ตอนที่ 3 : เซ่นไหว้
“นี่มัน...รูปปั้นหิน!”
สองพี่น้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะหายจากอาการใและตั้งสติได้ เพราะอย่างไรเสียนี่ก็เป็สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเจอ พวกเขาแค่เข้าป่ามาเก็บผักและเห็ดป่า ไม่นึกฝันว่าจะมาขุดเจอรูปปั้นแบบนี้
อีกทั้งรูปปั้นนี้ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับคน แน่นอนว่าปกติแล้วคงไม่มีใครสลักก้อนหินเป็รูปปั้นคนธรรมดาๆ แน่นอนว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของเด็กทั้งสองคนนี้มีความคิดที่เหมือนกันอยู่
“นี่ไม่ใช่รูปปั้นหินธรรมดา... นี่น่าจะเป็....พระพุทธรูปหิน!” เด็กทั้งสองหันมามองหน้ากันก่อนที่จะะโประโยคสุดท้ายออกมา
พูดจบทั้งสองคนก็พยักหน้าให้แก่กัน แววตามีความใระคนดีใจ ใจนึงก็รู้สึกดีใจที่เก็บของแบบนี้ขึ้นมาได้ เพราะพระพุทธรูปมิใช่สิ่งของที่จะพบเห็นได้ทั่วไปในป่า ถึงแม้เด็กทั้งสองจะรู้ว่าในเมืองก็อาจจะมีร้านที่ขายพระพุทธรูปแบบนี้อยู่บ้าง แต่ก็คล้ายมีความมั่นใจว่าต้องไม่เหมือนกับของที่อยู่ตรงหน้าพวกตนนี้แน่นอน
อีกทั้งยังไม่รู้ว่าของสิ่งนี้มีอายุเก่าแก่มาั้แ่สมัยไหน ใครมาทำหล่นไว้หรือทำไมถึงมาถูกฝังอยู่ตรงนี้ ทั้งหมดนี้ล้วนไม่สามารถคาดเดาได้เลย
อีกใจนึงก็เกิดความรู้สึกกลัว มิใช่ว่าพระพุทธรูปเป็ของศักดิ์สิทธิ์หรอกหรือ แล้วหากว่าการที่ของสิ่งนี้มาอยู่ตรงนี้ได้เป็ไปได้หรือไม่ว่านี่คือการสะกดิญญา
หากเป็เช่นนั้นแล้วการที่พวกตนขุดเอาสิ่งนี้ขึ้นมาละ จะมีเหตุอาเพศใดเกิดขึ้นหรือไม่
ในหัวมีความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาอย่างห้ามมิได้ หากเป็เื่ดีนั้นยังไม่เป็อันใด แต่หากเป็เื่ไม่ดีขึ้นมาละก็...
เพียงคิดมาได้ถึงตอนนี้เด็กทั้งสองก็มีอาการขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที ขึ้นชื่อว่าเด็กอย่างไรเสียก็ยังกลัวกับเื่ผีสางเหล่านี้อยู่แล้วมิใช่หรือ ทั้งพวกตนยังมิใช่แค่ฟังอย่างเดียวยังถึงกับเป็คนลงมือขุดขึ้นมาเองเสียด้วย
ที่น่าแปลกใจก็คือคนที่มีอาการตื่นกลัวมากที่สุดมิใช่หลิวเหมยลี่ แต่กลับเป็พี่ชายของนาง...หลิวหย่งเฉินนี่ต่างหาก
ยังมิทันที่ทั้งสองคนจะได้พูดอะไรกัน จู่ๆหลิวหย่งเฉินผู้เป็พี่ชายก็ะโร้องเสียงดังทำเอานกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ในละแวกใจนแตกฮือบินออกมากันหมด
“เหวอ.... ผีหลอกๆ ข้ากลัวแล้วๆ” คนเป็พี่ชายสะดุ้งร้องเสียงหลง พร้อมทั้งะโถอยไปข้างหลัง หลังจากที่จู่ๆเขาก็รู้สึกว่ามีมือเล็กๆมาจับที่แขนของเขา
“ผีเผอที่ไหนกันพี่ใหญ่ นี่ข้าเอง”
หลิวเหมยลี่ทำหน้าใ มิใช่หวาดกลัวคำสาปหรืออาถรรพ์จากพระพุทธรูปแต่อย่างใด นางใเสียงร้องอันดังแสบแก้วหูของพี่ชายนางต่างหากที่จู่ๆก็ร้องลั่นขึ้นมา
หลังจากที่ตั้งสติได้นางก็หัวเราะออกมา เพราะจริงๆแล้วมือที่ไปจับบนแขนของพี่ใหญ่ของนางเมื่อสักครู่ก็คือมือของนางเอง
“โถ่เสี่ยวลี่ ทำแบบนี้พี่ใหมด” หลิวหย่งเฉินถอนหายใจยาวหลังจากที่รู้ว่าเป็ฝีมือของหลิวเหมยลี่
“ข้าแค่จับแขนพี่ใหญ่เพื่อจะพูดคุยกับพี่ใหญ่เท่านั้นเอง ไม่ยักกะรู้นะว่าพี่...เป็...คน...กลัว...ผี” เหมยลี่พูดแซวพี่ชายของนาง นางแกล้งเอ่ยช้าๆและเน้นคำหนักแน่นในประโยคหลังอย่างตั้งใจ
“ข้ากลัวที่ไหนกัน ข้าแค่ใเท่านั้นเอง” หลิวหย่งเฉินแสร้งทำเป็เข้มแข็งและพูดแก้ตัวออกไป ใครจะยอมเสียหน้าต่อหน้าน้องสาวของตัวเองกันเล่า เขาเป็พี่ชายนะ พี่ชายต้องปกป้องน้องสาวสิ จะแสดงความอ่อนแอให้น้องสาวเห็นได้ยังไง
แต่ถึงแม้จะคิดปลอบใจตัวเองไปอย่างนั้น ในใจก็ยังอดหวาดหวั่นไม่ได้ ถึงแม้เขาจะคิดว่าการพบเจอของสิ่งนี้น่าจะเป็เื่ดีมากกว่าไม่ดี แต่ก็ยังอดใจเอ่ยปากถามความคิดเห็นกับน้องสาวไปไม่ได้
“หวังว่านี่จะไม่ใช่รูปปั้นสะกดิญญาร้าย แล้วเราก็มาขุดออกไป ทำให้ิญญาร้ายหลุดออกมาได้อะไรทำนองนั้นใช่ไหม” คนเป็พี่ชายแกล้งเอ่ยถามหยั่งเชิงน้องสาวตัวเองออกไป
“ใช่ที่ไหนกันเล่าพี่ใหญ่ ข้าว่าพี่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าว่านี่นับเป็โชคดีของเรามากกว่า” หลิวเหมยลี่ตอบออกไปด้วยความมั่นใจ
“ขอให้เป็อย่างนั้นจริงๆเถอะ” เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ แน่ละใครจะอยากเจอกับเื่ภูตผีิญญาร้ายอะไรนั่นกัน
เห็นท่าทางที่ยังหวาดกลัวของพี่ชายตัวเอง น้องสาวก็อดไม่ได้ที่จะหาวิธีปลอบใจ คิดไปคิดมาพลันท้องของนางก็มีเสียงดังออกมาทำลายบรรยากาศเมื่อสักครู่ไปหมด สองพี่น้องหันมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ ทันใดนั้นหลิวเหมยลี่ก็ผุดความคิดที่จะทำให้พี่ชายนางหายหวาดกลัวออกมาได้
“ท้องข้ามันร้องเตือนว่าถึงเวลากินข้าวกันได้แล้วหละพี่ใหญ่ ข้าว่าเราพักกินหมั่นโถวที่ท่านแม่ให้พวกเรามากันก่อนดีกว่า” หลิวเหมยลี่ชวนเปลี่ยนเื่ เผื่อจะทำให้พี่ชายของนางหายกังวลขึ้นมาบ้าง
“นั่นสินะ นี่ก็ได้เวลาพอดี พักกินอะไรกันก่อนก็ดีเหมือนกัน” พี่ชายรีบตอบรับคำทันที
ทั้งสองคนมองหาที่นั่งพักบริเวณนั้น โชคดีที่ตำแหน่งที่ทั้งสองคนเก็บเห็ดอยู่บริเวณนั้นอยู่ใต้ร่มไม้พอดี ทำให้ไม่จำเป็ต้องย้ายไปยังที่อื่น ทั้งสองหย่อนก้นลงไปนั่งแล้วก็จัดแจงวางตะกร้าใส่ของแล้วเอาหมั่นโถวที่มารดาห่อใส่ผ้าไว้ให้อย่างดีออกมา
หลิวเหมยลี่หยิบหมั่นโถวในห่อผ้าออกมา ถึงแม้จะห่อผ้ามาอย่างดีแต่เพราะเวลาที่ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วทำให้หมั่นโถวเย็นตัวลงและเนื้อััแข็งกระด้างขึ้นมาเล็กน้อย
แต่กระนั้นสำหรับเด็กทั้งสองแล้วนี่ก็นับว่าเป็อาหารอย่างดีมื้อหนึ่งที่มารดาของพวกเขาทั้งสองตั้งใจทำมาให้ โดยเฉพาะสำหรับหลิวเหมยลี่แล้วนางคิดว่านี่เป็อาหารที่น่าอร่อยอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ขณะที่สองมือน้อยๆของนางคว้าจับหมั่นโถวไว้อย่างแ่าและกำลังอ้าปากกว้างเตรียมจะกัดหมั่นโถวในมือคำโตๆให้สมกับที่ท้องร้องออกมาดังนั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นรูปปั้นหินที่วางอยู่ข้างๆ
ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกเหมือนกำลังว่าสายตาของรูปปั้นหินนั้นกำลังจ้องมาที่หมั่นโถวในมือของนาง ปากของรูปปั้นทั้งๆที่ไม่ได้ขยับต่างไปจากเดิม แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับเห็นภาพน้ำลายยืดออกมา
ท้องนั้นอีกเล่า ทำไมนางถึงรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงท้องร้องเหมือนเมื่อสักครู่นี้ แต่เสียงนี้ไม่ได้ดังมาจากท้องของนาง มันเหมือนจะดังมาจากท้องของรูปปั้นหินนี้ต่างหาก
ความรู้สึกของหลิวเหมยลี่เริ่มหวาดกลัว มือของนางที่ค้างจ่ออยู่ที่ปากเริ่มลดระดับลงช้าๆ ขนบนแขนของนางก็เหมือนจะเริ่มลุกชันขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันที่นางจะทันได้เอ่ยอะไรออกมา พี่ชายของนางเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของน้องสาวตัวเอง
เพราะปกติแล้วน้องสาวของเขาเป็เด็กชอบกินอย่างมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่มีของกินอยู่ในมือก็มักจะอดใจไม่ไหวต้องรีบอ้าปากกว้างกินทันทีอยู่ร่ำไป
แต่ครั้งนี้ทั้งๆที่ในมือของนางก็ถือหมั่นโถวเอาไว้อยู่แล้ว ปากก็อ้ากว้างเตรียมที่จะกัดกินลงไปแล้วกลับค้างอยู่อย่างนั้น แถมยังทำคิ้วขมวดเข้าหากันเสียอีก ผิดวิสัยปกติของนาง เมื่ออดไม่ได้จึงลองร้องถามดู
“เป็อะไรไปเหรอ เสี่ยวลี่ หมั่นโถวของท่านแม่มีอะไรผิดปกติเหรอ ทุกทีเห็นคว้าได้ก็ต้องรีบกินทันทีเลยนี่นา”
หลิวหย่งเฉินหันมาถามน้องสาวโดยที่ตัวเองก็ยังไม่ได้เริ่มกินหมั่นโถวในมือเช่นกัน
“ข้ามีความรู้สึกแปลกๆ พี่ใหญ่”
“รู้สึกอะไรเหรอ” พี่ชายยังคงถามด้วยคิดว่าหมั่นโถวลูกนั้นน่าจะมีอะไรแปลกไป
“ข้า.....เอ่อ.....ข้า” นางลังเลที่จะกล่าวออกไป มิรู้ว่าเป็เพราะกลัวพี่ชายของนางจะใ หรือไม่กล้าเอ่ยออกมาเพราะนั่งอยู่หน้ารูปปั้นหินนี้กันแน่
“ถ้าเ้าไม่อยากกินหมั่นโถวลูกนั้น เอามาแลกกับข้าก็ได้” คนเป็พี่ชายไม่พูดเปล่า พร้อมทำท่ายื่นมือจะไปหยิบหมั่นโถวของน้องสาวมาเปลี่ยนกับของตัวเอง
“ข้ามีความรู้สึกราวกับว่า...รูปปั้นกำลังจ้องมองอยู่”
หลิวเหมยลี่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมา แต่หลังจากที่เอ่ยออกไป มือของหลิวหย่งเฉินที่เอื้อมมากำลังจะแตะถึงหมั่นโถวของน้องสาวอยู่รอมร่อพลันแข็งค้างไปกลางอากาศ
“แต่ไม่ใช่ว่าจ้องมองมาที่ข้า.....ข้ารู้สึกว่ารูปปั้นกำลังจ้องมองมาที่หมั่นโถวของข้า”
หลังจากที่หลิวเหมยลี่พูดจบ มือที่กำลังจะเอื้อมถึงหมั่นโถวทว่าห่างแค่เพียงปลายนิ้วของหลิวหย่งเฉินนั้นก็พลันหดมือกลับทันที ราวกับกลัวว่าหากเขาเอื้อมมือไปแตะโดนหมั่นโถวเมื่อไหร่ รูปปั้นหินนั้นก็จะกระโจนเข้าจู่โจมเขาในทันที
“เสี่ยวลี่....นี่เ้าแกล้งล้อพี่เล่นอีกแล้วใช่ไหม ไม่เอาน่า”
คนเป็พี่ยังแกล้งพูดใจดีสู้เสือ ทั้งๆที่ในใจเริ่มคิดไปต่างๆนาๆ และเหงื่อก็เริ่มผุดขึ้นมาบนหน้าผากโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่ได้แกล้งพูดเล่น พี่ใหญ่ ข้ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ข้ายังรู้สึกเหมือนรูปปั้นนี่จะน้ำลายไหลด้วยนะ”
เมื่อน้องสาวยืนหยันหนักแน่น หลิวหย่งเฉินก็เริ่มรู้สึกสันหลังวาบเพิ่มมากขึ้น
“เท่านั้นยังไม่พอ ข้ายังรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงท้องร้องอีกต่างหาก”
หลิวเหมยลี่ยังคงกล่าวเพิ่มมาไม่หยุด หลิวหย่งเฉินในเวลานี้ทั้งๆที่เป็เวลากลางวันแต่กลับรู้สึกหนาวะเือย่างบอกไม่ถูก
ในใจของเขาคิดว่าน้องสาวต้องกำลังแกล้งเขาอยู่แน่ๆ โดยปกติแล้วน้องคนนี้จะเป็น้องที่น่ารักของเขาอยู่เสมอ แต่อาจเป็เพราะว่าวันนี้นางรู้ความลับของเขาว่าเขาเป็คนกลัวผีหรือเปล่า ถึงได้แกล้งพูดจาแบบนี้ไม่หยุดไม่หย่อน
ทั้งๆที่เขาไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ และไม่ได้ยินเสียงท้องร้องอะไรนั่นเลย
หากแต่ตัวเองก็ไม่กล้าชี้ชัดไปว่าเป็เจตนากลั่นแกล้งของน้องสาวของเขา เพราะถ้าหากสิ่งที่น้องสาวของเขาพูดเป็ความจริงขึ้นมาละ มิใช่ว่าตัวเองต้องโดนิญญาตามมาหลอกหลอนหรอกหรือ
ก่อนที่หลิวหย่งเฉินจะจินตนาการไปไกลกว่านี้ ก็มีเสียงเรียกจากน้องสาวดังขึ้นมา ทำให้เขาได้สติและพบว่าน้องสาวกำลังเขย่าตัวเขาอยู่
“เป็อะไรไปพี่ใหญ่ จู่ๆก็นิ่งไป ทำเอาข้าใหมด” หลิวเหมยลี่เอ่ยขึ้นด้วยอาการร้อนรน
“เอ่อ...ไม่มีอะไร ข้าแค่เผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย” หลิวหย่งเฉินรีบตั้งสติแล้วตอบกลับไปแบบตะกุกตะกัก
“ข้าว่า... เราเอาหมั่นโถวลูกนี้เซ่นไหว้รูปปั้นหินนี้กันดีกว่า” หลิวเหมยลี่ตัดสินใจพูดออกมาราวกับคิดเื่นี้มาสักระยะแล้ว
หลิวหย่งเฉินเห็นด้วยในทันที เพราะเขาเองก็ไม่กล้าที่จะกินต่อหลังจากได้ยินสิ่งที่เหมยลี่เอ่ยออกมา
เด็กทั้งสองปัดเศษดินบนรูปปั้นหินออกและจัดแจงพื้นที่วางให้เรียบร้อย และตัดสินใจตรงกันว่าจะเอาหมั่นโถวของเหมยลี่วางเซ่นไหว้ และจะเอาหมั่นโถวของพี่ใหญ่มาแบ่งกินกันคนละครึ่ง
เมื่อหาก้อนหินเรียบๆสะอาดๆก้อนหนึ่งมาวางตรงหน้ารูปปั้นหินได้ เด็กทั้งสองก็วางหมั่นโถวลงบนหินก้อนนั้น
“ข้านำหมั่นโถวลูกนี้มาไหว้ท่าน ขอให้ท่านกินให้อร่อย และขอให้วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่ได้เห็ดกลับบ้านไปเยอะๆด้วยเถิดเ้าค่ะ” ไหนๆก็จะไหว้ทั้งที หลิวเหมยลี่ก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอพรไปด้วยในตัว
หลังจากไหว้เสร็จทั้งสองก็แบ่งหมั่นโถวกัน ขณะที่อ้าปากกำลังจะกัดลงไป เหมยลี่ก็แข็งค้างไปในท่าอ้าปากอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ใช่เหมยลี่เพียงคนเดียวแต่พี่ชายของเขาก็แข็งค้างไปในท่าอ้าปากเหมือนกัน
เพราะทันใดนั้นจู่ๆก็มีควันลอยออกมาจากรูปปั้นหินตรงหน้าเด็กทั้งสอง
และคราวนี้หลิวหย่งเฉินเอง...ก็มองเห็นด้วยเช่นเดียวกัน