หลังจากเฟยเจินและพี่ชายได้รับเงินมากมายจากการขายเห็ดครั้งนี้ พวกเขาก็ได้เดินไปซื้อพวกวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารและเครื่องปรุงมากมาย ระหว่างเข้าออกแต่ละร้าน แม้ว่าจะโดนมองด้วยสายตาแปลกๆ และได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจากเสี่ยวเอ้อร์ เฟยเจินก็ไม่ได้รู้สึกอะไร หากร้านใดไม่ให้เกียรตินาง ก็แค่เปลี่ยนร้านเท่านั้น ถนนก็ออกจะกว้าง มีร้านรวงมากมาย ไยจะต้องไปทนด้วยเล่า
พอข้าวของเต็มไม้เต็มมือ จวนที่จะถือไม่ไหวแล้ว เฟยเจินจึงชวนพี่ใหญ่เข้าไปในตรอกร้างมืดเดิม เพื่อจะนำข้าวของมากมายที่ซื้อมาเข้าไปเก็บในมิติ แต่เมื่อเข้าไปถึง กลับเห็นเด็กชายเนื้อตัวมอมแมม อีกทั้งบนชุดยังเปื้อนเืมากมาย นอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น เฟยเจินใและคิดว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นที่นี่งั้นหรือ เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปดูเด็กชายพร้อมกำหนดจิตนำข้าวของที่ถืออยู่เข้าไปเก็บในมิติ
“ขะ… เขาเป็อันใดมากหรือไม่น้องรอง” เฟยเทียนรู้สึกใยิ่งนัก เมื่อสักครู่เขายังรู้สึกดีใจที่น้องรองได้รับเงินมามากมายอยู่เลย แต่เมื่อเข้ามาในตรอกนี้ไม่นาน ความกลัวและใก็เข้ามาแทนที่อย่างไม่ทันตั้งตัว เขาจ้องน้องสาวที่กำลังเอานิ้วอังใต้จมูกอย่างใจเย็น เหงื่อเริ่มไหลซึมออกมามากขึ้นเรื่อยๆ มือไม้เริ่มสั่นอย่างหยุดมิได้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบเจอเหตุการณ์แบบนี้
“ยังมีชีวิตอยู่เ้าค่ะ” เธอััได้ถึงลมหายในอันรวยรินของเด็กชายที่อยู่ใต้ร่าง เกิดความโล่งอกในใจขึ้นมาเล็กน้อย มือหนึ่งประคอง อีกมือหนึ่งก็ปัดผมสกปรกที่ปิดหน้าปิดหน้าตาของเด็กชายในอ้อมแขน เมื่อได้เห็นหน้าตาเด็กชายชัดๆ เฟยเจินก็นิ่งไปเป็เวลานาน ทำให้เฟยเทียนรู้สึกร้อนรน
“ข้าจะพาเด็กคนนี้ไปโรงหมอเอง” พูดจบ เฟยเทียนก็พยายามจะอุ้มเด็กชายขึ้นมา ทำให้เฟยเจินรู้สึกตัวและจับมือพี่ใหญ่ให้หยุดในทันที
เธอไม่ได้รู้สึกไปเองใช่หรือไม่ ทำไมหน้าตาเด็กคนนี้ช่างคล้ายกับเพื่อนสนิทเธอในโลกก่อนยิ่งนัก ั์ตาหงส์แบบนี้ คิ้วแบบนี้ และรูปหน้าแบบนี้ เหมือนราวกับแกะ
เฟยเจินรีบพลิกข้อมือด้านซ้ายของเด็กชายขึ้นดูด้วยความสงสัย ปานรูปจันทร์เสี้ยวปรากฏสู่สายตาทันที เฟยเจินเบิกตากว้างพร้อมน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาช้าๆ
ในโลกก่อน ตอนที่เธอถูกจับตัวเข้าองค์กรตอนอายุ 3 ปี ได้มีเด็กชายที่อายุเท่าเธอคนหนึ่งถูกจับเข้ามาพร้อมกัน พวกเราได้ใช้ชีวิตด้วยกันในนรกแห่งนั้นทุกวัน เมื่อโตขึ้นก็ได้รับภารกิจที่ทำร่วมกันในบางที จวบจนเฟยเจินได้สิ้นใจ เธอก็ยังไม่รู้ว่าเขาคนนั้นมีชื่อจริงๆ ว่าอะไร เพราะเขาถูกเรียกว่า ‘นัมเบอร์ทู’ ในขณะที่เธอมีชื่อว่า นัมเบอร์วัน หากจะบอกว่าเขาเป็เพื่อนคนเดียวของเธอก็ไม่ผิด แต่ความจริงเธอเห็นเขาเสมือนน้องชายมากกว่า แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะโดนกดดันจากองค์กรทำให้พวกเด็กๆ ที่ถูกจับมามีนิสัยเ็าและโหดร้าย แต่มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เฟยเจินไม่เคยลืม หากไม่มีเด็กคนนี้เธออาจจะตายไปนานแล้วในภพก่อน เพราะครั้งหนึ่งตอนทำภารกิจร่วมกัน ในเวลานั้นเธอถูกเด็กคนนี้ช่วยไว้ตอนอายุได้เพียง 10 ปี แต่ต้องไปทำภารกิจโหดหินที่ต้องเสี่ยงชีวิต…
เฟยเจินยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลทะลักออกมา เธอตัดสินใจแล้ว ในชาติก่อน เธอเป็หนี้ชีวิตเขา ในชาตินี้เธอจะคืนชีวิตให้เด็กคนนี้แทน เมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว เฟยเจินก็กำหนดจิตพาเด็กชายที่ไม่ได้สติคนนี้เข้าไปรักษาในบ่อน้ำพุร้อน โดยให้เ้าเสี่ยวฮว่าคอยช่วยดูแลไปก่อน
“นะ… น้องรอง แบบนี้จะดีหรือ เราพาเด็กคนนี้ไปรักษาที่โรงหมอมิดีกว่าหรือ” เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดน้องรองต้องเสี่ยงเปิดเผยความลับกับใครก็ไม่รู้ด้วย หากเด็กคนนี้เอาไปบอกผู้อื่นล่ะ จะเกิดอันใดร้ายแรงตามมาบ้าง
“เชื่อข้าเถอะเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าจะรับผิดชอบเด็กคนนี้เอง” เฟยเจินเม้มปากเบาๆ ตาเริ่มแดงเล็กน้อย
“เ้าไหวหรือไม่น้องรอง…” ผู้เป็พี่มองน้องสาวด้วยความสับสน ทำไมน้องรองถึงร้องไห้ให้กับผู้อื่นหนักถึงเพียงนี้ ช่างเป็เด็กที่มีจิตใจเอื้ออาทรยิ่งนัก เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าๆ ที่ท่านแม่เคยปักให้ในกระเป๋าออกมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้นาง
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่ใหญ่” เฟยเจินมิได้ขอบคุณเพียงเื่ผ้าเช็ดหน้า แต่เธอขอบคุณพี่ใหญ่ในใจด้วยที่เชื่อใจและไม่คัดค้านในการตัดสินใจของเธอ
“นี่ก็ใกล้เวลาที่ท่านปูเกาจะมารับแล้ว พวกเรารีบไปรอกันเถอะ” เฟยเทียนพยุงน้องสาวขึ้นด้วยความอ่อนโยน
เมื่อมาถึงประตูทางเข้าเมือง ก็เห็นชาวบ้านมากมายมายืนรอปู่เกาทางด้านหนึ่ง รอไม่นานชายชราก็ขี่เกวียนเทียมวัวเข้ามาจอดตรงจุดรับ-ส่ง
เด็กทั้งสองขึ้นไปนั่งรวมกับชาวบ้านบนเกวียนเทียม ก่อนจะออกเฟยเจินได้เตรียมน้ำวิเศษใส่กระบอกเผื่อไว้แก้เมาแล้ว เธอจะไม่พลาดอีกเด็ดขาด รอบเดียวก็เกินพอแล้วสำหรับเธอที่ไม่เคยประสบปัญหาการเมารถเลยในชาติก่อน
ข้าวของมากมายได้ถูกเก็บไว้ในมิติแล้ว เหลือเพียงถุงเมล็ดสำหรับปลูกไม่กี่ถุงเท่านั้นที่อยู่ในมือ เพราะหากไม่ถืออันใดเลยอาจจะถูกสงสัยเอาได้ แต่ขากลับ เธอไม่เห็นอาหญิงสี่ของเธอเลย โชคดีจริงๆ ที่ไม่ต้องนั่งรวมกับนาง
ใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วยามก็กลับมาถึงหน้าหมู่บ้านต้าซู เกวียนเทียมวัวค่อยๆ จอด และชาวบ้านก็ทยอยลง สองพี่น้องให้เงิน 2 อีแปะ เป็ค่าเดินทางกับปู่เกา บอกลาชายชรา ก่อนจะรีบพากันกลับบ้านไปหาน้องเล็ก
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านกลับมาแล้ว!” เฟยิน้อยที่กำลังเล่นอยู่กับซูกงบริเวณหน้ากระท่อม พูดขึ้นมาเสียงดัง เมื่อเห็นร่างพี่ใหญ่และพี่รองของเขาเดินเข้ามา
“พี่รอง ท่านได้ซื้อขนมมาฝากข้าหรือไม่ขอรับ” เด็กน้อยทำตาเป็ประกายด้วยความหวัง พร้อมหันไปมองที่มือของพวกเฟยเจิน
“เ้าแมวอ้วน เ้าดีใจเพราะพวกข้ากลับมาหรือรอขนมกันแน่ฮึ” เฟยเจินขยี้ผมเ้าเด็กน้อยเล่นจนยุ่งเหยิง
“ทั้งสองอย่างเลยขอรับ!” เฟยิหัวเราะคิกคักและจับมือพี่รองให้หยุด ทำไมพี่รองถึงชอบทำให้ผมเขายุ่งอยู่เรื่อย
เฟยเจินเดินเข้าไปในกระท่อมพร้อมพี่ใหญ่เพื่อเก็บข้าวของ ก่อนออกก็นำขนมหวานๆ ที่แวะซื้อก่อนกลับออกมาด้วย มันเป็ขนมก้อนสี่เหลี่ยม สีแดง ทำมาจากน้ำตาล และมีััที่นุ่มลิ้นเมื่อกัด เธอคิดว่าน้องเล็กต้องชอบอย่างแน่นอน
“ถุงนี้ของเ้าน้องเล็ก และนี่ของซูกง” เฟยเจินยื่นขนมที่ใส่อยู่ในถุงกระดาษสีน้ำตาลให้เด็กทั้งสอง เธอได้ซื้อมาสองถุง ถุงหนึ่งมีห้าชิ้น ชิ้นละ 2 อีแปะ
“มะ… ไม่ต้องก็ได้ขอรับ ข้ากินอาหารที่บ้านนี้เยอะแล้ว” ซูกงรีบส่ายหัวปฏิเสธ วันก่อนเขาก็กินอาหารไปตั้งเยอะแล้ว เขาจะกล้าแย่งของกินครอบครัวนี้อีกได้อย่างไร แต่สายตาที่มองไปเห็นขนมในถุงนั้นกลับทรยศความคิด เพราะตาของเขาไม่อาจละไปจากขนมได้เลย มันมีสีและกลิ่นหวานๆ ลอยออกมา ช่างน่าดึงดูดเสียจริง
“อากง รีบเช็ดน้ำลายเ้าเร็ว มันจะไหลแล้ว ฮ่า ฮ่า” เฟยิหยอกล้อเพื่อนเขาที่มองขนมตาละห้อย
“จะ… เ้า ข้ามิได้น้ำลายไหลเสียหน่อย” ซูกงหันไปมองค้อนเพื่อนตนที่กล่าวหาเขา เขาก็แค่มองนิดเดียวเอง จริงๆ นะ
“รับไปเถิดซูกง นี่เป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกข้า อย่ารังเกียจเลย” เฟยเจินยิ้มและยัดถุงขนมใส่มือเด็กน้อยซูกง
“ขะ… ขอบคุณขอรับ ข้าจะกินให้อร่อยเลยขอรับ” ซูกงหน้าแดงเล็กน้อยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้อีก เขารับไว้ด้วยความดีใจตามประสาเด็ก เขาตั้งใจจะกินชิ้นเดียว และเก็บส่วนที่เหลือไว้ให้พี่น้อง ปู่ย่าของเขาเมื่อกลับบ้าน
“มันนุ่มลิ้น อร่อยจริงๆ ขอรับพี่รอง ข้าชอบมาก วันหลังซื้อมาอีกนะขอรับ” เฟยิเลียนิ้วที่เปื้อนน้ำตาลด้วยความดีใจ
“ข้าเห็นน้องเล็กชอบกินทุกสิ่งทุกอย่างเลย ไม่เคยเห็นว่าไม่ชอบกินสิ่งใด” เฟยเทียนคิดอยากแกล้งเด็กน้อยดูบ้าง เลยหันไปซุบซิบกับเฟยเจินเสียงดังเล็กน้อย ตั้งใจให้เด็กน้อยได้ยิน
“ข้าได้ยินนะขอรับพี่ใหญ่!” เด็กน้อยทำปากยู่พร้อมยัดขนมเข้าปาก เคี้ยวหนุบหนับต่อ
เวลานี้ก็เย็นมากแล้ว เฟยเจินขอตัวไปทำมื้อเย็นก่อน พี่ใหญ่ก็ไปสำรวจดูพื้นที่หลังบ้านว่าจะปลูกพืชผักบริเวณไหนดี ส่วนเฟยิก็เดินไปส่งซูกงครึ่งทาง ถือเป็การเดินเล่นยามเย็นด้วย ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเดินเคียงไปด้วยกัน ซูกงก็ถามเฟยิขึ้น
“ครอบครัวเ้า เอ่อ… เป็อย่างไรบ้างอาิ ข้าเห็นว่าดูเหมือนอะไรๆ จะดีขึ้นน่ะ” เขาตัดสินใจถามในสิ่งที่สงสัยมาตลอดั้แ่เมื่อวาน
“ดีขึ้นมากเลย ต้องขอบคุณพี่รองของข้าจริงๆ” พูดจบ เฟยิก็นึกขึ้นได้ว่าตนได้หลุดพูดอันใดไปหรือไม่ เลยพูดต่อ “ข้าหมายถึง พี่รองของข้าเก่งน่ะ” ตายแล้ว เขาแค่เพียงอยากจะอวดว่าพี่รองของเขาเก่งกาจแค่ไหน
“อืม พี่รองของเ้าทำอาหารเก่งกาจจริงๆ” ซูกงยกนิ้วโป้งให้ เขาเข้าใจผิดว่าเฟยิคงจะหมายถึงเพียงแค่เก่งกาจเื่ทำอาหารเท่านั้น
“ใช่ ใช่ วันหลังเ้าก็มากินด้วยกันอีกสิ” เฟยิรีบพูดเออออตาม โชคดีที่เพื่อนเขามักจะคิดถึงอาหารของพี่รอง ฮ่าๆ วันหลังเขาต้องปิดเงียบเื่พี่รองเลยจริงๆ ห้ามเอ่ยถึงเด็ดขาด!
“อืม ข้าไปล่ะ ท่านปู่ ท่านย่าคงรอแย่แล้ว” ซูกงรีบวิ่งกลับบ้านพร้อมโบกมือลา
เฟยเจินแอบเข้าไปดูอาการเด็กชายในมิติว่าเป็อย่างไร ตอนนี้เขาแช่บ่อน้ำพุร้อนวิเศษอยู่ แต่ดูเหมือนจะยังไม่ได้สติ ก่อนหน้านี้เ้าเสี่ยวฮว่าได้ถอดชุดเด็กชายจนเปลือยและนำเขาเข้าไปนั่งพิงในบ่อน้ำพุร้อน จนเวลานี้เด็กชายก็ยังคงหลับตาสนิท แน่นอนว่าตอนนี้น้ำวิเศษกำลังช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณท้องของเด็กชายที่ดูเหมือนจะบอบช้ำภายในเป็พิเศษ
เฟยเจินลูบขนเ้าจิ้งจอกแดงเบาๆ ที่กำลังนอนเฝ้าอยู่บนเก้าอี้นุ่มข้างบ่อน้ำพุร้อน พร้อมสั่งให้เฝ้าเด็กชายไว้ หากเขารู้สึกตัวเมื่อใดก็ให้เรียกเธอ เธอจะไปทำอาหารก่อน เ้าจิ้งจอกน้อยมิได้กล่าวอันใด มันทำเพียงนอนหลับตาเกาพุงและนึกถึงอาหารที่กำลังจะได้กินในเวลาอีกไม่นาน
เฟยเจินออกมาจากมิติและเตรียมตัวทำอาหาร เธอนำพวกวัตถุดิบและเครื่องปรุงในมิติออกมาทั้งหมด เธอและพี่ใหญ่ได้ซื้อข้าวสารมา 10 ชั่ง ข้าวหัก 3 ชั่ง ข้าวฟ่าง 3 ชั่ง แป้งสาลี 10 ชั่ง แป้งข้าวโพด 5 ชั่ง และพวกเครื่องปรุง คือ เกลือ น้ำตาล กุ้ยพ้วย (เปลือกอบเชย) โป๊ยกั้ก (จันทน์แปดกลีบ) อย่างละหลายสิบชั่ง ผักบางชนิดและพวกซ้วนโถว (กระเทียม) และเนื้อหมูชั้นดีอีกหลายชั่ง รวมถึงไข่ไก่และไข่เป็ดอีกหลายฟอง
ก่อนกลับยังซื้อขนมก้อนน้ำตาล 2 ถุงอีกด้วย ทั้งหมดเป็เงิน 1 ตำลึงเงิน 690 อีแปะ เรียกได้ว่าซื้อครั้งแรกก็หมดเงินไปเยอะเลยทีเดียว เมื่อบวกลบกับเงินที่ได้จากการขายเห็ดซ่งหลู่แล้ว เธอจะเหลือเงินทั้งหมด 48 ตำลึง กับอีก 310 อีแปะ ช่างเป็เงินมหาศาลสำหรับชาวบ้านธรรมดาเลยเชียว
มื้อเย็นนี้ เฟยเจินคิดว่าจะลองทำซาลาเปาไส้หมูดูบ้าง เธอจำได้จากความทรงจำเก่าของเ้าของร่างเดิมว่า ครอบครัวบ้านใหญ่มักจะทำพวกแป้งจี่แข็งๆ หรือไม่ก็ผักที่ปลูกเองหรือผักป่าต้มรสชาติจืดๆ แทบจะไม่มีเนื้อสัตว์ในมื้ออาหารเลย จะมีแค่ตอนเฉลิมฉลองปีใหม่เท่านั้น เพราะส่วนมากจะนำสัตว์ที่ล่าได้ไปขายในเมือง แต่บ้านใหญ่ก็เลี้ยงไก่ไว้ คงมีไข่กินบ้างในแต่ละวัน แต่ไข่ก็มีไว้สำหรับปู่ ย่าหรือหลานคนโปรดเท่านั้น ไม่รู้ว่าบ้านลุงใหญ่จะได้กินอิ่มกันบ้างหรือไม่หนอ