เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    ตอนพิเศษที่ 3 ไออุ่น

    ตอนพิเศษที่ 3 ไออุ่น

     

                   โรงละครแห่งชาติที่เต็มไปด้วยผู้คนในที่นี้คือเหล่าคนมีชื่อเสียง และเหล่าชนชั้นนำทั้งหลายมารวมตัวกันหญิงสาวและชายหนุ่มเดินมาเคียงคู่กันด้วยบัตรเชิญวิไอพี

     

                   คุณชายรองจ้าวจ้าวฮุ่ยหมิง ที่ไม่เคยสนใจผู้หญิงและมักจะปฏิเสธผู้หญิงที่เข้าหาอย่างเจ็บแสบแต่ตอนนี้ชายหนุ่มกลับเดินควงแขนมกับสาวงามแปลกหน้า มีเพียงคนที่เคยดูการแสดงของสวีเจียฉีเท่านั้นที่รู้ว่าหญิงสาวคือใคร

     

                   “เข้าไปข้างในเถอะครับจือถงน่าจะเข้าไปก่อนแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางจับมือหญิงสาวแล้วพาเดินเข้าไปด้านในโรงแสดง

     

                   ภายในเริ่มมีคนทยอยเข้ามาและแน่นอนจ้าวจือถงและเฉินหนิงฟางก็นั่งอยู่ก่อนแล้วด้วยความต้องการอยากหลีกหนีผู้คนด้านนอกทั้งพวกลูกหลานคนมีชื่อเสียงที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์และพวกนักข่าว

     

                   “สวยมากเลยค่ะฉันนี่คิดไม่ผิดจริงๆ นะคะ ที่เลือกชุดนี้ให้คุณ” เฉินหนิงฟางที่นั่งข้างๆเอียงตัวมาชื่นชมเบาๆ ตามสไตล์ของเพื่อนสาว สวีเจียฉีก็ยิ้มรับอย่างเกรงใจ

     

                   “ขอบคุณมากค่ะคุณเฉินสวยกว่าฉันอีก” สองสาวต่างพูดคุยกันอย่างสนิทสนมหัวเราะคิกคักในขณะที่ชายหนุ่มที่นั่งขนาบข้างทั้งสองก็ยิ้มให้กับผู้หญิงแต่พอมองหน้ากันเองกลับเรียบนิ่ง

     

                   เขาว่ากันว่าสองพี่น้องนี้ไม่ค่อยจะลงรอยกันเอาที่จริงคงเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกแต่ที่เห็น ทั้งสองคนสนิทกันมากเลยทีเดียว

     

                   ไม่นานเกินรอผู้คนก็เข้ามานั่งยังพื้นที่ของตนเองผ้าม่านบนเวทีค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับไฟที่ค่อยๆ มืด เสียงของผู้คนค่อยๆ สงบลงเมื่อฉากม่านเปิดออกก็พบกับฉากที่เปลี่ยนไป

     

                   การแสดงวันนี้คือคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกประยุกต์กับดนตรีพื้นบ้านโดยการแสดงเป็นการแสดงเรื่องราวความรักของคนที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่นโดยมีหญิงสาวที่เป็นชาวพื้นเมืองโบราณกับชายหนุ่มจากที่ที่ห่างไกล ผ่านเสียงดนตรี

     

                   “หนาวหรอครับ”เสียงนุ่มกระซิบข้างหูจนคนได้ยินขนลุกด้วยความตื่นตกใจใบหน้าสวยเผลอหันไปตามเสียงก็พบวาใบหน้าของตนกับอีกฝ่ายใกล้กันนิดเดียว“คุณตัวสั่น หนาวใช่ไหม”

     

                   ชายหนุ่มพูดเบาๆก่อนจะค่อยๆ ถอดสูทของตนเองช้าๆ ขยับตัวให้น้อยที่สุดเพื่อจะไม่รบกวนคนอื่นๆก่อนจะค่อยๆ ห่มด้านหน้าของหญิงสาวร่างเล็ก

     

                   “ขอบคุณค่ะ”เธอกล่าวเบาๆ พลางกระชับเสื้อตัวใหญ่เบาๆ

     

                   กลิ่นของน้ำหอมอ่อนๆที่ยังติดสูทมันตีเข้าจมูกหญิงสาว ทั้งไออุ่นที่ยังติดอยู่ในเสื้อยิ่งทำให้เธอรู้สึกฝจเต้นแรง

     

                   ไม่ได้สิ! ใจเย็นๆ ไว้เธอที่อยู่มาเป็นร้อยปีจะหวั่นไหวเพียงน้ำใจเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

     

                   ความคิดที่ฟุ้งซ่านค่อยๆถูกไล่ออกจากหัว แต่เหมือนชายหนุ่มจะไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้นเมื่อมือหนาทั้งอบอุ่นและนุ่มนวลค่อยๆฉวยโอกาสเลื่อนมาจับมือเธอใต้เสื้อสูทตัวนั้น

     

                   หญิงสาวที่ถูกจับมือพลางลูบหลังมืออยู่ตลอดแทบจะไม่มีสมาธิดูการแสดงตรงหน้าจนจบเมื่อฉากจบเป็นฉากของคู่พระนางกำลังจูบกันท่ามกลางวงดนตรีทุกคนต่างปรบมือให้กับเหล่านักแสดงและนักดนตรีอย่างชื่นมื่นและนั่นเป็นจังหวะที่ชายหนุ่มยอมปล่อยมือของเธอออก พร้อมกับไฟที่ค่อยๆ สว่างขึ้น

     

                   “ดีมากเลยนะคะโดยเฉพาะฉากที่ทั้งสองคนยืนยันที่จะรักกัน” เฉินหนิงฟางหันมาพูดเธอก็ได้แต่ยกยิ้มไม่ได้ตอบกลับอะไร

     

                   ทั้งสี่คนค่อยๆเดินออกจากห้องจัดแสดง โดยที่เฉินหนิงฟางจับมือกับแฟนหนุ่มนักร้องส่วนเธอยังคงสวมสูทตัวใหญ่เอาไว้ โดยมีชายหนุ่มเดินประคองหลังอยู่ไม่ห่าง

     

                   “ผมกับหนิงฟางไปก่อนนะครับ”จ้าวจือถงกล่าวลากับสวีเจียฉีง่ายๆ ก่อนจะเดินแยกกันไปยังรถของตนเอง

     

                   “ท่าทางฝนจะตกหนักเลยนะคะคุณขับรถแบบนี้ ไม่เป็นอันตรายหรอคะ”หญิงสาวหันไปถามชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าด้านนอกมีเม็ดฝนมหาศาลตกลงมาจนเสียงดังก้อง

     

                   “ยังไงก็ต้องไปส่งคุณก่อนครับแล้วค่อยว่ากัน” ชายหนุ่มยกยิ้มพลางเปิดประตูรถให้เธอ

     

                   รถยนต์หรูราคาแพงค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามทาง ยามนี้ค่อนข้างดึกแล้วเกือบ และฝนก็ตกหนักมากรถที่มีอยู่จึงค่อนข้างน้อยเขาจึงขับรถด้วยความเร็วที่น้อยแต่ก็นับว่าน่ากลัวอยู่ดี

     

                   “ขับช้าๆก็ได้นะคะ” เสียงหวานเอ่ยถาม เขาไม่ได้ขับเร็วนักแต่นี่มันกลางคืนและฝนมันตกเธอเป็นห่วงว่ามันจะชนเข้ากับอะไร

     

                   เมื่อร่างสูงได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยๆขับรถอย่างปลอดภัยมากขึ้น ใช้เวลาสักหน่อยแต่ก็ถึงคอนโดของหญิงสาว

     

                   ด้วยฝนที่ตกลงมาหนักจนแทบจะไม่เห็นขับรถก็ลำบาก แถมตอนนี้ก็เลยเวลามาจนถึงเกือบตีสองแล้วถ้าจะให้เขาขับรถกลับตอนนี้ก็คงจะใจร้ายเกินไป

     

                   “ห้องอาจจะแคบไปหน่อยนะคะ”

     

                   “ไม่เป็นไรเลยครับขอแค่มีที่นอนก็พอแล้ว”ชายหนุ่มวางกระเป๋าใส่ชุดลำลองที่พกไว้ในรถเผื่อวันที่อยากออกกำลังกายแต่วันนี้ต้องใช้มันเพื่อนอนค้างที่อื่นก็ไม่แย่นัก

     

                   หญิงสาวอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยจึงเรียกร่างสูงเข้าไปอาบน้ำที่ห้องน้ำในห้องนอนยามนี้หญิงสาวในชุดนานเป็นเสื้อตัวยาวกับผมยาวที่เปียกอยู่แต่มีผ้าขนหนูพาดไหล่เพื่อไม่ให้เสื้อของเธอเปียกใบหน้าสวยไร้เครื่องสำอางยิ่งทำให้เธอดูใบหน้าเด็กลงเหมือนคนอายุสิบปลายๆ เท่านั้น

     

                   ร่างสูงเดินเข้าไปใช้ห้องน้ำเขาอาบน้ำเสร็จก็ออกมาพร้อมกับเสื้อกล้ามตัวใหญ่เปิดเผยกล้ามเยื้อแขนกับกางเกงขาสั้นที่เป็นกางเกงกีฬาที่มันเปิดรูปร่างแทบจะไม่ได้เลย

     

                   “คืนนี้ให้ผมนอนที่ไหนดีครับ”เสียงนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังเช็ดผม ใบหน้าสวยหันมามองชายหนุ่มที่เช็ดผมสั้นๆของตนเอง พร้อมมองเธอด้วยรอยยิ้ม “ผมออกไปนอนโซฟาก็ได้นะครับ”

     

                   “เอ่อนอนในห้องนี้แหละค่ะ เดี๋ยวฉันเตรียมที่นอนให้ น่าจะสบายกว่าโซฟานะคะ”ร่างบางกล่าวจบก็ลุกขึ้นเปิดตู้พร้อมกับเตรียมชุดเครื่องนอนปูข้างๆ เตียงของเธอโดยชายหนุ่มก็ลงมือช่วยด้วย

     

                   “ขอโทษนะคะที่ห้องของฉันเล็กขนาดนี้” เสียงหวานพูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

     

                   “มีที่นอนก็พอแล้วครับ”

     

                   ไม่นานนักทั้งสองคนก็นอนลงบนที่นอนของตนเองท่ามกลางเสียงของฝน และความมืด นานๆครั้งจะมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้น แต่เพราะห้องนี้ปิดหมดเสียงที่ได้ยินจึงเบามาก

     

                   “คุณสวีครับหลับหรือยัง”

     

                   “ยังค่ะ”  “นอนไม่หลับหรอคะ”

     

                   “ครับพอดีว่าผม มีเรื่องไม่สบายใจอยู่ คุณสวีช่วยฟังหน่อยได้ไหมครับ”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบายิ่งทำให้มันดูเซ็กซี่อย่างประหลาด

     

                   “เล่ามาสิคะ”เสียงหวานเองก็บางเบาจนติดเซ็กซ๊เล็กๆ

     

                   “คุณเชื่อในโชคชะตาไหมครับผมเชื่อว่าตัวเองเกิดมาเพื่อรอคนๆ นึงมาตลอด ตอนแรกผมคิดว่าผมบ้า”เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ดังต่อราวกับเขารู้สึกตลกกับสิ่งที่ตนเองพูดออกมา“แต่มันก็มีเรื่องที่ทำให้ผม รู้สึกว่าผมคงต้องเชื่อ”

     

                   “ทำไม...หรอ” หญิงสาวฟังอย่างไม่ได้คิดอะไร และถามเพื่อให้เขาพูดต่อ

     

                   “รู้จักศาลเจ้าผู่เยว่ ที่อยู่บนภูเขาแถวๆ ฝั่งตะวันออกไหมครับ”ร่างสูงลุกขึ้นนั่งพลางเอาใบหน้าและแขนเกยขอบเตียงที่หญิงสาวนอนอยู่

     

                   มันช่างบังเอิญที่อีกฝ่ายก็นอนตะแคงมาทางเขาจึงส่งรอยยิ้มมุมปากให้เธอเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใกล้จะหลับเต็มที่

     

                   “ผมเคยขอไว้ครับว่าขอให้เจอผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง” มือหนาค่อยๆ ขยับไปแตะที่มือเล็กเบาๆที่ยื่นพ้นผ้าห่ม ตอนนี้เธอหลับไปแล้วจริงๆ ยิ่งทำให้เขายิ่งอดเอ็นดูไม่ได้เลย

     

                   “ผมตามหาเธอมาหลายภพหลายชาติไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเอาตอนนี้ ตอนที่ผมถอดใจไปแล้ว” มือหนาจับประสานกับมือบางเบาพร้อมรอยยิ้ม

     

                   “ดีใจจริงๆที่ได้เจอคุณ”

     

     

    ... ... ...

     

     

                   “ทะท่านแม่ทัพ...” มู่จงทหารคนสนิทเรียกชายเหมือนใต้หน้ากากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทั้งยังใจเต้นไม่หายกับเหตุการณ์เมื่อครู่

     

                   คุณหนูเล็กจ้าวไม่สิ ฮูหยินเอาปิ่นแทงเข้าที่คอตัวเองอย่างใจเด็ด และได้สิ้นลมทันทีพร้อมกับร่างสูงของแม่ทัพแห่งแผ่นดินเข้าไปประคองร่างบางไม่ให้ล้มลงกับพื้น

     

                   “ทำไม...ทำไมเจ้าทำเช่นนี้! ซินเยว่!!!”

     

                   เสียงเข้มคำรามออกมาราวกับคนที่แตกสลายเมื่อเจ้าสาวผู้ไร้เดียงสาของเขาเลือกที่จะตายเพราะเชื่อ...เชื่อว่าเขาเป็นคนที่ตนเองเกลียดนางเสียใจที่ต้องแต่งกับคนที่ฆ่าคนรักของตนโดยไม่ได้รู้เลยว่าเขานี่แหละคือคนรักคนนั้น

     

                   เพราะเขามิได้บอกอะไรนางไม่ได้เข้าหา ตัวนางก็ปิดกั้นไม่เปิดโอกาสให้เขาได้สนทนา แม้แต่ญาติมิตรเพียงพูดชื่อของเขาหรือเฉินจือหานออกมา นางก็จะเดินหนีและเก็บตัวทันที

     

                   หลังจากนั้นร่างสูงก็ทำหน้าที่ของตนเองในฐานะ หวงจือเหว่ย และเฉินจือหานอย่างสมบูรณ์มิใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เป็นวีรบุรุษแต่ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะฝังตัวเองในฐานะกบฏและรับโทษตาย

     

                   คำขอสุดท้ายที่เขากล่าวกับโอรสสวรรค์คือการที่เขาขออยู่เคียงข้างนางส่วนคำขอเดียวที่เขาร้องขอต่อสวรรค์

     

                   ขอให้เขาได้กลับมาชดใช้ให้นางได้กลับมารักนางอีกครั้ง หากไม่เจอนางแล้วเจะไม่รักใครอีก ไม่ว่าจะชาติไหนๆ

     

                   ขอให้หัวใจวิญญาณของเขา จดจำได้เพียงแต่นางเท่านั้น

     

                   ชาติภพนั้นของเขาจบลงด้วยโทษประหารชีวิตแต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะได้เกิดใหม่ พร้อมกับความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับนางไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องน้อยเพียงใด เขาก็จดจำมันได้

     

                   จบชาติหนึ่งเกิดใหม่อีกชาติหนึ่ง วนเวียนอยู่กับความทรงจำและความรู้สึกผิดนั้นจนเขาหมดหวังอาจจะไม่เจอนางอีกแล้ว

     

                   นั่นคือเป็นการลงโทษที่เลวร้ายที่สุด

     

                   และชาตินี้ที่เขาตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างไม่คาดหวังสิ่งใดเขาคิดที่จะกลับไปที่งานเทศกาลอันเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทุกอย่างเพื่อจะนึกถึงเธอเป็นครั้งสุดท้าย แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

     

                   หญิงสาวคนหนึ่งในชุดฮันฝูใบหน้าแต่งเติมเล็กน้อยตามยุคสมัยกำลังยืนคุยอยู่กับพี่ชายของเขา ใบหน้านั้นทั้งคิ้ว ตา จมูก รอยยิ้มนั้น มันทำให้หัวใจของเขาบีบอย่างรุนแรง

     

            วินาทีที่ดวงตาคู่นั้นหันมาสบกับเขาเพียงเสี้ยววินาทีทุกอย่างรอบตัวก็ช้าลงไปหมด...

             

            เจอกันแล้ว...

             

            ความรู้สึกในอกมันปั่นป่วนในสมองของเขามันหยุดคิดไปชั่วขณะ มือของเขาชาไร้ความรู้สึกและความดีใจนั้นก็ปรากฏเพียงไม่กี่วินาที เมื่อร่างบางล้มลงต่อหน้าเขา

             

            ไวกว่าที่หัวสมองจะประมวลผลร่างกายของเขาพุ่งเข้าไปรับคนตัวเล็กเอาไว้ได้ทัน หากแต่เวลานั้น

             

            ... ทั้งที่พึ่งจะเจอกันอีกครั้ง...พึ่งได้เจอกันแท้ๆ ...

     

     

    ... ... ...

     

     

                   หลังจากค่ำคืนที่ฝนตกอย่างรุนแรงเช้าที่สดใสก็มาเยือน แสงแดดอ่อนๆ ปรากฏส่องผ่านช่องของผ้าม่านในห้อง

     

                   หญิงสาวเจ้าของห้องที่นอนเต็มอิ่มค่อยๆลืมตาตื่น ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศยังคงส่งไปทั่วทั้งห้องร่างเล็กที่กำลังจะตื่นเต็มที่ขยับตัวเล็กน้อย แต่ว่า...

     

                   มือบางของเธอรู้สึกถึงไออุ่นที่แสนคุ้นเคยไหลผ่านสัมผัสบางเบาของอีกฝ่ายทำให้เธอต้องจ้องมองมือของจ้าวฮุ่ยหมิงกำลังวางบนมือของเธออย่างเบาบาง นานๆจะขยับนิ้วเพื่อลูบหลังมืออย่างปลอบโยน

     

                   เมื่อมองผ่านไปก็เจอกับใบหน้าของชายหนุ่มที่นอนเกยแขนที่กำลังวางบนเตียงเขาช่างดูไร้เดียงสา ไม่เหมือนกับคุณทนายแสนเย็นชาหรือผู้ชายที่ดูยียวนคนนั้นเลยสักนิด

     

                   “อือ..อรุณสวัสดิ์ครับ”ร่างสูงเหมือนจะตื่นแล้วเหมือนกัน เขาขยับขณะที่ยังดูงัวเงียมากๆแต่กระนั้นมือของเขาก็ยังจับมือของเธอไม่ไปไหน “ตื่นนานแล้วหรอครับ”

     

                   มือหนายังคงบางและลูบบนมือของเธอเบาๆดูเหมือนเขาจะจงใจไม่ปล่อยมือของเธอไปสินะ

                   “พึ่งตื่นค่ะ”

     

                   “งั้นหรอครับว่าแต่ วันนี้คุณว่างไหมครับ” ชายหนุ่มมองมือของตนเองที่สัมผัสกับมือเธอเบาๆด้วยรอยยิ้ม หากแต่รอยยิ้มนั้นดูเศร้าแปลกๆ

     

                   “พอดีว่าผม...อยากชวนคุณไปเดท ได้ไหมครับ สวีเจียฉี”

     

                   ร่างสูงพูดด้วยรอยยิ้มพลงดึงมองเธอไปจูบที่หลังมือเบาๆ ก่อนจะหันมาสบตาเธออย่างลึกซึ้ง

     

                   ...บ้าเอ้ย... ใจเต้นอีกแล้ว...

     

     

    #####

     

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน