บทที่ 7
หลังจากเหตุการณ์ขอเบอร์อย่างไม่คาดฝันของชายหนุ่ม และหญิงสาวแล้ว โอ๊ตก็ขอตัวไปเรียนต่อในทันที หญิงสาวคนเดิมยังคงยืนนิ่งสงบมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินจากไป ในมือถือกระดาษที่มีเบอร์ของเขาอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดง“เข้าใกล้เขาไปอีกขั้นหนึ่งแล้วล่ะ..” เธอกล่าวออกมาเบาๆ พร้อมกับอาการเขินอาย และด้วยเหตุการณ์นี้มันทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่ชายคนนั้นทำให้เธออยากเข้าหาเขาคนนี้มาโดยตลอด.. ...ในวันนั้นวันที่ฝนตกหนัก...“แย่แล้ว พวกเรารีบกลับที่พักกันดีกว่านะ..” เสียงของเพื่อนคนหนึ่งเรียกเตือนเหล่าเพื่อนๆ ในวันนี้มันเป็นวันที่พวกเธอจะต้องมาสัมมนากลางป่ากลางเขา แน่นอนว่ามันเป็นภาคบังคับที่นักศึกษาในสาขา ‘การจัดการทรัพยากรพลังงาน’ จะต้องเข้าร่วมกันทุกคน สาขาการจัดการทรัพยากรพลังงาน จัดอยู่ในความดูแลของคณะวิทยาศาสตร์ แม้ว่ามันจะเป็นสาขาน้องใหม่ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แม้ว่าจะเปิดมาได้เพียงแค่ 3 รุ่นเท่านั้นก็มีนักศึกษาเข้าเรียนกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี และงานสัมมนาในครั้งนี้ เป็นวิชาบังคับของนักศึกษาปี 3 ที่มาศึกษาเกี่ยวกับพลังงานทดแทนระดับชุมชนหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล จุดประสงค์ของวิชานี้คือการให้นักศึกษาคิด และออกแบบนวัตกรรมที่เป็นไปได้ เพื่อใช้กับชุมชนที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง การวิเคราะห์ว่าสถานที่แห่งนี้ควรใช้ทรัพยากรแบบไหนเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในหมู่บ้าน นักศึกษาถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกกลุ่มละ 10 กว่าคน เพื่อทำการวิเคราะห์การใช้พลังงานที่เหมาะสมสำหรับการผลิตไฟฟ้า มนต์ที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมเป็นหัวหน้ากลุ่มที่ 1 และเธอสนใจที่จะใช้พลังงานน้ำมาผลิตไฟฟ้า และกำลังวัดค่า PH ของน้ำบนภูเขาอยู่นั้นเอง ท้องฟ้า และเม็ดฝนก็เริ่มตกร่วงลงมา และคนในกลุ่มจะต้องพากันหาที่หลบฝนก่อน“เราลงไปที่หมู่เลยจะดีกว่านะ อีกอย่างมันก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย...” มนต์เอ่ยเสนอความคิด และคนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วยตามที่เธอบอก กลุ่มของเธอมีทั้งหมด 14 คน เป็นผู้หญิง 10 คน และผู้ชายอีก 4 คน บ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าสาขานี้ มีผู้หญิงสนใจมาเรียนมากกว่าผู้ชาย กลุ่มของมนต์ค่อยๆเดินลงเขาอย่างระมัดระวัง ผู้ชายสองคนเดินนำหน้าเพื่อเปิดทาง อีกคนอยู่ตรงกลาง ส่วนคนสุดท้ายคอยพ่วงท้ายกลุ่มเอาไว้ แต่ละคนมีใบของต้นกล้วยเพื่อใช้ในการบังฝนที่ตกอย่างหนัก พวกเขาค่อยๆเดินข้ามผ่านแม่น้ำบนสะพานเล็กๆที่ชาวบ้านทำจากไม้ไผ่ทีละคนสองคนอย่างระวัง สายลม และสายฝนที่พัดกระหน่ำทำให้พวกเขาลำบากกันไม่น้อยเลยทีเดียว ในขณะที่คนในกลุ่มกำลังจะผ่านไปได้ทั้งหมด เหลือเพียงแค่หัวหน้ากลุ่ม และผู้ชายพ่วงท้ายของกลุ่มเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่กำลังจะข้ามสะพานมาเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น“แย่แล้ว.. น้ำมันมาจากไหนกัน!...” ผู้ชายในกลุ่มเห็นน้ำป่าที่ไหลหลากมาตามแม่น้ำ ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง ประกอบกับหญิงสาวหัวหน้ากลุ่มเดินมาได้เพียงแค่สองถึงสามก้าวเท้าเท่านั้น และไม่ว่าจะวิ่งบนสะพานไม้ไผ่นี้ยังไงมันก็ไม่ทันอย่างแน่นอน ด้วยระยะทางกว่า 20 เมตรของสะพาน เธอคิดลังเลว่าจะทำยังไงดี จะกลับไปทางเดิมหรือจะลองเสี่ยงวิ่งไปเลยดี“เธอน่ะ.. รีบกลับมาทางนี้เร็วเข้า เธอไปไม่ทันหรอก..” ชายที่พ่วงท้ายกลุ่ม หรือก็คือโอ๊ตตะโกนบอกกับหญิงสาวตรงหน้าสุดเสียงของเขา เธอได้ยินที่เขาตะโกนมา แต่ทว่าขาของเธอกลับก้าวไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว มันสั่นราวกับว่าความตายได้เลือกเธอเอาไว้แล้ว โอ๊ตที่เห็นขาของหญิงสาวไม่ขยับไปทางไหน นอกจากนั้นยังสั่นเอามากๆ เขาจึงตัดสินใจที่จะวิ่งขึ้นไปบนสะพาน และแบกเธอขึ้นบ่าก่อนจะเดินกลับมาทางเดิมอย่างเชี่ยวชาญ ท่ามกลางความหวาดเสี่ยวของเพื่อนร่วมกลุ่มที่อยู่อีกฝั่ง“เธออยากตายมากนักหรือยังไงกัน..อ๊าก!..” โอ๊ตกล่าวบ่นอย่างไม่สบอามณ์ ในจังหวะสุดท้ายที่น้ำกำลังจะปะทะเข้ากับตัวสะพาน โอ๊ตตัดสินใจกระโดดไปบนฝั่งทันที มันเป็นแค่เสี้ยววินาที ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะตกตาย และไหลไปตามกระแสน้ำ สะพานค่อยๆขาดลงตามแรงที่ปะทะของมวลน้ำโอ๊ตรู้ดีว่าตรงตลิ่งแม่น้ำนี้มันยังไม่ปลอดภัยเท่าไร เขาจึงฝืนลุกโดยที่แบกหญิงสาวหัวหน้ากลุ่มของเขาขึ้นที่สูงอย่างรวดเร็ว เพื่อนๆที่กำลังลุ้นอยู่ก็ถึงกับถอนหายใจเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนปลอดภัย และกำลังมุ่งขึ้นไปบนที่สูง ในเมื่อพวกเขาทำอะไรกันไม่ได้พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะรีบนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับอาจารย์ก่อน เพื่อขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ และมันก็เป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่หญิงสาวจำได้ก่อนที่เธอจะสลบไป... ...กลับมาในเวลาปัจจุบัน...“นี่ๆ สรุปว่าเขาจะมาไหม..” ในขณะที่มนต์กำลังระลึกความหลังอยู่นั้น เพื่อนสนิทของมนต์ เธอมีชื่อว่า ‘เฟิร์น’ ก็กล่าวถามกับเพื่อนรักของเธอทันที“...เขาบอกว่าจะมานะ.. แถม.. ยังได้เบอร์ของเขามาด้วย” มนต์สะบัดความทรงจำเก่าๆ ก่อนจะหันมาตอบกับเฟิร์นเพื่อนซี้ของเธอ พร้อมกับโชว์กระดาษที่เขียนเบอร์โทรของโอ๊ตเอาไว้“เย้ๆๆ กว่าจะสำเร็จนะแก.. เฮ้อออ ฉันล่ะลุ้นกับแกจนฉี่จะแตกอยู่แล้วเนี่ย.. ไหนๆขอดูเบอร์ของเขาหน่อยสิ..” เฟิร์นกล่าว และเธอก็ยื่นหน้าเสนอมาที่เพื่อนสาวของเธอในทันที แต่ทว่ามนต์กลับรีบเก็บมันเอาไว้อย่างระมัดระวังเป็นอย่างดี และล้อเลียนเพื่อนด้วยหน้าตาของเธอเล็กน้อย“ไม่ให้ดูหรอกน้า...” มนต์กล่าวพร้อมกับวิ่งหนีเฟิร์นไปอย่างมีความสุข แต่ทว่าเธอกลับไม่รู้เลยว่าเธอกำลังจะสร้างปัญหาให้กับชายหนุ่มคนที่เธอปลื้ม คนที่เธออยากจะตอบแทนอะไรสักอย่าง คนที่เธอชอบมาตลอดเข้าให้แล้ว ปึกกก! เสียงกระทบของสิ่งบางอย่างกับเสาของอาคาร มันดังขึ้นมาเล็กน้อยพอให้ได้ยินไม่ไกลเท่าไรนัก และสิ่งบางอย่างนั้นมันเป็นมือของชายหนุ่มอีกคนที่แอบดูผู้หญิงที่เขาชอบ แม้ว่าจะไปสารภาพรักยังไง เขาก็ถูกปฏิเสธมาตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ฉันมีคนที่ชอบแล้ว’ และวันนี้เขาก็ได้รู้สักทีว่าคนที่เธอชอบนั้นคือใคร“ไอ้คนไร้เพื่อนนั่นมันมีอะไรดี.. ทำไมเธอถึงไปชอบมันกันล่ะ” เขากล่าวออกมาอย่างเจ็บใจ ในมือของเขามีเลือดไหลออกมาเป็นทาง แม้ว่ามือจะเจ็บ ในตอนนี้หัวใจของเขามันเจ็บกว่า เขามองไปที่โอ๊ตด้วยสายตาที่ดูเครียดแค้น และแน่นอนว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างกับมัน.. ...กลับมาที่ทางด้านของโอ๊ต...“สงสัยจะต้องหาทางเข้าสังคมกับเพื่อนบ้างแล้วมั้ง...” เขากล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะเข้าเรียนในคลาสที่ตัวเองลงเสริมเอาไว้จนถึงเวลา 15.00 น. และเขาจะต้องรีบกลับหอพัก เพื่อไปขายแพนเค้กให้ทันก่อนที่เด็กๆจะเลิกเรียนในเวลาอีก 45 นาทีตามเวลาโรงเรียนเลิก โอ๊ตรีบขับรถเบนซ์ของตัวเองออกไปจากมหาวิทยาลัยในทันที และมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะโชคดีที่เพื่อนๆ หรือรุ่นน้องสาขาไม่มีใครอยู่กันเลยบริเวณนี้ ทำให้ไม่มีใครรู้เลยว่ารถเบนซ์คันหรูนี้เป็นของโอ๊ต.. ไม่นานเท่าไรนัก รถยนต์คันงามก็พุ่งตรงเข้ามาจอดภายในหอพักของป้าเพ็ญ ชายหนุ่มที่เดินลงมาจากรถไม่รอช้า เขารีบเข็นรถอาหารของเขาออกไปเลยในทันที เพราะถ้าช้ากว่านี้ เขาอาจจะไม่ได้ขายเลยก็เป็นไปได้ แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะแวะร้านเจ๊หมึก เพื่อที่จะซื้อขวดบีบสำหรับที่เขาจะเอาไว้วาดภาพ เวลาต่อมา โอ๊ตก็เข็นมาใกล้จะถึงที่ที่เขาขายประจำแล้ว แต่เขาก็ถึงกับต้องเบรกชะงัก เมื่อเขาพบกับหญิงสาวคนที่ซื้อแพนเค้กเขาเมื่อวาน และที่สำคัญเธอยังยืนคู่กับเทศกิจที่ดูจากชุดแล้วเหมือนจะเป็นพวกระดับสูง โอ๊ตไม่รอช้าตีวงรถกลับไปเลยในทันที“ซวยแล้ว!... พี่สาวคนนั้นจะแค้นอะไรเรานักหนาล่ะเนี่ย เธอกะจะไม่ให้เราทำมาหากินได้เลยหรือยังไง..” โอ๊ตกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย ทั้งๆที่วันนี้กะจะลองวิชาใหม่ และใช้ทำมาหากินสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าพี่สาวคนนั้นจะเจ้าคิดเจ้าแค้นกับเรื่องเล็กน้อยที่เขาทำไปเมื่อวานนี้“เฮ้อออ.. เอาไงดีเรา คงต้องเปลี่ยนที่ขายอีกแล้วล่ะมั้ง แป้งก็ทำมาซะเยอะเลย ถ้าไม่ได้ขายเลยก็แย่น่ะสิ! อีกอย่างไม่รู้ว่าลุงเกษมแกจะขายได้หรือเปล่าก็ไม่รู้..” โอ๊ตที่เข็นรถออกมาได้สักพักแล้ว เขาก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะคิดหาทางทำมาหากินต่อไป ถึงสถานการณ์มันจะแย่สักแค่ไหน แต่เขาก็ต้องหาทางให้จงได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็อดตาย“จะว่าไป.. เราลองไปขายที่โรงเรียนพวกลูกคุณหนูนั่นดีไหมนะ....” โอ๊ตคิดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจ เข็นรถอาหารของเขามุ่งตรงไปที่นั่นในทันที“เอาวะ ไม่ลองก็ไม่รู้.. บางทีอาจจะขายดีกว่าเดิมก็ได้ ใครจะไปรู้..”