภาที่บุรุษหนุ่มกล่าวถึงเป็ชื่อของระดับพื้นฐานของการฝึกยุทธ์
ผู้ฝึกยุทธ์จะต้องฝึกฝนร่างกายของตนเองดูดซับปราณฟ้าดิน ควบแน่นหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายแล้วสรรสร้างจนกลายเป็พลังอันน่าเหลือเชื่อ
ระดับหลอมรวมลมปราณเป็ขอบเขตเริ่มต้นของการฝึกยุทธ์โดยแบ่งเป็ขั้นหนึ่งถึงเก้านภาเมื่อบรรลุถึงขั้นเก้านภาอย่างสมบูรณ์และสามารถทลายอุปสรรคขวางกั้น เมื่อนั้นพลังความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์จะทวีเพิ่มขึ้นเรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ฝึกยุทธ์คนดังกล่าวจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง
ผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาวเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นหกถึงเจ็ดนภากันแล้วซึ่งสูงกว่าเย่หยางมาก พวกเขาจึงดูถูกเย่หยางอย่างที่เห็น
เมื่อเย่หยางได้ยินคำเย้ยหยันถากถางก็แอบรำพึงอยู่ในใจ‘ที่ใดมีชาวยุทธ์ที่นั่นคือยุทธภพ ยุทธภพอยู่หนใด ที่แห่งนั้นย่อมมีความขัดแย้ง’
เฮ้อ ข้าเพิ่งมาเยือนโลกนี้ได้ไม่เท่าไรก็ถูกเย้ยหยันเหยียดหยามจนหน้าชาอีกทั้งคำพูดของพวกเขายังดึงดูดความสนใจของทุกคน โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวพวกนางต่างมองเขาสายตาเวทนาสงสาร
ชาติก่อนเย่หยางอายุยี่สิบห้าปีผันผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เขาจึงไม่แยแสคำกล่าวหาของพวกเด็กสารเลวเหล่านี้เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดต้อนรับเขาจึงตัดสินใจหันหลังเดินออกจากลานฝึกยุทธ์
ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาหยุดเย่หยางเอาไว้
“เย่หยาง…ข้าได้ยินมาว่าเ้าเกือบจมน้ำตายการที่เ้ามีชีวิตรอดมาได้นับว่าโชคดียิ่งนัก”ชายหนุ่มกล้ามโตที่เข้ามาขวางเย่หยางกล่าว
จากความทรงจำเดิมของเย่หยางทำให้เขารู้ว่าชายผู้นี้มีนามว่าเย่ฉง ฐานการฝึกยุทธ์ของเย่ฉงบรรลุถึงระดับหลอมหลวมรวมลมปราณขั้นหกนภาแล้วอีกทั้งคนผู้นี้ยังชอบรังแกเขาอยู่เสมอ
เย่หยางชำเลืองมองโดยไม่กล่าวอันใดเมื่อเห็นอีกฝ่ายมาขวางทาง จึงตัดสินใจเลี่ยงไปอีกทาง
ทันใดนั้นเย่ฉงก็ยื่นมือออกมาหยุดเย่หยางอีกครั้งพลางกล่าวเยาะเย้ยขึ้นว่า “รอดมาได้ก็เป็ใบ้เลยหรือไร หรือเ้าหูหนวก?”
เย่หยางโกรธในใจ เขาคิดว่า ‘ไฉนเด็กผู้นี้ถึงต่ำช้านักนอกจากจะยั่วยุเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยัง้ารังแกข้าผู้นี้อีก’
“มีอะไรก็กล่าวมา ถ้าไม่มีก็อย่ามาขวาง”เย่หยางตะคอกอย่างเ็า“เ้าไม่เคยได้ยินหรือไรว่าสุนัขที่ดีย่อมไม่ขวางทางผู้อื่น[2]”
หลังจากได้ยินคำกล่าวของเย่หยางโทสะของเย่ฉงก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที "เย่หยาง! ข้าจะบอกให้เ้ารู้ไว้อย่างถึงเ้าจะเป็บุตรชายของท่านผู้นำตระกูล แต่ขยะอย่างไรก็ยังเป็ขยะอยู่วันยันค่ำฉะนั้นแล้วจงระวังปากของเ้าไว้ให้ดี"
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกยุทธ์ชายหญิงที่อยู่ในลานทั้งหมดหยุดฝึกฝนแล้วเฝ้ามองพวกเขาทั้งสอง
ในชีวิตก่อนหน้านี้เย่หยางเป็ทหารเขาอยู่ท่ามกลางดงปืนดงะุ มีหรือจะมาตื่นตระหนกใกับเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ตบศีรษะแล้วเดินจากไป
“สารเลว รนหาที่ตายนักใช่หรือไม่!”
หลังจากเย่ฉงถูกละเลยเขาก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ พลันสาวหมัดเข้าใส่เย่หยาง
หมัดอันทรงพลังหนักหน่วงส่งเสียงหวีดหวิวแหวกฝ่าอากาศท่ามกลางความประหลาดใจ เย่หยางใช้ศิลปะการต่อสู้หลบเลี่ยงมันทันที
ถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกว่าร่างนี้ช่างอ่อนแอยิ่งนักเทียบไม่ได้กับชาติก่อน แม้จะสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีได้แต่ก็ยังถูกคลื่นลมกระแทกจนร่างเซถลา
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เย่หยางอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกโลกนี้ช่างทรงพลังเป็อย่างยิ่ง หมัดของอีกฝ่ายเกินกว่าความเข้าใจของเขาไปแล้ว
เมื่อเย่ฉงเห็นว่าเย่หยางสามารถหลบหลีกการโจมตีของตนได้ยิ่งทำให้เขาโกรธเกรี้ยวมากขึ้น หมัดที่สองถูกปล่อยตามมาติดๆทำให้เย่หยางหมดโอกาสหลบเลี่ยง
หากเป็ชาติก่อน ด้วยทักษะยุทธ์งูปลาๆเช่นนี้ แม้แต่ชายเสื้อเขาก็อย่าหวังว่าจะได้ััน่าเสียดายที่ร่างกายปัจจุบันของเขาช่างอ่อนแอยิ่งนัก จึงไม่สามารถหลบหลีกมันได้
เมื่อเห็นหมัดกำลังพุ่งตรงเข้ามาเย่หยางก็ประกบหมัดทั้งสองข้างเข้าด้วยกันพร้อมโจมตีสวนกลับไปอย่างหนักหน่วง
‘ตูม’
เกิดเสียงดังขึ้น
ฉับพลันเย่หยางก็รู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาแขนของเขาสั่นสะท้านด้วยความเ็ปรุนแรง ราวกับว่ามันกำลังจะแตกหักส่วนหน้าอกก็รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่อัดกระแทก
‘พรวด’
เขาััได้ว่าโลหิตไหลย้อนขึ้นมาจากลำคอพวยพุ่งออกจากปากร่างของเขากลิ้งอยู่บนพื้นราวกับน้ำเต้า แล้วหยุดลงหลังกระเด็นไปถึงห้าหกจ้าง[3]
กระดูกภายในร่างเหมือนจะแตกสลายเป็เสี่ยงๆเมื่อมองไปทางเย่ฉงที่อยู่ห่างออกไปก็เห็นว่าสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันรวมถึงสีหน้าไร้ซึ่งความแยแสของเหล่าชายหนุ่มจากระยะไกล และสายตาของบรรดาหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เย่หยางหรี่ตาลงแผ่จิตสังหารที่ไม่อาจมองเห็นได้ไปทางเย่ฉง แต่สุดท้ายเขาก็ยุติความคิดดังกล่าว
เมื่อเย่ฉงมองเห็นสายตาอันแสนเย็นเยียบของเย่หยางก็รู้สึกเหมือนตนเองร่วงตกลงไปยังหุบเหวเหมันต์ กำลังถูกสัตว์ป่าแสนดุร้ายจับจ้องหัวใจของเขาเต้นรัวจนเผลอก้าวเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“เย่ฉง ข้าจะจดจำหมัดของเ้าไว้”เย่หยางพยักหน้าให้เย่ฉง ตบฝุ่นบนตัวออกไปแล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ
ทุกคนเฝ้ามองแผ่นหลังของเย่หยางแม้ว่ายังดูผอมบาง แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าแผ่นหลังนี้ดูแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
หลังจากกลับมาถึงห้องเย่หยางก็รู้สึกหัวใจหนักอึ้งเป็อย่างยิ่งด้วยสภาพร่างกายปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแออย่างรุนแรงจึงไม่ใช่เื่ดีที่จะทำเช่นเมื่อครู่นี้อีก
ขณะเขากำลังครุ่นคิดทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเด็ดเดี่ยวก้าวเดินเข้ามาในห้องสีหน้าที่เคยจริงจังพอได้เห็นเย่หยางก็แปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยน
“หยางเอ๋อร์ เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวเย่หยางก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจระหว่างนั้นภาพของชายตรงหน้าก็ปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเขาชายผู้นี้ก็คือเย่หลิงเทียน บิดาของเย่หยาง
เย่หยางไม่เคยเห็นมารดามาั้แ่ยังเยาว์ทว่าเขาจดจำบิดาของตนเองได้อย่างขึ้นใจ นั่นเพราะบิดาให้ความสำคัญกับเขามากพยายามครุ่นคิดหาทางออกมากมายเกี่ยวกับเื่ของเขาถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพของเขาได้
“ท่านพ่ออย่าได้กังวล…ลูกสบายดี” เย่หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเย่หยางเย่หลิงเทียนก็ตกตะลึง "หยางเอ๋อร์ เ้าไม่ยิ้มมานานเกือบสิบปีแล้วเ้ายังสบายดีอยู่ใช่หรือไม่"
เนื่องจากการฝึกฝนของเย่หยางหยุดนิ่งั้แ่อายุห้าขวบจากนั้นเขาก็เริ่มต้องเดินตามหลังของผู้อื่นจนกลายเป็ปมในใจ ท่าทางที่เปลี่ยนไปในวันนี้ของเย่หยางจึงทำให้เย่หลิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ
เย่หยางส่ายศีรษะพลางกล่าว"หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ประสบ ก็ทำให้ลูกคิดอะไรได้มากขึ้นท่านพ่ออย่าได้กังวล"
เย่หลิงเทียนพยักหน้าทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารพลางว่า"ลูกเอ๋ย บอกข้าหน่อยว่าผู้ใดทำร้ายเ้า"
เย่หยางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายศีรษะก่อนกล่าวว่า"ท่านพ่อ…อย่าได้สืบสาวต่อไปอีกเลย ข้าไม่อยากกล่าวถึงเื่นี้อีก"
“ทำไมเล่า ข้าได้ส่งคนไปตรวจสอบในวันที่เ้าประสบเหตุจนได้รู้ว่าบ่าวรับใช้จากจวนผู้าุโใหญ่เป็คนพาเ้าออกไปต่อมาบ่าวรับใช้ผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากนั้นไม่นานเ้าก็ประสบเหตุร้าย เ้าอย่าได้หวั่นเกรงคนชั่ว หากรู้สิ่งใดจงบอกกล่าวให้พ่อฟังข้าจะจัดการแทนเ้าเอง” เย่หลิงเทียนกล่าวจริงจัง
เย่หยางยังคงส่ายศีรษะเหมือนเช่นเดิม"ลูกปวดศีรษะคิดอะไรไม่ออก ท่านพ่ออย่าบังคับข้าเลย"
เมื่อเห็นว่าเย่หยางยืนกรานปฏิเสธที่จะเล่าเย่หลิงเทียนก็ทำได้เพียงทอดถอนหายใจก่อนกล่าวขึ้นว่า "ลูกข้าแม้ตอนนี้เ้าจะโตแล้ว แต่เ้าก็ยังเป็ลูกชายของข้าเสมอฉะนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่คิดทำร้ายเ้า ข้าจะปกป้องเ้าต่อให้ชีวิตจะหาไม่ก็ตาม"
เย่หยางรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อชาติที่แล้วเขาเป็เพียงเด็กกำพร้าแต่ในชาตินี้เขากลับมีบิดาที่ห่วงใยเขาจากใจจริง
ในเมื่อมีคนคิดจะสังหารข้าข้าต้องล้างแค้นมันด้วยมือของข้าเอง ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่เหมาะที่จะมาอยู่ในร่างนี้
เมื่อเย่หลิงเทียนจากไปเย่หยางที่เพิ่งปิดประตูก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตูม’ ในหัวของเขา จิตสำนึกของเขาปรากฏขึ้นในมหาสมุทรอันไร้สิ้นสุด
เย่หยางใเป็อย่างมากเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาก็ต้องตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น”
[1]1 จิน = 500 กรัม
[2]สุนัขที่ดีย่อมไม่ขวางทางผู้อื่น เปรียบได้กับคนดีจะไม่กีดกันหรือกีดขวางสิ่งที่ผู้อื่นกระทํา
[3] 1 จ้าง ≈ 3.33 เมตร