แสงอรุณยามเช้าค่อย ๆ สาดลงเหนือเมืองชิงซาน
หมอกสีขาวบางลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือหลังคากระเบื้องเก่า สายลมเย็นพัดผ่านต้นสนโบราณที่ปลูกเรียงรายรอบตระกูลหลัว เสียงนกร้องดังแ่เบา ทว่าไม่อาจทำให้บรรยากาศอึมครึมภายในเมืองดูผ่อนคลายลงได้
หลังเหตุการณ์ฝูงอสูรเมื่อคืน…
ทั้งเมืองต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก
โดยเฉพาะข่าวลือเกี่ยวกับ “หลัวเฟิง”
เด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็ขยะไร้ิญญายุทธ์
แต่กลับสามารถทำให้อสูรระดับร้อยปีหวาดกลัวจนล่าถอย
เื่นี้แพร่กระจายรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง
แม้แต่คนขายของริมถนนยังพูดถึง
“ข้าได้ยินว่าเขาใช้วิชามาร!”
“เหลวไหล! ข้าว่าเขาคงซ่อนพลังมาตลอด!”
“แต่ข้าเห็นกับตา… ตอนนั้นเงาสีดำพุ่งออกจากร่างเขาจริง ๆ!”
เสียงซุบซิบดังไปทั่วตลาด
สายตาผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป
จากดูถูก…
กลายเป็หวาดระแวง
ขณะเดียวกัน ภายในบ้านไม้เก่าท้ายหมู่บ้าน หลัวเฟิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านช่องหน้าต่างตกกระทบใบหน้าของเขา
ลมหายใจของเด็กหนุ่มยาวและสม่ำเสมอ
ปราณบางเบารอบด้านค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่างอย่างเชื่องช้า
แม้จะยังไม่มากพอให้ทะลวงระดับรวบรวมปราณขั้นแรก
แต่ความเร็วเช่นนี้…
หากมีผู้ใดพบเห็น ย่อมต้องตกตะลึง
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน หลัวเฟิงยังเป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่อาจััปราณได้แม้แต่น้อย
ภายในจิติญญาของเขา เมล็ดพันธุ์โลกากำลังหมุนช้า ๆ
รากสีดำเล็กละเอียดแผ่ออกโดยรอบ
ทุกครั้งที่ปราณไหลเข้าสู่ร่าง มันจะถูกเมล็ดพันธุ์กลืนกินก่อนส่วนหนึ่ง แล้วจึงส่งกลับคืนสู่เส้นชีพจร
ราวกับกำลัง “หล่อเลี้ยง” ร่างกายของเขาใหม่ทั้งหมด
หลัวเฟิงลืมตาช้า ๆ
แสงสีดำจาง ๆ วาบผ่านดวงตาก่อนหายไป
เขาหายใจออกยาว
“พลังเพิ่มขึ้นอีกแล้ว…”
แม้เพียงคืนเดียว แต่ร่างกายของเขากลับเปลี่ยนไปมาก
ประสาทััเฉียบคมขึ้น
พละกำลังมากขึ้น
แม้แต่าแจากเมื่อคืนก็หายเกือบหมด
สิ่งเหล่านี้เกินกว่าคนปกติจะเข้าใจ
ทันใดนั้น
“เฟิงเอ๋อร์…”
เสียงอ่อนแรงดังมาจากด้านใน
หลัวเฟิงรีบลุกขึ้นทันที
บนเตียงไม้ หลัวหยุนไห่กำลังพยายามยันตัวขึ้น ใบหน้าซีดเซียวกว่าเดิมเล็กน้อย
อาการาเ็ของเขาสะสมมาหลายปี
ทุกครั้งที่อากาศเย็น เส้นชีพจรที่เสียหายจะปวดร้าวรุนแรง
หลัวเฟิงรีบเดินเข้าไปช่วยพยุง
“ท่านพ่อ อย่าฝืน”
หลัวหยุนไห่ยิ้มบาง ๆ
“ข้าไม่เป็ไร…”
แต่เพียงขยับตัวเล็กน้อย เขาก็ไอออกมาเป็เืทันที
“แค่ก! แค่ก!”
หลัวเฟิงสีหน้าเปลี่ยนทันที
หัวใจของเขาหนักอึ้ง
อาการของบิดาแย่ลงเรื่อย ๆ
หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป…
คงอยู่ได้อีกไม่นาน
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
ในหัวของเขาพลันนึกถึงข้อมูลหนึ่งจากเคล็ดวิชากลืนนภาล่าิญญา
“หญ้าิญญาโลหิต”
สมุนไพรระดับต่ำที่สามารถฟื้นฟูเืลมและบำรุงเส้นชีพจร
มันเติบโตอยู่บริเวณ “ป่าอสูรหมอกทมิฬ” ด้านนอกเมือง
แม้จะไม่ใช่ของล้ำค่า
แต่สำหรับครอบครัวยากจนอย่างพวกเขา มันแพงเกินไปจะซื้อหา
ดังนั้น…
มีเพียงต้องเข้าไปเก็บด้วยตนเอง
แต่ป่าอสูร…
เต็มไปด้วยอันตราย
หลัวหยุนไห่เห็นสีหน้าลูกชายก็ถอนหายใจ
“อย่ากังวลไป”
“ชีวิตข้า… ชินกับมันแล้ว”
หลัวเฟิงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น
“ข้าจะรักษาท่าน”
“ไม่ว่าต้องทำอย่างไร ข้าจะทำ”
ดวงตาของเขาแน่วแน่อย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หลัวหยุนไห่มองลูกชายเงียบ ๆ
ลึกลงไปในใจ เขาััได้…
หลัวเฟิงเปลี่ยนไปจริง ๆ
ไม่ใช่แค่ความมั่นใจ
แต่เป็กลิ่นอายบางอย่างที่แม้แต่เขายังมองไม่ทะลุ
ก่อนที่เขาจะเอ่ยสิ่งใด
ปัง!
เสียงประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง
ชายวัยกลางคนในชุดตระกูลหลัวก้าวเข้ามา สีหน้าเ็า
“หลัวเฟิง”
“ผู้าุโใหญ่เรียกพบ”
ทันทีที่ได้ยิน บรรยากาศในบ้านพลันหนักอึ้ง
หลัวหยุนไห่สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
เขารู้ดี…
การถูกเรียกเข้าตำหนักตระกูลตอนนี้ ไม่ใช่เื่ดีแน่
หลัวเฟิงเองก็เข้าใจเช่นกัน
แต่เขาเพียงพยักหน้า
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ชายคนนั้นแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันหลังเดินออกไป
ราวกับไม่อยากอยู่ในบ้านทรุดโทรมแห่งนี้นานแม้แต่วินาทีเดียว
หลังประตูปิดลง หลัวหยุนไห่รีบกล่าวทันที
“เฟิงเอ๋อร์ ระวังตัวให้ดี”
“เมื่อคืนเ้าทำให้คนจำนวนมากหวาดกลัว”
“โดยเฉพาะตระกูลหลัก…”
หลัวเฟิงพยักหน้าช้า ๆ
เขาเข้าใจดี
โลกแห่งผู้ฝึกยุทธ์ไม่เคยมีความเมตตา
คนไร้ค่าถูกเหยียบย่ำ
แต่หากวันใดคนไร้ค่ากลับมีพลังขึ้นมา…
พวกเขาจะถูกหวาดกลัวแทน
และบางครั้ง ความหวาดกลัวอันตรายยิ่งกว่าความดูถูกเสียอีก
...
ตำหนักใหญ่ของตระกูลหลัวตั้งอยู่กลางเมือง
กำแพงหินสูงใหญ่ทอดยาวราวป้อมปราการ
สิงโตหินสองตัวตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตู
ผู้คนที่เดินผ่านต่างก้มหน้าอย่างเคารพ
เพราะสำหรับเมืองชิงซาน…
ตระกูลหลัวคือหนึ่งในผู้ปกครอง
หลัวเฟิงเดินผ่านประตูใหญ่ช้า ๆ
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไป สายตาจำนวนมากก็หันมามองทันที
มีทั้งดูถูก
สงสัย
และหวาดระแวง
เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ
“นั่นเขา…”
“เด็กขยะเมื่อคืน”
“ได้ยินว่ามีพลังประหลาด”
หลัวเฟิงไม่ได้สนใจ
เขาเดินตรงไปยังตำหนักประชุม
ภายในห้องโถงกว้างใหญ่ ผู้าุโหลายคนนั่งเรียงอยู่สองฝั่ง
บรรยากาศเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
กลางห้อง ผู้าุโใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงสุด
สายตาคมกริบจับจ้องหลัวเฟิงทันทีที่เขาเข้ามา
“คุกเข่า”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้น
หลัวเฟิงชะงักเล็กน้อย
แต่สุดท้ายยังคงคุกเข่าลง
เขายังอ่อนแอเกินไปจะต่อต้านคนเหล่านี้
ผู้าุโใหญ่จ้องเขาเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้า ๆ
“เมื่อคืน…”
“เ้าใช้พลังอะไร?”
ทั่วห้องเงียบสนิท
ทุกสายตาจับจ้องเขา
หลัวเฟิงก้มหน้า
“ข้าไม่ทราบจริง ๆ ขอรับ”
ปัง!
มือผู้าุโใหญ่ตบโต๊ะอย่างแรง
“ยังกล้าปิดบังอีก?!”
แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาทันที
หลัวเฟิงรู้สึกราวูเาทั้งลูกกำลังกดใส่ร่าง
เืลมปั่นป่วนอย่างรุนแรง
แต่เขายังคงกัดฟันแน่น
ไม่พูดสิ่งใด
ชายหนุ่มผู้หนึ่งพลันเดินออกมา
เขาสวมชุดคลุมสีม่วง ใบหน้าหล่อเหลา แต่สายตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
หลัวเฟิงจำได้ทันที
“หลัวเฉิน”
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ตระกูลหลัก
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณขั้นหก
หลัวเฉินมองหลัวเฟิงราวมองมดปลวก
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“ท่านผู้าุโ”
“คนเช่นนี้ไม่มีทางมีพลังนั้นได้ด้วยตัวเอง”
“ข้าว่า… เขาคงได้รับสมบัติมารบางอย่างมา”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยทันที
สายตาที่มองหลัวเฟิงเริ่มเย็นเยียบขึ้น
สมบัติมาร…
ในโลกแห่งนี้คือสิ่งต้องห้าม
หากถูกกล่าวหาว่าใช้พลังมาร ต่อให้ถูกฆ่าทันที ก็ไม่มีผู้ใดสนใจ
หลัวเฟิงกำหมัดแน่น
เขารู้แล้ว…
คนพวกนี้ไม่ได้้าความจริง
พวกมันเพียง้า “ข้ออ้าง” ในการจัดการเขาเท่านั้น
ทันใดนั้น หลัวเฉินพลันเดินเข้ามาใกล้
ก่อนยิ้มเย็น
“หากเ้าไม่ได้ใช้พลังมาร…”
“เช่นนั้นให้ข้าตรวจสอบิญญายุทธ์ของเ้าสิ”
หัวใจของหลัวเฟิงเย็นวาบทันที
ตรวจสอบิญญายุทธ์?
หากพวกมันััเมล็ดพันธุ์โลกหรือหอคอยกลืนิญญาได้…
ผลลัพธ์คงเกินจินตนาการ
หลัวเฉินยื่นมือออกมาแล้ว
สายตาเต็มไปด้วยเจตนาร้าย
ขณะเดียวกัน ภายในจิติญญาของหลัวเฟิง หอคอยกลืนิญญาพลันสั่นะเืช้า ๆ
เสียงโบราณต่ำลึกดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้ใดแตะต้องเ้า…”
“จงกลืนกินมัน…”