มันคือบ้านชั้นเดียวที่โคตรจะเก่าเลยล่ะ ผนังไม้ที่เคยเป็สีฟ้าอ่อนตอนนี้ลอกจนเกือบหมด เหลือแค่ร่องรอยจาง ๆ บนเนื้อไม้ที่ผุกร่อน หลังคาสังกะสีก็เต็มไปด้วยตะไคร่เขียว ๆ บ่งบอกถึงความชื้นและ่เวลาที่ยาวนานของการถูกปล่อยปละละเลย
เฉลียงด้านหน้ามีขนาดเล็กพอให้วางเก้าอี้หวายเก่า ๆ สองสามตัวที่ถูกทิ้งไว้จนฝุ่นจับหนา กับกระถางดินเผาที่มีน้ำเหม็นเน่าขังไว้ ส่งกลิ่นอับชื้นที่ปะปนกับกลิ่นสมุนไพรจากป่า ประตูไม้ก็ดูเหมือนจะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญยามเปิดปิด บ่งบอกถึงอายุว่ามันมากจนไม่มีใครกล้าเข้าไป
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือต้นกุหลาบป่าที่เลื้อยขึ้นพันกับเสาจนเกือบมิด มันบานดอกสีชมพูอ่อน ๆ สวยงามจนมีผีเสื้อและแมลงจำนวนมากมาดอมดม ท่ามกลางความหม่นหมองรอบด้านของผนังไม้ผุ ๆ และหลังคาสังกะสีสนิมเขรอะ เป็ความงดงามที่ดูไม่เข้ากันสุด ๆ กับความทรุดโทรมของบ้าน
มองเลยไปหน่อยตรงมุมบ้านที่ห่างจากเฉลียงออกมา ก็เห็นจักรยานเก่า ๆ สนิมเกาะเกือบทั้งคันจอดพิงอยู่ตรงหน้าต่างบานเล็ก ๆ มันเป็จักรยานที่ถูกใช้งานอย่างหนักและถูกปล่อยทิ้งไว้กลางแดดฝนจนโลหะเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลแดงเกือบทั้งหมด มันดูเหมือนซากวัตถุมากกว่ายานพาหนะอีกนะเนี่ย
นารุคามิชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสภาพโดยรวมที่ยืนยันความทรุดโทรมของสถานที่นี้ พลางคิดในใจว่า ‘ไม่คิดว่ามันจะสกปรกขนาดนี้’
หากมองไปรอบ ๆ ก็พบกับบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ติดกันสามหลัง แต่ละหลังนั้นดูจากสภาพแล้วสะอาดกว่าบ้านหลังนี้อีก แต่สิ่งที่ดีที่สุดของบ้านหลังนี้คือลำธารที่อยู่ข้าง ๆ ไม่กี่สิบเมตร ทำให้สามารถตกปลาหรือซักผ้าได้สบาย แถมยังเป็บ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอีก
นารุคามิลองเดินเข้าไปใกล้กับตัวบ้านก็มีกลิ่นเหม็นอับโชยออกมาตามซอกหน้าต่าง บ่งบอกถึงความเก่ากึกและไม่ได้ดูแลมาสิบปี หวังว่าจะไม่มีผีอยู่นะ
“เอาล่ะ พร้อมนะ สาม สอง หนึ่ง ! เปิด ประ ตูววว !!”
เธอจับลูกบิดประตูแน่น สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจบิดมันอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ เปิดเข้าไป เสียงเอี๊ยดอ๊าดของสนิมดังขึ้นราวกับไวโอลินกำลังบรรเลงเพลงในงานมงคล เมื่อประตูเปิดออก ในตัวบ้านนั้นใหญ่เพียงพอต่อครอบครัวสามคน พื้นบ้านทำจากไม้เก่า ๆ ที่เหมือนจะถูกปลวกกินจนผุพังบางส่วน ทำให้เธอต้องระมัดระวังทุกฝีก้าวที่เดินเข้าไป
ฝุ่นหนาเตอะปกคลุมทุกพื้นไม้ราวกับหิมะสีเทา ที่พร้อมจะฟุ้งกระจายทุกครั้ง แสงแดดส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก ๆ เป็ลำแสงแคบ ๆ ทำให้มองเห็นละอองฝุ่นลอยฟุ้งไปทั่วอากาศ
มวลฝุ่นเหล่านี้ทำให้บรรยากาศภายในดูเลือนรางแบ่งบอกว่าบ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมาเป็เวลานานจนแทบไม่เหลือสภาพที่น่าพักอาศัยเลย
เมื่อเธอก้าวเดิน พื้นไม้ก็ส่งเอียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับฉากในหนังสยองขวัญ เสียงไม้ที่บิดตัวและครวญครางภายใต้แรงกดดันนั้นชวนให้ขนลุก ราวกับเป็การต้อนรับจากิญญาของเ้าของบ้าน
ที่มุมห้องก็มีใยแมงมุมขนาดมหึมาทอดยาวจากพื้นจรดเพดาน ดูเหมือนว่าตอนที่ยายคนนั้นย้ายไป น่าจะนำสัมภาระไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวที่พอจะใช้การได้ จนในบ้านโล่งแทบไม่มีอะไรเลย
“ยังไงก็เถอะ มันเป็บ้านของฉันแล้วนี่นะ อยู่ที่นี่ไปสักพักก็แล้วกัน”
นารุคามิพึมพัมเบา ๆ แม้ว่าบ้านที่ได้มาจะเต็มไปด้วยความสกปรกและใยแมงมุมก็ตาม แต่ก็ได้มาแบบฟรี ๆ ล่ะนะ
“โอเค! อย่างแรกต้องเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้หมดก่อน ไม่อย่างนั้นคงหายใจเอาแต่ฝุ่นเข้าไปเต็มปอดแน่ ๆ กลิ่นนี้เหม็นจะแย่อยู่แล้ว”
เธอเดินตรงไปที่หน้าต่างบานแรกพลางอุ้มทารกไว้ที่แขนขวา เ้าตัวเล็กยังคงหลับไม่รู้เื่รู้ราว และใช้แขนซ้ายพยายามออกแรงผลักบานไม้ที่ติดแน่นออก
ไม้ที่บวมน้ำและถูกความชื้นกัดกินมานานทำให้บานหน้าต่างนั้นฝังติดกับกรอบแน่นราวกับถูกเชื่อมไว้ เธอต้องออกแรงจนเส้นเืที่แขนปูดนูนจนเสียงไม้สีกับกรอบดัง 'ครืดดด' อย่างทุลักทุเล แต่ก็ไม่ยอมเปิด
“ปั้งงงงงง !”
ทันใดนั้นหน้าต่างก็หลุดออกจากบานพับที่มีสนิมขึ้นอย่างกะทันหัน โดยที่นารุคามิไม่ทันได้ตั้งตัว แรงผลักอันมหาศาลที่สะสมไว้ส่งให้บานหน้าต่างร่วงลงพื้นเสียงดังลั่น โชคดีที่กระจกไม่แตกกระจาย
“ฉันแรงเยอะขนาดนี้เลยเหรอ !”
เธอเอ่ยพลางใในพละกำลังของตนเองที่มากกว่าคนทั่วไป ถ้ามีกีฬายกลูกตุ้มหนักร้อยตันซึ่งเป็น้ำหนักที่เกินขอบเขตของมนุษย์ทั่วไป เธอคงทำได้สบาย ๆ ได้ในนิ้วเดียวโดยไม่ต้องออกแรงบิดตัวหรือเกร็งกล้ามเนื้อเลยแม้แต่น้อย กลับกันเธอคงถูกพวกนักกล้ามท้าดวลกันไม่ขาดสายแน่ เื่การทำความสะอาด หากทำคนเดียววันเดียวคงไม่เสร็จ แต่หากใช้เวทมนตร์จำพวกเวทธาตุน้ำและลมเข้ามาช่วย บ้านก็คงจะสะอาดได้เร็ว
‘แต่คนปกติใช้เวทมนตร์กันได้หรือเปล่านะ’
ถ้าใช้เวทมนตร์สุ่มสี่สุ่มห้าจนไม่ได้ศึกษาสถานที่ที่เราอยู่ก่อน เพื่อนบ้านก็อาจจะสงสัยว่าเป็แม่มดหรือนักเวทที่แฝงตัวเข้ามาในหมู่บ้านก็ได้ นารุคามิจึงคิดไตร่ตรอง
“เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม"
‘จะว่าไปปกติเขาใช้เวทมนตร์กันไหมนะ ลืมถามหญิงชราคนเมื่อกี้เลย เป็ข้อมูลแสนจะสำคัญแท้ ๆ’
เธอคิดพลางออกจากบ้านไม้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หางตาก็เหลือกไปเห็นเด็ก ๆ สามคนกำลังเล่นลูกไฟสีส้มสว่างอยู่ริมลำธารกันอย่างสนุกสนาน ลูกไฟขนาดกำปั้นลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ส่องแสงสว่างไสวตัดกับสีเขียวของพืชน้ำที่อยู่รอบข้าง