บทที่ 4
เป็อิสระ
หลังจากมื้ออาหาร ศจีและรุจน์ก็ให้ข้าวหอมขึ้นไปพักผ่อนที่ชั้นบน ส่วนทั้งคู่ก็ออกไปทำงานตามปกติ
ขณะที่ข้าวหอมกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น ความทรงจำของร่างที่เธอสถิตอยู่ก็ค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามา ทำให้เธอปะติดปะต่อเื่ราวได้ว่า เธอได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่มีหน้าตาและชื่อเหมือนเธอทุกประการ สิ่งที่แตกต่างคือร่างนี้มีอายุ 17 ย่าง 18 ปี อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล และอยู่ใน่ปี พ.ศ. 2520
สำหรับครอบครัวในชาตินี้ของเธอ สมาชิกมีเพียงพ่อและแม่ ซึ่งมีใบหน้าเหมือนพ่อแม่ที่ร่ำรวยของเธอในชาติก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เพียงแต่พ่อกับแม่ของเธอในภพนี้ กลับไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการย้อนเวลากลับมาเหมือนเธอเลย ทั้งสองคนมีอาชีพหลักคือ ทำนา และรับจ้างทั่วไป ทำให้ชีวิตความเป็อยู่ค่อนข้างอัตคัดขัดสนนิดหน่อย
“ทำไมถึงซวยแบบนี้เนี่ย ใครกันที่ส่งฉันมาในยุคนี้!” ข้าวหอมรำพึงกับตัวเองเบา ๆ สลับกับการก่นด่าโชคชะตา “ต่อให้เป็เทวดา ฉันก็ไม่มีวันให้อภัย!”
ขณะที่ข้าวหอมกำลังก่นด่าชะตาตัวเอง พลางนึกย้อนไปถึงความสบายในอดีตที่หายวับไปกับตา ณ อีกมิติหนึ่ง “สายเมฆ” เทวดาหนุ่มผู้ที่ให้พรกับศจีก็กำลังยืนมองผลงานชิ้นโบว์แดงของตัวเองด้วยสีหน้าภูมิใจจนแทบจะกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ เขารีบหันไปหา “พายุ” ผู้คุมกฎ์ที่ยืนกอดอกมองอยู่ไม่ไกลนัก
“ในที่สุดข้าก็ให้พรมนุษย์ครบ 2000 ข้อ ทีนี้ท่านก็ให้ข้ากลับไปใช้ชีวิตที่สะดวกสบายบน์ต่อได้แล้วนะ” สายเมฆเอ่ยอย่างร่าเริง ดวงตาเป็ประกายวับวาว
พายุถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองสายเมฆด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอือมระอา “เดี๋ยวนะ ท่านเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า คำว่า ‘พรสำเร็จ’ ที่ท่านพูดถึงเนี่ย มันคืออะไรกันแน่?”
พายุส่ายหน้าช้า ๆ ตอนเขารับงานนี้ เพื่อนเขาก็เคยเตือนว่าพายุไม่เหมือนคนอื่น นึกไม่ถึงว่าจะเป็หนักขนาดนี้ เ้านี่น้ำเข้าสมองรึไงกันทำไมคิดอะไรเพี้ยนไปหมด
สายเมฆเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางชี้มือไปทางข้าวหอม “ก็นี่ไง ข้าส่งเด็กนี่มาให้พบเจอกับความลำบากขนาดนี้ ยังไงเสียจากคุณหนูเอาแต่ใจ นางก็ต้องกลับตัวกลับใจเป็คนขยันขันแข็งและเห็นคุณค่าของเงินขึ้นมาบ้างแหละ อย่างน้อยก็ต้องมีซักนิดนึงแหละ!”
พายุทำหน้าบึ้งตึงกว่าเดิม คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกโบว์ได้ เขารู้สึกว่าความอดทนที่มีต่อเทวดาจอมซื่อบื้อผู้นี้ชักจะถึงขีดจำกัดแล้ว
“ท่านจะไปรู้ได้ยังไงว่าแม่หนูนั่นจะขยันขึ้นมา? บางทีนางอาจจะี้เีหนักกว่าเดิมเป็ร้อยเท่าก็ได้นะ ท่านไม่เห็นหรือไงว่าพ่อแม่นางประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหินขนาดไหน? แล้วอีกอย่างนะ...”
พายุเว้นจังหวะพลางสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ “ท่านเล่นให้นางย้อนเวลากลับมาลำบากคนเดียวยังไม่พอ ยังจะพ่วงพ่อกับแม่นางให้ต้องมาลำบากด้วยอีกเนี่ยนะ? จริง ๆ แล้วท่านทำผิดกฎ์เต็ม ๆ เลยรู้ตัวบ้างไหม?”
สายเมฆยืนนิ่ง สีหน้าเริ่มเจื่อนลงเรื่อย ๆ เขาพยายามประมวลผลคำพูดของพายุช้า ๆ ในหัว “เอ่อ...จริงด้วยแฮะ...”
“แล้วข้าต้องทำยังไงดี” สายเมฆเริ่มร้อนรน
ข้าไม่อยากติดอยู่ในรูปนั้นอีกแล้ว ท่านต้องหาทางให้ข้านะ ถ้าข้าติดอยู่ในรูป ท่านก็ต้องคอยมาตรวจสอบข้า ท่านก็จะไม่อิสระเหมือนกัน”
จริงด้วยแฮะ พายุชะงักไปครู่หนึ่ง เขายอมรับว่าอย่างน้อยสายเมฆก็พูดถูกเื่หนึ่ง...ถ้าไอ้เ้าเทวดาจอมซื่อบื้อนี่กลับไปติดอยู่ในรูปนี้ เขาก็จะต้องเสียเวลาอันมีค่ามาคอยตรวจสอบมันอยู่ร่ำไป และบอกตามตรงว่าเขาก็เบื่อที่จะต้องทำหน้าที่นี้เต็มทีแล้วเหมือนกัน
พายุเดินไปเดินมาพลางใช้ความคิดอย่างหนัก เขานึกถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ของ์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าแผนที่เขาวงกต ก่อนจะหยุดเดินและเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ความจริงก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง เพียงแต่….”
“เพียงแต่อะไร ท่านรีบ ๆ พูดมาเถอะข้าร้อนใจจะแย่แล้ว” สายเมฆแทบจะกระโจนเข้าใส่พายุด้วยความกระวนกระวาย
“ถ้าท่านอยากเป็อิสระ ท่านจะต้อง ทิ้งอำนาจวิเศษทั้งหมดที่ท่านมี และลงไปช่วยให้พ่อกับแม่ของแม่หนูข้าวหอมนั่นมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีเหมือนเดิม ก่อนที่พวกเขาจะถูกย้อนเวลากลับมาลำบากด้วยฝีมืออันโง่งม ของท่านนั่นแหละ”
พายุอธิบายอย่างใจเย็น พลางพยักเพยิดไปทางโลกมนุษย์ “แต่ท่านไม่ต้องกังวลหรอกนะ...ถึงแม้ว่าหลังจากนี้ไปข้าจะไม่ต้องรับผิดชอบท่านโดยตรงแล้ว แต่ถ้าท่าน้าความช่วยเหลือจริงๆ และเป็เื่ที่สมเหตุสมผล ข้าก็จะช่วยเหลือท่านเอง”
สายเมฆยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาจ้องมองไปยังโลกมนุษย์ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะน่าสนใจขึ้นมานิดหน่อย ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะเขาเบื่อเหลือเกินกับการต้องรอคอยให้มนุษย์มาขอพรจากรูป ออกไปลองใช้ชีวิตแบบมนุษย์ดูบ้างก็อาจจะไม่เลวร้ายนักนี่นา...สุดท้ายแล้ว สายเมฆก็พยักหน้าตอบตกลง