ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เมอร์เมสได้เกิดปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในรอบหลายปี นั่นคือการปลดผู้บริหารระดับสูงถึงสามคน ต่อจากการปลดพนักงานระดับอื่น ๆ อีกมากกว่าสิบคน จนทำให้หุ้นของบริษัทถึงกับดิ่งลงเล็กน้อย แต่นักรบและกวินนั้นเหมือนจะคาดการณ์เอาไว้ก่อนแล้ว จึงใช้เวลาในการจัดการแค่วันเดียว หุ้นของบริษัทก็พลิกกลับพุ่งทะยานมากกว่าที่ดิ่งลงเสียอีก
เนื่องจากเมอร์เมสได้มีการปรับผังโครงสร้างของผู้บริหารใหม่ ซึ่งทำให้สามารถเรียกความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนรายใหญ่และรายใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เมอร์เมสมีมูลค่าในตลาดสูงขึ้นแม้จะเพิ่งผ่านไตรมาสที่สี่มาได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น
“เป็นไงบ้าง”
นักรบเอ่ยถามกวินที่กำลังเข้ามา ขณะที่เขานั้นกำลังอ่านงบการเงินของบริษัทด้วยสีหน้าสงบนิ่งและผ่อนคลาย
“ก็— รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเยอะ”
กวินทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยอิริยาบถที่สบาย ๆ หลังจากที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาต้องใช้แรงกายแรงใจไปมากในการแงะผู้บริหารไดโนเสาร์พวกนั้นออกจากเก้าอี้ผู้บริหารของเมอร์เมส อีกทั้งต้องคอยจัดการลิ่วล้อทั้งหลายของพวกนั้นด้วย มันทำให้เขานั้นหมดพลังไปเยอะพอสมควร
“หึ— แต่คิดว่าหลังจากนี้เราคงต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นแล้วล่ะ เพราะฉันคิดว่าพวกมันคงไม่หยุดแค่นี้แน่”
นักรบปิดแฟ้มแล้วนั่งมองกวินด้วยแววตาที่ครุ่นคิด พลางเคาะนิ้วกับโต๊ะไปด้วยเบา ๆ
“ก็คงงั้นแหละ— ฉันจำสายตาที่พวกมันมองมาที่ฉันได้เลยก่อนที่จะระเห็จออกจากที่นี่ ฉันเดาได้เลยว่าพวกมันต้องแจ้นไปหาคู่ค้าของพวกมันแน่ พวกยศใหญ่ ๆ พวกนั้นอ่ะ”
“วิน— ต่อจากนี้อาจจะเป็นของจริงแล้ว ฉันฝากนายดูทางนี้ด้วย ส่วนฉันจะสืบทางด้านพวกมียศพวกนั้นเอง”
“รับทราบ— วางใจได้เลย เรื่องอ่อยเหยื่อและตะปบทีหลังละก็ ฉันถนัด”
ว่าแล้วกวินก็ลุกขึ้นโบกมือแล้วก็หันหลังออกไปจากห้องทันที เหลือไว้แค่ประธานบริษัทเจ้าของห้องนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวในห้องเพียงลำพัง
-------------------
ภายในห้องโถงของคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง ซึ่งคนแถวนั้นจะรู้จักดีว่าเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้นั้นเป็นถึงผู้มีอิทธิพลอดีตนายพลชื่อดัง ‘นายพลสุชาติ’ หรือ ‘พล.ร.อ. สุชาติ เกริกไกร’ อดีต ผบ.ทร. แม้จะปลดเกษียณมาแล้วถึงห้าปี แต่ทว่าอิทธิพลของเขานั้นยังคงเป็นที่ยำเกรงอยู่จนถึงบัดนี้
ผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์นั่งหมุนแก้วไวน์แดงรสเลิศราคาแพงด้วยท่าทางที่สบาย ๆ ทว่าสายตาที่มองไปยังชายสามคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านั้นกลับตรงกันข้ามลิบลับ มันทำให้สามคนนั้นที่เป็นแขกถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ๆ มือเท้าเย็นเฉียบ
“ไม่คิดเลยว่า....ไอ้นักรบจะลงมือเร็วขนาดนี้....”
น้ำเสียงทุ้ม ๆ เย็น ๆ ออกจากปากนายพลสุชาติที่แสดงถึงอำนาจที่เจ้าตัวมั่นอกมั่นใจ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของเขาไปแล้วตั้งแต่เป็นทหารมาเกือบสี่สิบปี ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือได้แน่
ชัยวัฒน์ พิเชษฐ์ และเศรษฐา นั่งก้มหน้าคอตกมือเท้าเย็นนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน ตอนนี้เขารู้สึกราวกับตัวเองนั้นเป็นหนูที่ถูกราชสีห์กำลังจ้องอยู่อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
“อืม— เข้าใจแล้ว....ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง พวกนายไปได้แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสามก็ถึงกับโล่งใจว่าในที่สุดพวกเขาก็ได้ออกจากห้องที่แสนจะอึดอัดแล้ว ทั้งชัยวัฒน์ พิเชษฐ์ และเศรษฐาถึงกับรีบโค้งคำนับก่อนจะขอตัวออกไป คล้อยหลังแขกทั้งสาม นายพลสุชาติก็กระดิกนิ้วเรียกผู้ติดตามของตัวเองคนหนึ่งให้มาใกล้ ๆ ก่อนจะเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงทุ้มเย็น
“ช่วยเรียกบังนอให้ที”
“ครับ”
หลังจากได้รับคำสั่งแล้ว ชายคนนั้นก็รีบออกไปปฏิบัติตามคำสั่งทันที ส่วนนายพลสุชาตินั้นก็รื่นรมย์กับไวน์แดงรสเลิศของตัวเองต่อ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาผู้ติดตามที่เหลือถึงกับขนลุกวาบ
“เมื่อเบี้ยหมดประโยชน์....การจะโล๊ะทิ้งก็คงไม่เสียหายอะไรละมั้งนะ”
-------------------
ปารมีนั่งเตรียมอุปกรณ์และของที่ต้องใช้ในค่ายแนะแนวที่กำลังจะเกิดขึ้นอาทิตย์หน้าอย่างขะมักเขม้น โดยมีกลุ่มของจอมทัพและมุมินมาช่วย อีกทั้งยังได้โกมินทร์ที่บังเอิญเดินผ่านห้องแนะแนวและเห็นว่าเธอกำลังทำงานอย่างหนักจึงอาสาเข้ามาช่วย ทำให้ความคืบหน้าของสิ่งที่ต้องเตรียมไปค่ายนั้นไปเร็วกว่าที่เธอคิดเอาไว้
เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สอบกลางภาค ตารางสอบของแต่ละชั้นเรียนก็จะไม่เหมือนกัน บางชั้นเรียนมีสอบทั้งวัน บางชั้นเรียนมีสอบแค่ช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายนั้นทางโรงเรียนก็ปล่อยให้กลับบ้านเพื่อให้ไปอ่านหนังสือสอบวิชาที่เหลือ ซึ่งวันนี้ระดับชั้น ม.6 นั้นมีสอบครึ่งวันเช้า ทำให้ช่วงบ่ายพวกเขาว่างจึงสามารถมาช่วยปารมีได้
“ครูต้องขอบใจพวกเธอมากเลยนะที่มาช่วย ไม่งั้นครูมือหงิกแน่”
ปารมีเอ่ยขึ้นส่วนมือก็ง่วนอยู่กับเย็บเอกสารในมือ ซึ่งเธอต้องเตรียมเองกว่าห้าร้อยกว่าชุด ไหนจะอุปกรณ์อื่น ๆ ของค่ายอีก อันที่จริงกิจกรรมค่ายนี้ทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการมาชุดหนึ่ง โดยมีเธอเป็นเลขานุการของค่ายซึ่งต้องคอยจัดการเอกสารและประสานงานต่าง ๆ ส่วนคณะกรรมการท่านอื่นนั้นถ้ามีเวลาว่างเขาก็จะมาช่วยเธอบ้าง แต่วันนี้ดูเหมือนว่าอาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการนั้นต่างก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมข้อสอบ การตรวจข้อสอบ การรวมคะแนน ให้เสร็จทันก่อนที่จะไปค่าย ซึ่งปารมีนั้นก็เห็นใจอาจารย์เหล่านั้นอยู่เหมือนกัน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ อาจารย์ พวกผมเต็มใจอยู่แล้ว”
โกมินทร์เอ่ยขึ้นส่วนมือนั้นก็กำลังจัดของใส่ถุงเป็นชุด ๆ ซึ่งเป็นของที่ต้องใช้ในกิจกรรมค่ายนี้ เนื่องจากค่ายนี้จัดถึงสามวันสองคืน ดังนั้นของที่ต้องเตรียมจึงต้องเตรียมไปเผื่อทั้งสามวัน ทำให้ของนั้นเยอะพอสมควร
ทุกคนในห้องนั้นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับโกมินทร์ รวมถึงจอมทัพที่ตอนแรกเขานั้นไม่ค่อยจะชอบหน้าโกมินทร์สักเท่าไหร่ แต่รู้สึกว่าตอนนี้จะเฉย ๆ ไปซะแล้ว
“ขอบใจนะ— งั้นเอางี้ หลังจากทำเสร็จแล้ว พวกเราไปกินชาบูกัน เดี๋ยวครูเลี้ยงเอง เห็นว่ามีร้านชาบูเปิดใหม่อยู่ข้าง ๆ โรงเรียนนี้เอง เป็นบุฟเฟ่ราคาไม่แพง แถมมีของให้เลือกเยอะด้วย”
“จริงเหรอครับ— เย้!! กำลังหิวพอดีเลย”
แทนไทที่กำลังเย็บเอกสารประกอบค่ายเอ่ยขึ้นก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำอย่างขะมักเขม้น ซึ่งท่าทางนั้นเรียกเสียงหัวเราะให้กับเพื่อน ๆ เป็นอย่างดี ปารมีมองบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีแต่เสียงหัวเราะนี้ด้วยความรู้สึกชอบใจ เธอชอบบรรยากาศแบบนี้มากกว่า
‘หวังว่าอนาคตข้างหน้า...ฉันคงได้อยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะแบบนี้นะ’
--------------
ติ๊ง—
เสียงเตือนข้อความเข้าของนักรบดังขึ้น ก่อนที่เขาจะเปิดดูก็พบว่าผู้ที่ส่งข้อความมานั้นคือจอมทัพหลานชายของเขาเอง พร้อมกับรูปถ่ายรูปหนึ่งที่มีจอมทัพและเพื่อน ๆ เขาที่นักรบนั้นก็รู้จักดีกำลังนั่งเตรียมของอะไรบางอย่างอยู่ในห้องทำงานของปารมี โดยมีปารมีที่กำลังยิ้มด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขอยู่ด้านหลัง
ภาพนี้ทำให้เขาถึงกับยิ้ม จากนั้นก็มีข้อความจากจอมทัพส่งมาอีกหนึ่งข้อความว่า
‘เดี๋ยวเสร็จจากนี้พวกเราจะไปกินชาบูกัน ถ้าน้าว่างก็มาได้นะครับ อาจารย์ปามบอกว่าจะเลี้ยง’
หลังจากที่ได้อ่านข้อความของจอมทัพ นักรบก็ปิดแฟ้มงานดับพึ่บก่อนจะลุกขึ้นหยิบกุญแจรถเดินออกไปจากห้องทำงาน
“ท่านประธานจะไปไหนครับ”
เตชินที่กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าห้องนักรบเอ่ยถาม เมื่อเห็นเจ้านายตัวเองนั้นเดินถือกุญแจรถออกไปพร้อมกับปิดไฟในห้องเสร็จสรรพ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าการออกไปครั้งนี้ของนักรบนั้นคงไม่กลับมาแล้วในวันนี้
“ไปโรงเรียน”
ข้อความสั้น ๆ ของนักรบทำเอาเตชินร้องอ๋อในใจทันที เขาได้แต่ยิ้มและตอบรับเบา ๆ ให้เจ้านายของเขา
“ส่วนนาย...ถ้าเคลียร์งานตรงนี้เสร็จแล้วก็กลับได้เลยละกัน”
ว่าแล้วนักรบก็เดินออกไปทันที เพราะใจเขาตอนนี้ไปอยู่ที่โรงเรียนเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ไม่ค่อยได้เจอกันหลายวันมันก็ทำให้เขานั้นนึกถึงใครบางคนจับใจจนอยากจะบินไปหาเสียเดี๋ยวนี้ ส่วนทางด้านเตชินที่ได้ยินดังนั้นเขาก็ดีใจปานได้โบนัส 12 เดือน เพราะตั้งแต่เจ้านายเขากำลังอินเลิฟนั้นดูเหมือนว่าเขาได้กลับบ้านเร็วขึ้นมันทำให้เขานั้นมีความสุขสุด ๆ ในรอบหลายปี
ใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่ชอบ เขาชอบที่ได้ทำงานกับนักรบ เพราะนักรบเป็นคนที่เข้มงวด เด็ดขาด พูดตรง แต่ก็มีน้ำใจและรักลูกน้อง การได้ทำงานกับนักรบนั้นมันทำให้เขานั้นสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้มากเลยทีเดียว จากคนที่เหยาะแหยะทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ตอนนี้นักรบนั้นได้เปลี่ยนตัวเขาไปมาก
เขารักและเคารพนักรบเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเขาเห็นแต่ด้านเย็นชาของเจ้านายเขา น้อยครั้งมากที่เจ้านายเขาจะยิ้มออกมาแบบมีความสุขแบบนี้ การมีปารมีเข้ามาในชีวิตของนักรบนั้น สำหรับเตชินแล้วถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับเขาเลยก็ว่าได้
โปรดติดตามตอนต่อไป