โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 118 กลุ่มคนตาย

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    เซนได้ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเนื่องจากการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของพื้นที่ เมื่อชายหนุ่มลืมตาตื่นเขาก็ได้ค้นพบว่าตนเองนั้นยังคงเหนื่อยล้าอยู่ และเขาไม่เคยเหนื่อยล้าขนาดนี้มานานแล้ว

    ‘อาจจะเป็นผลของการใช้ทักษะนั้น…’

    ทักษะที่เซนกล่าวถึงนั้นคือทักษะอ่านวิญญาณขั้นสูง ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ทักษะนี้ได้ปรากฏขึ้นในหมวดหน้าสกิลของเขา มันไม่มีข้อมูลอื่นใดอธิบายที่มาหรือพลังของทักษะนี้เลย นอกจากนี้ยังไม่มีวิธีเปิดใช้ แต่ในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถเปิดใช้มันโดยบังเอิญได้ในขณะที่ต่อสู้และเข้าตาจน

    “เจ้าตื่นสักที ได้โปรดเดินด้วยตัวเองได้ไหม ข้าหนักจะตายอยู่แล้ว”

    เสียงของชายปริศนาดังขึ้น ทำให้เซนพบว่าตอนนี้คนเองกำลังถูกแบกด้วยชายที่เขาเจอที่หน้าประตูทางเข้าดินแดนแห่งหายนะ หรือก็คือมาเอลนั่นเอง

    “เป็นเจ้านั่นเอง…ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ข้าหมดสติไป”

    เซนขยับลงจากหลังของมาเอลด้วยความกระดากอาย การที่ให้ผู้ชายมาแบกเช่นนี้มันดูน่าอายอยู่บ้างนอกจากนี้เขายังไม่ได้รู้จักมาเอลมากนัก

    เมื่อได้ยินสิ่งที่เซนถามมาเอลก็ได้ยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิก่อนที่จะใช้มือตบหน้าอกของตนเองพร้อมกับกล่าวว่า

    “เจ้ายังต้องขอบคุณข้าที่ช่วยพาเจ้าผ่านการทดสอบก่อนหน้ามาได้ ถ้าไม่มีข้า เจ้าคงตายไปแล้ว”

    “ดูเหมือนตอนที่ข้าหมดสติไปจะถูกส่งเข้าประตูและได้พบกับเจ้าที่กำลังทดสอบพอดี…”

    เซนกล่าวอย่างเงียบๆ แต่มาเอลนั้นก็ได้พยักหน้ายืนยันเป็นการบอกว่าการคาดเดาของเซนนั้นถูกต้องแล้ว

    “ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้หรือไม่?”

    มาเอลกล่าวขึ้น นั่นทำให้เซนพยักหน้า อย่างไรก็ตามมาเอลกลับหันหน้าไปอีกทางซึ่งเป็นทางเดินที่พวกเขาจำเป็นต้องเดินต่อไปอีกนั่นเองสีหน้าของมาเอลเห็นได้ชัดว่าแสดงความประหลาดใจออกมา ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นมาอีกครั้งว่า

    “ข้าจะถามเจ้าหลังจากที่เราออกจากสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว อีกอย่างข้าเองก็มีภารกิจที่ต้องรีบไปทำให้สำเร็จ”

    มาเอลพยักหน้าอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปยังทิศทางที่เกิดการแผ่นดินไหว ซึ่งแรงสั่นสะเทือนที่ปลุกเซนเองก็น่าจะมีสาเหตุมาจากที่เดียวกัน

    “ดูแล้วเจ้าไม่ได้สนใจสมบัติที่อยู่ในที่แห่งนี้เลยสักนิด”

    เซนกล่าวขึ้นในขณะที่มองท่าทางของมาเอลที่ดูไม่ทุกข์ร้อนใดๆ มาเอลเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธเขากลับพยักหน้าและกล่าวความจริง

    “ข้ามาที่นี่ก็เพื่อขัดขวางแผนการของคนบางกลุ่ม เจ้าคงจำสิ่งที่ข้าบอกเจ้าก่อนที่เข้ามายังที่นี่ได้ใช่ไหม?”

    “จำได้อยู่บ้าง”

    “กลุ่มคนตายที่ข้ากล่าวถึงพวกนั้นคือเป้าหมายของข้า หน้าที่ของข้าคือขัดขวางพวกมันไม่ให้ได้สิ่งที่ต้องการไป”

    มาเอลกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนที่จะชี้นิ้วไปที่ทางเดินเบื้องหน้าที่ไม่รู้ว่ามีความยาวอีกเท่าใด และไม่มีใครทราบว่าพวกเขาจะต้องเดินไปอีกเท่าใด

    “พวกนั้นก็อยู่ข้างหน้าเราแล้ว ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าได้ไปต่อเลย เจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ อีกอย่างระดับกึ่งเทวะยังอ่อนแอเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับพวกนั้น”

    สิ่งที่มาเอลกล่าวเตือนนั้นแน่นอนว่าเป็นความจริง อย่างไรก็ตามเซนนั้นไม่อาจจะถอยได้ เขาเองก็มีสิ่งที่ต้องการเช่นกันแม้ว่าจุดประสงค์การได้รับจะแตกต่างกับคนอื่นๆ ที่มายังที่นี่

    “ข้าเองก็มีสิ่งที่ต้องการทำอยู่ เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจข้าหรอก ถึงข้าจะตายยังไงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าอยู่แล้ว”

    เซนกล่าวคำพูดที่ค่อนข้างเย็นขาออกมา ทำให้มาเอลที่ฟังนั้นหน้าเสียอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามสีหน้าของเขากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพยักหน้าเงียบๆ และไม่กล่าวสิ่งใดกับชายหนุ่มอีกเขาเพียงก้าวออกไปข้างหน้าเท่านั้น

    “บึ้มมมมมมมมม!”

    ในเวลานั้นเกิดเสียงระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงขึ้นในทิศทางเบื้องหน้าที่พวกเขากำลังจะมุ่งไป มาเอลมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่เซนนั้นกลับมีสีหน้าหวาดหวั่นแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ประสาทสัมผัสของเซนนั้นยังสามารถใช้งานได้ถึงไม่มีประสาทสัมผัสอันเฉียบคมก็ยังเดาได้ว่าทิศทางเบื้องหน้าของพวกเขานั้นกำลังมีการปะทะกันของขุมอำนาจสองกลุ่ม และทั้งสองฝ่ายต่างเป็นระดับเทวะทั้งคู่แค่แรงกดดันก็แทบทำให้คนธรรมดาตายได้แล้วหากเข้าไปใกล้

    …..

    ในห้องโถงใจกลางของโบราณสถานนั้นมีคนห้าคนที่สามารถเข้ามาถึงก่อนใคร สองในนั้นคือสองพี่น้องตระกูลเฟอร์มิเรี่ยน มาตินและเกียมอร์ ร่างกายของทั้งสองคนนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลเล็กๆ และรอยเปื้อนราวกับไปคลุกกับพื้นดินมา ในขณะที่สายตาของทั้งสองนั้นกำลังจับจ้องไปที่ชายผู้สวมชุดคุมสีดำสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีออร่าเปลวเพลิงสีม่วงล้อมรอบกายอยู่ ในขณะที่อีกคนนั้นมีออร่าเยือกเย็นจนสามารถแช่แข็งอากาศและพื้นที่ที่อยู่รอบๆ ตัวของเขาได้

    ส่วนบุคคลที่สามในกลุ่มชุดดำนั้นดูลึกลับที่สุดออร่าของเขามันเหมือนกับมหาสมุทรที่ไม่มีจุดสิ้นสุดอย่างไรก็ตามเขายังไม่ลงมือเขายืนนิ่งและเฝ้ามองการต่อสู้มาสักพักแล้ว

    “นี่เหรอ ตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนที่แข็งแกร่ง กลับทำได้เท่านี้น่าขันจริงๆ”

    ชายชุดดำผู้ใช้เปลวเพลิงสีม่วงลึกลับได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงดูถูก ในขณะเดียวกันสีหน้าของมาตินและเกียมอร์นั้นกลายเป็นน่าเกลียดยิ่งกว่าเดิม ตระกูลเฟอร์มิเรี่ยนของเขานั้นเป็นสิ่งที่มันภาคภูมิดังนั้นการที่กล่าวดูถูกเช่นนี้กลับเหมือนไปสัมผัสกับเกล็ดย้อนของพวกเขา

    “จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะราฟ สองคนนี้ก็เป็นแค่อันดับล่างๆ ในตระกูลเท่านั้น หากเจอพวกอัจฉริยะในตระกูลพวกเราคงตายไปแล้วตอนนี้”

    ชายชุดดำผู้ใช้ออร่าเยือกแข็งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นพอๆ กับออร่าของเขา ราฟคือชื่อของชายชุดดำผู้ใช้เปลวเพลิงสีม่วง ในขณะที่ชายผู้ใช้น้ำแข็งนั้นมีชื่อว่าเรนทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันและเป็นคู่หูที่ต่อสู้ด้วยกันมานาน

    “ถ้าแบบนั้นก็รีบจบเถอะสู้กับพวกมันไปมากกว่านี้ก็ไม่ได้อะไรจริงไหม?”

    ราฟนั้นมีนิสัยที่ค่อนข้างใจร้อนตรงข้ามกับเรนอย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือข้อเสียเดียวของเขา อย่างไรก็ตามหากมีเรนอยู่อีกฝ่ายก็จะช่วยหยุดคามใจร้อนนี้ได้ แต่ในตอนนี้ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องหยุดเพราะเรนค่อนข้างเห็นด้วยกับราฟมากทีเดียวในการรีบกำจัดก้านขวางคอเบื้องหน้าพวกเขา

    “เจ้าไม่ต้องยุ่ง ข้าจะเป็นคนจัดการมันเอง”

    ก่อนที่เรนกำลังจะลงมือราฟก็ได้กล่าวขึ้นพร้อมกับกระโดดออกไปเบื้องหน้า นั่นทำให้ฝีเท้าของเรนต้องชะงักอย่างกะทันหันก่อนที่เขาจะส่ายหัวกับนิสัยใจร้อนและเอาแต่ใจของสหาย

    มาตินและเกียร์มอนั้นสามารถได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ ยิ่งพวกเขาฟังเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกแค้นมากเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนั้นไม่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่นิดเดียว

    “คิดจะจัดการพวกเราคนเดียว มันจะไม่ดูถูกกันเกินไปหน่อยเหรอ”

    มาตินกล่าวขึ้นในขณะที่ออร่าเปลวเพลิงสีส้มได้ระเบิดออกมาจนทำให้อุณหภูมิรอบห้องโถงนั้นกลับกลายเปลี่ยนไปในพริบตา ออร่านั้นจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้ใช้หากผู้ใช้อยู่ในอารมณ์ที่โกรธแค้นออร่าก็จะเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งและรุนแรงมากขึ้น เหมือนกับกรณีของมาติน

    “ดูจากฝีมือของพวกเจ้าทั้งสองแค่ข้าคนเดียวก็เกินพอแล้ว!”

    ราฟกล่าวออกมาอย่างมั่นใจในขณะเดียวกันปากของเขาก็ขยับไปมาเหมือนกำลังท่องอะไรบางอย่าง อย่างไรก็ตามต่อให้มาตินและเกียร์มอจะตั้งใจฟังมากขนาดไหนเขาก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี

    บรรยากาศแห่งความตายค่อยๆ เข้มข้นขึ้นจนทั้งคู่เริ่มรู้สึกอึดอัดต้นตอนั้นไม่ต้องหาก็สามารถทราบได้เพราะมันมาจากตัวของราฟนั่นเอง ในขณะเดียวกันหมอกสีดำจำนวนมากเริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหลังของราฟพร้อมๆ กับประตูสีดำที่มีลวดลายน่าขนลุกโผล่ออกมาท่ามกลางหมอกสีดำนั้น หากเซนได้เห็นมันเข้าจะต้องรู้จักมันแน่นอน เพราะมันคือประตูยมโลก

    “จงมอบพลังให้แก่ข้าเทพวายุอัคคี!”

    ราฟกล่าวจบบานประตูสีดำก็ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของกลุ่มก้อนเปลวเพลิงสีม่วงจางๆ จนแทบจะกลายเป็นสีขาว เปลวเพลิงสีม่วงปริศนานั้นเขามาร่วมกับร่างกายของราฟพริบตาเดียวพลังออร่าของราฟมีความเข้มข้นพุ่งสูงขึ้นไปในพริบตาจนทำให้มาตินและเกียร์มอก้าวถอยไปอย่างไม่รู้ตัวเพราะความหวาดหวั่น

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน