ตอนที่ 79 เที่ยวเหรอ เราไปด้วยสิ
“หือ งานประมูลเหรอ ก็ได้นะ ว่าแต่นายเลิกงานแล้วรึยัง” เสียงหวานใสดังขึ้นมาจากศิลาส่งผ่านในมือของนิทาน
หลังจากภารกิจราชวงศ์คราวนั้น พวกเขาก็แลกเปลี่ยนตราประทับวิญญาณในศิลาส่งผ่าน แม้โดยปกติจะไม่ได้คุยอะไรกันนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อองค์หญิงผู้สูงศักดิ์คนนี้โดยส่วนตัว
“เลิกแล้ว เธอก็จะไปงานเหมือนกันเหรอ” นิทานตอบ เขากำลังเดินกลับบ้าน ท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน เขาคิดว่าจะแวะตลาดกลางเมืองเพื่อหาข้าวเย็นเสียก่อนแล้วจึงกลับบ้าน
“แหงสิ ครั้งก่อนเราใช้สมบัติในคลังไปตั้งเยอะ ต้องไปซื้อมาเติมเสียหน่อย” เสียงกุกกัก ๆ ดังมาตามเสียงของอีกฝั่ง ดูเหมือนว่าองค์หญิงไพลินจะกำลังยุ่งกับอะไรสักอย่าง
“อ่าว ยุ่งอยู่เหรอ งั้นไว้ฉันติดต่อไปใหม่ก็ได้” นิทานที่สังเกตได้ถึงสิ่งนั้นจึงถามขึ้น
“นิดหน่อย ลูกค้าเยอะมากเลย” เสียงกุกกัก ๆ ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาเงี่ยหูฟัง เขาดูเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงโหวกเหวกโวยวายด้วย
ลูกค้า? นิทานฉงน
“งั้นนายมาเจอเราที่ร้านขนมในตลาดกลางหน่อย ชื่อร้านเอมิลี่ รู้จักมั้ย ที่มีคุณยายเอมิลี่เป็นเจ้าของน่ะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นจากไกล ๆ เหมือนว่าเธอจะวางศิลาส่งผ่านไว้และตะโกนคุยกับเขา
“อื้ม รู้จักอยู่ งั้นเดียวฉันไป เจอกัน” นิทานย่อมรู้จักร้านขนมนี้ เขากำลังจะไปตลาดกลางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การแวะไปเจอเธอจึงไม่ได้ลำบากอะไรนัก
“เจอกัน” องค์หญิงไพลินตะโกนตอบจากไกล ๆ ก่อนปิดการใช้งานไป
นิทานเดินตัดผ่านทางเดินใหญ่ในเมือง เขาอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้ว แม้เขาจะยังคงหงุดหงิดกับอากาศร้อนเช่นเดิม แต่ก็พอทำใจให้ชินขึ้นได้แล้ว
เพียงไม่นานเขาก็มาถึงตลาดกลาง บรรยากาศอันคึกคักพร้อมเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังเช่นทุกวันรวมกับกลิ่นหอม ๆ ของอาหารนานาชนิดที่แผงขายทำให้เขายิ้มออกมาบาง ๆ
เขาไม่ชอบความวุ่นวายนัก แต่ถ้าหากไม่มากเกินไปและไม่มีใครมายุ่งกับเขานัก บรรยากาศเช่นนี้ก็อบอุ่นดี
หลังจากแวะซื้อหมูสามเขี้ยวเสียบไม้ย่างทั้งส่วนของเขากับคีตารวมถึงไพลินแล้ว เขาเดินตัดผ่านตลาดอย่างสบาย ๆ แวะซื้อนู่นซื้อนี่ให้คีตาชิม เพียงไม่นานสองมือของเขาก็เต็มไปด้วยถุงอาหารส่วนของเขาและไพลิน
เบื้องหน้าของเขาเวลานี้คือร้านขนมอบขนาดเล็กแห่งหนึ่ง กลิ่นหอมหวนลอยออกมายั่วน้ำลายอยู่ไม่ขาด แม้ตัวร้านจะดูเก่า แต่ความสะอาดสะอ้านนั้นไร้ที่ติ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของเจ้าของร้านเป็นอย่างดี
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าร้านขนมเอมิลี่ เขาก็เห็นถึงลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ออกันอยู่หน้าแผงขายขนม นิทานประหลาดใจเล็กน้อย แม้ขนมร้านนี้จะอร่อยมาก แต่ลูกค้าโดยปกติแล้วไม่ได้เยอะอะไรนัก การที่มีคนมาออกันเช่นนี้จึงเป็นภาพแปลกตาสำหรับเขา
เมื่อคุณยายเอมิลี่ได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าร้าน เธอก็มุดตัวออกมาจากหลังแผง ส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้นิทานพร้อมทักทายอย่างเป็นกันเอง
“อ่าว นิทานกับหนูคีตาลูก เห็นหายไปตั้งหลายสัปดาห์ นึกว่าลืมยายไปแล้วเสียอีก” คุณยายยิ้มบางพลางกล่าวแซวอย่างสนิทสนม
“พอดีพวกผมไปทำภารกิจนอกสถานที่มาน่ะครับ เลยกลับมาช้าหน่อย” นิทานหัวเราะ
หลังจากคราวนั้นที่เขาได้แวะชิมขนมฝีมือคุณยาย เขาและคีตาก็ติดใจในรสชาติขนมของที่นี่เข้าอย่างจัง เมื่อเลิกงานเป็นต้องหาเวลาแวะมาบ่อย ๆ แค่ไม่กี่เดือนที่อยู่ที่นครรัตนะก็ทำให้คีตาน้ำหนักขึ้นไปหลายกิโลแล้ว
“วันนี้ขายดีมากเลยนะครับ” นิทานยิ้ม เขาเดินไปที่โต๊ะขนาดเล็กสำหรับลูกค้าที่อยากนั่งกินขนมที่ร้าน เขาแบ่งอาหารต่าง ๆ ในมือส่วนหนึ่งยื่นให้คุณยายเอมิลี่
คุณยายรับมาด้วยรอยยิ้ม นิทานมักชอบเอาของมาฝากเธอบ่อย ๆ
“เพราะหนูไพลินน่ะสิจ๊ะ คนเลยตามมาเจอเธอกันเยอะแยะไปหมดเลย” คุณยายเอมิลี่หัวเราะ
นิทานได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาหันไปมองที่ที่ฝูงชนออกัน พอสังเกตดี ๆ จึงสามารถเห็นเรือนผมสีแดงสวยสดอยู่ลิบ ๆ ในนั้น เขาพยายามมองหาร่างของเธอ แต่ดูเหมือนว่าวินาทีที่เรือนผมนั้นไม่โดนกลุ่มคนบัง สายตาของพวกเขาก็สบกันพอดี
นิทานเห็นนัยน์ตาสีชมพูคู่นั้นมองตรงมาที่เขา เมื่อมันสังเกตเห็นเขา ใบหน้าเจ้าของนัยน์ตาสีชมพูนั้นก็ยิ้มกว้าง พลางแหวกฝ่าฝูงชนวิ่งเหยาะมาหาเขา
“ร้านจะปิดแล้วนะคะ มีโอกาสหน้าไว้มาอุดหนุนใหม่นะคะ!” ก่อนไปเธอยังไม่วายหันไปโบกมือให้เหล่าฝูงชน พวกเขาก็โบกมือตอบด้วยรอยยิ้ม ทยอยจ่ายเงินออกจากร้านกันไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อไพลินนั่งลงตรงข้ามเขา คุณยายก็นำขนมมากมายมาวางให้พวกเขาพร้อมกับน้ำดื่มเย็น ๆ
“นี่เธออยากจะปิดร้านก็ปิดง่าย ๆ นี้เลยเหรอ” นิทานหัวเราะ
“แน่นอน องค์หญิงไพลินเลยนะ” เธอเชิดยิ้มพลางยืดอก
“ไม่เป็นไรหรอกจ้า วันนี้ยายขายขนมหมดแล้วล่ะ ว่าจะพักพอดี” คุณยายเอมิลี่หัวเราะพลางเดินกลับไปหลังร้าน จัดแจงทำความสะอาด
“ว่าแต่ไหงเธอมาทำงานที่ร้านได้เนี่ย” นิทานถามขึ้น
“เรากับคุณยายเอมิลี่สนิทกันน่ะ เวลาเธอคิดสูตรขนมใหม่เธอก็ชอบให้เราเป็นคนชิม วันนี้พอดีมาชิมแล้วเลยอยู่ช่วยเสียหน่อย อยู่ ๆ ลูกค้าก็มากันเยอะแยะไปหมดเลย” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ
นิทานหันไปมองนอกร้าน เขายังเห็นประชาชนมากมายที่ทำเป็นเดินผ่านด้อม ๆ มอง ๆ มาที่พวกเขา มีทั้งสายตาเอ็นดู สายตารักใคร่ สายตาห่วงใย รวมถึงสายตาอิจฉาริษยาด้วย
จะโดนดักลากไปทุบมั้ยเนี่ย นิทานอ่อนใจ
นิทานหยิบถุงอาหารมากมายบนโต๊ะออกมาแบ่งเป็นสามส่วน แล้วจึงยื่นส่วนหนึ่งให้องค์หญิงไพลินที่กำลังนั่งพักหายใจกินขนมและน้ำเย็นอย่างสบายใจ
“เอ้า ฉันแวะซื้อมาฝาก กินข้าวหรือยัง” นิทานพูดพลางหยิบหมูสามเขี้ยวเสียบไม้ย่างขึ้นมาถอดไม้ส่งให้คีตา
“ยังเลย ขอบคุณนะ โห นี่พายหางไก่ใช่มั้ยเนี่ย” องค์หญิงไพลินคุ้ยถุงพลางหยิบพายชิ้นหนึ่งขึ้นมามองด้วยสายตาแวววับ
เธอกัดพายชิ้นใหญ่คำโต สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขเมื่อรสชาติเข้มข้นของพายหางไก่กระจายไปทั่วปาก เธอยกมือหนึ่งขึ้นเช็ดปากของตัวเองพลางกัดอีกคำ ดวงตากลายเป็นรูปจันทร์เสี้ยวด้วยความสุข
นิทานอดหัวเราะไม่ได้ เวลาไม่ได้ต้องออกงานสำคัญอะไร องค์หญิงไพลินดูจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องมารยาทอะไรขนาดนั้น
หลังจากเธอซัดพายชิ้นใหญ่หมดแล้วตามด้วยแป้งผัดซอสจานใหญ่ ปิดท้ายด้วยขนมอบฝีมือคุณยายเอมิลี่ เธอก็เอนตัวพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย
“แล้วทำไมจู่ ๆ นายก็อยากไปงานประมูลล่ะ” องค์หญิงไพลินถามขึ้น เธอบรรจงหยิบขนมชิ้นเล็กบนจานเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ
ยังไม่อิ่มอีกเหรอน่ะ กินอย่างกับคีตา นิทานคิดในใจ
“ฉันได้วันหยุดมาจากผู้พันลาลันตาเพียบเลยล่ะ เลยว่าจะไปล่าสัตว์อสูรแถวทางใต้หน่อย เจออะไรใหม่ ๆ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจบ้าง” นิทานตอบ
เขาไม่ได้โกหก เขายังไม่ได้ใช้วันหยุดที่เขาได้จากผู้พันลาลันตาในข้อตกลงที่เขายอมตามไปงานเลี้ยงด้วย เขาจึงคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ออกไปพบเจออะไรใหม่ ๆ เสียหน่อย ยิ่งคีตาที่ดูเหมือนใกล้จะเรียนรู้คำได้สำเร็จ การเดินทางครั้งนี้อาจช่วยทั้งเขาและคีตาให้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ได้
“ไปเที่ยวเหรอ เราไปด้วยสิ” องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้ม
นิทานรู้สึกเหมือนเขาเห็นหูกับหางที่ส่ายไปมาอย่างร่าเริงราง ๆ บนตัวเธอ
“บอกว่าล่าสัตว์อสูรไง เธอว่างขนาดนั้นเลยรึไง ใกล้เลือกตั้งขึ้นทุกทีแล้วนา” นิทานส่ายหน้า
องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็หน้ามุ่ยลง หางและหูในจินตนาการของนิทานบนร่างเธอพลันพับลงอย่างเศร้าหมอง
อย่างที่นิทานว่า เธอนั้นมีสิ่งที่ต้องทำมากขึ้นทุกที ๆ ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับชาวเมือง หาพันธมิตรเพิ่ม พัฒนาตนเองและอื่น ๆ อีกมากมาย
เธอถอนหายใจเล็กน้อยแล้วจึงตัดใจเรื่องหนีเที่ยว
"ก็เลยคิดว่าอยากได้สมบัติวิเศษติดตัวไว้เพิ่มน่ะ " นิทานอธิบาย
“มีสมบัติวิเศษเพิ่มขึ้นหน่อยก็ดีจะได้ปลอดภัย ถึงนายจะแข็งแกร่งพอตัวแต่เตรียมการไว้ก่อนก็ดีกว่าล่ะนะ” องค์หญิงไพลินพยักหน้า
“อีกอย่างเพราะเธอนั่นแหละ เห็นเธอใช้สมบัติตั้งเยอะตั้งแยะขนาดนั้น ฉันก็อยากได้มั่งน่ะสิ” นิทานบ่นขึ้น เขาได้เห็นองค์หญิงไพลินหยิบสมบัติชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมาใช้งานอย่างเชี่ยวชาญแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้
องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง
“แน่นอนสิ เราพกสมบัติไว้จัดการกับพวกประมาทเราไง เห็นเราไม่มีพลังหน่อยก็ได้ใจ เหวอหมดทุกรายนั่นแหละ” องค์หญิงไพลินหัวเราะอย่างร่าเริง แม้เธอจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่เธอมักพกพาสมบัติต่างมากมายไว้ใช้หลากหลายสถานการณ์
นิทานที่เห็นมากับตัวได้แต่พยักหน้ารับอย่างอ่อนใจ เขาไม่อาจเทียบเธอได้จริง ๆ ในเรื่องนี้
“เราหาบัตรเข้างานให้ได้ แต่นายมีเงินรึยัง จะยืมเราก่อนมั้ยล่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้มอย่างมีเลศนัย
“พอมีอยู่ อย่าหวังจะลากฉันไปทำงานง่าย ๆ เลยน่า” นิทานฉีกยิ้ม เขามองไต๋ของเธอออก หากเขายืมเงินเธอรับรองว่าไพลินต้องพาเขาไปออกงานทำนู่นทำนี่มากมายแน่นอน
องค์หญิงไพลินเดาะปากอย่างขัดใจ เธอหยิบศิลาส่งผ่านสีทองอร่ามขึ้นมาพูดเพียงสองสามคำ ผ่านไปไม่นานศิลาส่งผ่านก้อนนั้นก็เรืองแสงเบาบาง เธอมองมันด้วยรอยยิ้มแล้วจึงเก็บลงไป
“เรียบร้อย พรุ่งนี้เช้านายไปรับที่ผู้พันลาลันตาได้เลย” องค์หญิงไพลินพูด
ง่ายขนาดนี้เลย? นิทานเลิกคิ้วอย่างสงสัย
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของนิทาน เธอก็ฉีกยิ้มอย่างผู้มีชัยอีกครั้ง เธอชูสองนิ้วน้อย ๆ อย่างอวดดี สายตาคู่นั้นราวกับต้องการจะบอกว่า เก่งล่ะสิ!
นิทานเห็นดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ เขาส่ายหน้าขำพลางกล่าวขอบคุณ
การมีเพื่อนสนิทเป็นองค์หญิงนี่ก็สะดวกดีเหมือนกันแฮะ นิทานยิ้มน้อย ๆ
“งั้นอาทิตย์หน้าวันงานเราจะนัดเจอนายอีกทีนะ จะได้เข้างานพร้อมกัน” องค์หญิงไพลินเริ่มควานถุงอาหารถุงใหม่ เธอหยิบเอาข้าวกล่องขนาดใหญ่กล่องหนึ่งขึ้นมาเปิด กลิ่นหอมและท่าทางอันน่ากินทำให้สายตาของเธอวาววับอีกครั้ง
“ขอโทษที แต่ฉันว่าจะเกาะคนรู้จักอีกคนไปน่ะ” นิทานปฏิเสธ หากเขาเข้างานกับองค์หญิงไพลิน เขาย่อมตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่ต้องสงสัย แค่นี้เขาก็เหนื่อยมากพอแล้ว หากไม่จำเป็นเขาก็ไม่ต้องการเป็นเป้าสายตา
องค์หญิงไพลินเงยหน้าจากข้าวกล่องมองหน้าของนิทาน เธอเลิกคิ้วขึ้นด้านบนสักครู่แล้วก็ยิ้มออกมา พยักหน้าตกลง
เธอย่อมเข้าใจความคิดของคนที่แอบหนีงานเลี้ยงไปหลายครั้งเช่นเขา นิทานเห็นดังนั้นก็อดยิ้มเล็กน้อยไม่ได้ การได้คุยกับคนฉลาดที่เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากนั้นทำให้เขาใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ
พวกเขาพูดคุยเรื่อยเปื่อยตามประสาเพื่อน ส่วนใหญ่มักเป็นฝั่งองค์หญิงไพลินเสียมากกว่าที่นั่งบ่นเรื่องนู้นเรื่องนี้ ส่วนนิทานก็นั่งฟัง พยักหน้าตามเป็นช่วง ๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จและช่วยคุณยายเอมิลี่ทำความสะอาดร้านแล้ว พวกเขาจึงบอกลาคุณยายก่อนเดินออกจากร้าน นิทานแวะไปส่งองค์หญิงไพลินถึงป้อมขนาดใหญ่หน้าราชวังแล้วจึงแยกตัวกลับ
เหล่าทหารยามดูจะเคยชินกับการที่องค์หญิงไพลินมีชาวบ้านมากหน้าหลายตาเดินมาส่งถึงที่ พวกเขาจึงยิ้มน้อย ๆ ให้นิทานพลางคุ้มครององค์หญิงไพลินกลับวัง
คืนนั้นเขาก้มลงมองทัณฑ์สีขจีและเงินไกอามากมายในกระเป๋าบรรจุวัง เงินเก็บของเขาบวกกับการขายวัตถุดิบต่าง ๆ และเงินรางวัล ทำให้ปัจจุบันนี้เขามีเงินราว ๆ 2ล้านห้าแสนไกอา เป็นเงินจำนวนมากที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
เขากอดกระเป๋าบรรจุวังใบนี้ไว้แน่น พลางตื่นเต้นกับงานประมูลครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า