บทที่ 3
อาจารย์...ศิษย์จะเป็ผู้ฝึกปราณขั้นราชันให้ได้
ฤดูหนาวผ่านพ้นไปแล้ว แสงแดดแสนอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิเข้ามาเยือน ชาวบ้านเริ่มทำการเพาะปลูก ตัวของฉีมู่หรงเองก็เช่นกัน นับเป็เวลาสี่เดือนแล้วที่ตัวเขามาอยู่ที่นี่
่ฤดูหนาวเขาเก็บตัวฝึกฝนลมปราณแทบไม่ได้ก้าวขาออกจากตัวบ้าน จนก้าวมาเป็ผู้ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์ระดับหนึ่งแล้ว นับเป็ความก้าวหน้าที่น่าพอใจเป็อย่างยิ่ง
เมื่ออากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ก็เป็สัญญาณบ่งบอกว่าถึงฤดูเพาะปลูกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ดีที่ในมิติเร้นเมฆามีเครื่องมือการเพาะปลูกครบทุกอย่าง ่กลางวันก็มาถางหญ้าทำแปลงผัก ปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสงและแตงโมซึ่งเป็พืชที่ให้ผลผลิตไว และเป็พืชที่ชาวบ้านในหมูบ้านนิยมปลูกกัน การออกแรงขุดแปลงผักเป็การเสริมสร้างการไหลเวียนในกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย แม้ว่าจะมีพืช ผัก ผลไม้และธัญพืชในมิติเร้นเมฆา แต่เขา้าคูปอง และจำต้องเพาะปลูกเพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย
เจิ้งโจวเป็เมืองศูนย์กลางของมณฑลเหอหนาน มีความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกธัญพืชและยาสูบ ทำให้เมืองเจิ้งโจวกลายเป็ศูนย์กลางในการขนส่งธัญพืชและผลผลิตทางการเกษตรไปยังเมืองหลวงและเมืองศูนย์กลางของมณฑลอื่นๆ นอกจากการเกษตรแล้ว ยังมีการเลี้ยงสัตว์ด้วย อย่างพวกวัวและแพะเป็หลัก นอกจากนี้ยังมีเหมืองแร่อีกหลายแหล่งกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ของมณฑล
หมู่บ้านไน่เหอเป็หมู่บ้านรอบนอกตัวเมืองมีเขตพื้นที่ติดกับเมืองลั่วหยาง มีพื้นที่เพาะปลูกไม่มากหากเทียบกับเมืองอื่นๆ ทำให้ไม่มีเหล่านักศึกษาถูกส่งมาในเขตพื้นที่ มีแต่เมืองที่อยู่ไกลออกไป ชีวิตความเป็อยู่ของชาวบ้านค่อนข้างเรียบง่าย อาจจะเป็เพราะหมูบ้านอยู่ห่างจากตัวเมืองหลายสิบกิโลเมตร
ฉีมู่หรงตัดสินใจลูกต้นท้อและลูกพลับเอาไว้เรียงกันเป็แนวยาวตามกำแพงบ้าน ต้องใกล้รั้วหน้าประตูบ้านฉีมู่หรงเลือกปลูกต้นหอมหมื่นลี้เอาไว้
นอกจากนี้ข้างบ้านเขายังทำสวนสมุนไพร ปลูกสมุนไพรที่ใช้สำหรับรักษาโรคทั่วๆ ไป เขาเป็ผู้ฝึกลมปราณสายโอสถ เขาย่อมต้องศึกษาตำราแพทย์และสมุนไพร การรักษาโรคทั่วไป การปรุงยารักษาโรคทั่วๆ ไป ไปจนถึงการหลอมโอสถหายาก ซึ่งตำราที่อาจารย์เก็บสะสมเอาไว้มีเป็พันกว่าเล่ม
อาจารย์บอกว่ามันเป็ตำราขั้นพื้นฐาน ให้เขาทำความเข้าใจและศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ดูเหมือนการแพทย์ในยุค 70 จะพัฒนาไปใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย การฝังเข็ม การรักษาโรคแบบในอดีตไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แต่ก็ยังมีอยู่ เว้นแต่ร้านขายสมุนไพรที่ยังมีอย่างแพร่หลาย คนนิยมซื้อยาสมุนไพรมารักษาโรคทั่วๆ ไป อย่างการเจ็บไข้ โรคกระเพาะ อาการเ็ปอื่นๆ
นอกจากนี้ในเมืองมีโรงพยาบาล ซึ่งมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่ค่ารักษาค่อนข้างแพง คนที่มีฐานะปานกลางและชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ เลยนิยมซื้อยามากินเองมากกว่า
“มู่หรง”
“ครับลุงจาง”
“วันนี้เป็วันแลกเปลี่ยน เห็นว่าลูกชายบ้านเหิงได้หมูป่าตัวใหญ่มา ทางฝ่ายผลิตให้เอาของไปแลกเปลี่ยนได้หากอยากได้เนื้อมาทำอาหารก็นำของไปแลกได้นะ”
“ตอนนี้ผมหันมากินมังสวิรัติครับลุง”
“ทำไมล่ะ?” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“มันดีต่อร่างกายผมครับ”
“จริงเหรอ? ไม่ใช่ว่าเนื้อมีประโยชน์กับร่างกายหรอกเหรอ?”
“ครับ แต่ร่างกายผมกินมังสวิรัติถึงจะดีกับร่างกายครับ”
“ไม่กินเนื้อก็ไม่เป็ไร อย่าลืมไปลงทะเบียนการเพาะปลูกล่ะ” คงจะจริงอย่างที่อีกฝ่ายบอก เพราะดูร่างกายของฉีมู่หรงแข็งแรงขึ้น ไม่ซูบผอมและดูป่วยเหมือนที่ผ่านมา
“ครับ” ผลผลิตในส่วนที่เขาปลูกเจ็ดส่วนต้องมอบให้ส่วนกลาง ตอนเก็บเกี่ยวทางฝ่ายผลิตจะมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วนำส่วนแบ่งที่ได้เข้าส่วนกลาง เพื่อแลกเปลี่ยนเป็คูปองเสื้อผ้า คูปองอุตสาหกรรมและคูปองที่จำเป็สำหรับแต่ละบ้าน
ฉีมู่หรงอยากได้คูปองอุตสาหกรรม เขาอยากสั่งอิฐแดงมาซ่อมแซมกำแพงด้านหลัง คงต้องรอให้เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนถึงจะมีคูปอง เพราะในมิติเร้นเมฆาไม่มีอิฐแดงเลยจำเป็ต้องหาซื้อจากในเมืองเท่านั้น
คงต้องขยันเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตมากหน่อย
่บ่ายแก่ๆ เมื่อเสร็จจากงานเพาะปลูกแล้ว ฉีมู่หรงเตรียมตัวไปลงทะเบียนการเพาะปลูก จากนั้นจะมีคนของฝ่ายผลิตตรวจสอบก็เป็อันว่าเสร็จสิ้น
เขาเดินไปตามทางจากความทรงจำ ผ่านบ้านของลุงจาง แล้วค่อยๆ เดินผ่านบ้านมาจนถึงส่วนกลางของหมู่บ้าน ระหว่างทางพบเจอชาวบ้านที่ทำการเพาะปลูก พวกเขาจ้องมองด้วยความแปลกใจ ปนสงสัยก่อนจะหันไปงานของตัวเอง คงเป็เพราะทุกคนรู้ว่าเขาป่วยเรื้อรัง หรือจะเรียกว่าขี้โรคก็ได้ ฉีมู่หรงคนเดิมแทบไม่ออกจากบ้านเลย
“มู่หรง หายดีแล้วเหรอ?” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถาม
“ค่อยๆ ดีขึ้นแล้วครับ”
“มาลงทะเบียนแลกเปลี่ยนเนื้อหรือ?”
“ไม่ใช่ครับ มาลงทะเบียนเพาะปลูก”
“เพาะปลูก?” หัวหน้าหมู่บ้านค่อนข้างแปลกใจ ปกติชายหนุ่มจะเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่ออกข้างนอก เพราะอาการเจ็บป่วยเรื้อรังมานานเป็เกือบสองปี เื่เพาะปลูกไม่ต้องพูดถึง ปกติที่ดินในบ้านจะให้จางผิงและภรรยาเพาะปลูก
“ใคร? ย้ายมาใหม่เหรอ? ไม่คุ้นหน้าเลย” หัวหน้าฝ่ายผลิตเอ่ยถาม ก่อนจะจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่ม
“ไม่ใช่ๆ เขาคือฉีมู่หรง บ้านอยู่ท้ายหมู่บ้าน หลานชายของยายถัง ใครๆก็รู้จักเขา” หัวหน้าหมู่บ้านรีบออกตัวให้ทันที
“ท้ายหมู่บ้าน?” การจะอาศัยในหมู่บ้านต้องให้หัวหน้าหมู่บ้านรับรอง แน่นอนว่าคุณยายของฉีมู่หรงเป็ที่รู้จักของทุกคนก่อนที่ท่านจะเสียไป หญิงชราในดีที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
“ผมอาศัยอยู่ที่บ้านของคุณยาย ก่อนท่านเสียท่านยกที่ดินและบ้านให้ผม” ฉีมู่หรงเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไหร่
คงเป็เพราะใบหน้าของฉีมู่หรงมีแววตาสีดำคมเข้ม ใบหน้าดูดุๆ ยามตีสีหน้าเรียบเฉยเลยดูไม่น่าเข้าใกล้ เขาเป็ถึงอดีตเ้าของบ่อนการพนัน จากความทรงจำอีกฝ่ายมักมีเื่ต่อยตีเป็ประจำ เคยฆ่าคนมาแล้ว ชาวบ้านเลยไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวอีกฝ่าย
“ลงชื่อตรงนี้ พรุ่งนี้จะมีคนไปตรวจแปลงเพาะปลูก”
“ครับ”
ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินทางมาที่ส่วนกลาง วันนี้ครึกครื้นเป็พิเศษ ฉีมู่หรงรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นๆ เขาทำแค่เพียงยืนดูห่างๆ ชาวบ้านที่เจอหน้าเขามักจะหลบเลี่ยง ไม่เดินเข้าใกล้
หมูป่าตัวใหญ่น้ำหนักราว ๆ 400 จินหรือ 200 กิโลกรัม ครึ่งหนึ่งแบ่งเข้าส่วนกลาง แลกเปลี่ยนเป็คูปองให้คนที่ล่ามันมาได้ การล่าสัตว์ก็สามารถสะสมแต้มเพื่อใช้แลกคูปองได้ แต่เขาไม่ฆ่าสัตว์เพราะกินมังสวิรัติเลยไม่จำเป็ต้องล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็อาหาร
“เฉิงอี้นี่ดวงดีจริงๆ เข้าป่าได้โสมป่ามาตั้งสามต้น”
“จริง เห็นว่าหัวหน้ารับแลกเปลี่ยนเป็คูปองนมผง คูปองผ้าและคูปองอุตสาหกรรมอย่างละสองใบ”
ฉีมู่หรงหูผึ่งในทันทีที่ได้ยิน โสมสามารถเอาไปแลกคูปองได้
“ขอโทษนะครับ ขอถามหน่อย”
“....” หญิงสาวสองคนมองหน้ากัน ก่อนจะพากันวิ่งหนีออกไป ทำเอาฉีมู่หรงทำสีหน้ามึนงง สีหน้าของเธอสองคนดูใกลัวมาก เขาดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?
รูปร่างหน้าตาของฉีมู่หรงก็ดูสง่างามใช้ได้เลย ไม่ได้ดูอัปลักษณ์แม้แต่น้อย น่าแปลกที่ไม่มีแม่นางคนไหนเข้าใกล้ หรือเพราะข่าวลือก่อนหน้านี้?
“มู่หรง”
“ลุงจาง”
“มายืนทำอะไรตรงนี้”
“ผมกำลังจะกลับบ้าน”
“งั้นกลับพร้อมกัน”
“ลุงจาง ผมขอถามหน่อยได้ไหม?” ฉีมู่หรงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถามมาได้เลย จะถามอะไร?”
“โสม สามารถแลกคูปองได้เยอะแค่ไหน?”
“ขึ้นอยู่กับอายุของมัน ถ้าโสมอายุมากก็จะได้คูปองจำนวนมาก อีกทั้งได้เงินด้วย เห็นว่าบ้านนายทหารใหญ่ในเมือง้าใช้โสมจำนวนมาก ลูกสะใภ้ของเขากำลังคลอดบุตร”
“อ่อเป็แบบนี้นี่เอง” ฉีมู่หรง รู้แล้วว่าจะสามารถหาคูปองได้ยังไง ทุกบ้านเมืองก็มีคนที่มีอำนาจและร่ำรวย มีช่องว่างระหว่างชนชั้นอยู่เสมอ เื่นี้ฉีมู่หรงเข้าใจมันดี แม้ไม่เคยได้รับการใส่ใจจากพ่อแม่ แต่เขาก็เกิดเป็บุตรในตระกูลขุนนางที่ร่ำรวยมาก่อน
ถ้าให้เดาที่เมืองหลวงความเป็อยู่ในเมืองหลวงคงดีกว่าที่เมืองเจิ้งโจวมาก คงมีห้าง สหกรณ์ ร้านอาหารมากกว่าที่เมืองเจิ้งโจวหลายเท่า คนในเมืองคงใช้ชีวิตสุขสบายกว่าเมืองอื่นๆ
แม้ว่าบ้านเมืองจะค่อนข้างวุ่นวาย แต่ตอนนี้กลุ่มหงฟู่จำนวนมากถูกส่งตัวไปทำนาอยู่ชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ั้แ่ปลายปี 68 มีทหารจากส่วนกลางเข้ามาควบคุมดูแลความสงบ ทำให้บ้านเมืองไม่วุ่นวายเหมือนที่ผ่านมา
แต่ก็ยังกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าทหารแดง คอยตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง เช่นการลักลอบค้าขาย การคบชู้ แม้แต่การใส่เครื่องประดับโบราณก็นับว่ามีความผิด
“อย่าบอกนะว่าที่มาถามจะเข้าป่าไปหาโสม ร่างกายเพิ่งหายดี อย่าเพิ่งเข้าป่าเลย”
“ผมแข็งแรงดีแล้วครับ ผมอยากลองเสี่ยงดวงดู”
“ยังไงก็ระวังตัวด้วย” ลุงจางบอกกับอีกฝ่ายด้วยความหวังดี
ฉีมู่หรงกลับถึงบ้าน เขาก็ปิดประตูรั้วบ้าน จากนั้นก็เดินมาที่ห้องอ่านหนังสือและเข้ามาในมิติเร้นเมฆา เขามาเก็บผลท้อที่อาจารย์ปลูกเอาไว้ พวกมันออกผลทั้งปี อาจารย์ทำได้ยังไงก็ไม่รู้ ถัดไปก็มีผลไม้อยู่อีกหลายหลากชนิด ผลกิเลนเพลิง ผลทับทิม์ ซึ่งเป็ผลไม้ที่อาจารย์ปลูกเองกับมืออาจารย์บอกว่าพวกมันมาจากหุบเขาเกี้ยวจันทรา อาจารย์เคยพูดอยู่หนหนึ่ง ซึ่งตัวเขาไม่รู้หรอกว่ามันอยู่ที่ไหน
“วันนี้ต้องดูดซับศิลาปราณให้ได้หนึ่งร้อยก้อน” ฉีมู่หรงไม่รอช้าเดินไปที่ถ้ำศิลาปราณทันที เดิมศิลาปราณมีเก็บเอาไว้ แต่ว่าเขาดูดซับมันไปจนหมดแล้ว
“เอาถ้ำนี้ก็แล้วกัน” มันอยู่ใกล้กระท่อมที่เขาพักพอดี ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปให้ไกลทำไม ฉีมู่หรงนั่งขัดสมาธิ จากนั้นเริ่มดูดซับศิลาปราณอย่างที่ตั้งใจไว้ เขาดูดซับแล้วโคจรปรับสมดุลลมปราณ
จากนั้นก็เริ่มฝึกฝนลมปราณ ดูดพลังศิลาปราณเข้ามาเสริมลมปราณในร่างกายทีละก้อน ทีละก้อนอย่างใจเย็น เื่การเลื่อนระดับจะรีบร้อนไม่ได้
เวลาผ่านไปราวค่อนคืนศิลาปราณเกือบสองร้อยก้อนถูกดูดซับไป พร้อมกับพลังปราณที่พุ่งพรวด
“ฮึก...” ฉีมู่หรงอดทนต่อพลังปราณที่พุ่งพรวด โคจรให้พลังปราณเขาสู่สมดุล
“ยังเหลืออีกนิดหน่อย” เขารับรู้ว่าพลังปราณของเขาจะผ่านระดับหนึ่ง เข้าสู่ปรมาจารย์ระดับสองแล้ว แต่มันยังติดอยู่อีกนิดหน่อย
ฉีมู่หรงศึกษาตำราเวทย์อักขระระดับที่สูงขึ้น ตำราโอสถเขาอ่านจนแตกฉานหมดแล้ว เพียงแต่พลังปราณที่เขามียังไม่สามารถหลอมโอสถขั้นสูงออกมาได้ ตอนนี้เขาสามารถหลอมโอสถระดับสี่ที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนออกมาได้แล้ว
โอสถในกระท่อมมีอยู่มากมาย อาจารย์เตรียมไว้สำหรับการฝึกฝนลมปราณของเขา นอกจากศิลาปราณก็มีโอสถเืั เพื่อใช้ในการทะลวงระดับ
ก่อนออกมิติไม่ลืมที่จะไปเก็บสมุนไพร โดยเฉพาะโสมป่า โสมแดง โสมคน เลือกสมุนไพรที่มีอายุไม่มากจนเกินไป อายุราว 50 ปี หวังว่ามันจะให้เขาได้คูปองอุตสาหกรรมตามที่เขา้า
ฉีมู่หรงลงเมล็ดพันธุ์เพาะปลูกแปลงสุดท้ายในตอนเช้ามืด ช่วยสายๆ ฝ่ายผลิตก็มาตรวจแปลงเพาะปลูก
“ฉีมู่หรง”
“เชิญครับ”
หัวหน้าฝ่ายผลิตกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะมองหน้าเ้าของบ้าน ก่อนจะเดินดูแปลงเพาะปลูกก่อนจะจดบันทึกรายละเอียดเอาไว้
“นี่รับไป”
“ครับ” ฉีมู่หรงมองกระดาษแข็งในมือ
“สามารถไปรับปุ๋ยคอกได้ที่โรงเลี้ยงสัตว์ จำนวนตามที่ระบุเอาไว้”
“ขอบคุณครับ”
“มีอะไรก็ไปแจ้งที่ฝ่ายผลิตได้” หวังเฮ่อ ในวัย 42 ปี เขามารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิต นับั้แ่ส่วนกลางได้จัดสรรคนมาทำหน้าที่ควบคุมแหล่งผลิตอาหารในมณฑลต่างๆ
แน่นอนว่าเขามาจากปักกิ่ง ครอบครัวเขาเป็นักวิชาการ และเขาทำงานให้ฝ่ายที่หงฟู่เรียกว่าฝักใฝ่ทุนนิยม โทษของเขาต้องถูกส่งไปใช้แรงงานในเหมือง แต่ว่าน้องเขยมีอำนาจเลยส่งเขามาเป็หัวหน้าฝ่ายผลิตที่นี่
เขารู้จักกับผู้ชายตรงหน้า ไม่คิดเลยว่าผู้ชายอย่างฉีมู่หรงจะตกต่ำถึงเพียงนี้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ จากคนที่เคยร่ำรวย มีอำนาจ มีลูกน้องรองมือรองตีน กลับต้องมาอยู่ในหมู่บ้านนอกเหมือน เพาะปลูกเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่ชีวิตใครบางจะไม่พลิกผัน ใน่ที่บ้านเมืองวุ่นวายกับปฏิวัติทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบกันทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวของเขาเองก็ด้วย
วันนี้ฉีมู่หรงตั้งใจจะเข้าป่า เขายังไม่เคยไปสำรวจป่าในแถบนี้เลย ลองเข้าไปสำรวจเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน เขาอยากไปหาสมุนไพรและลองเวทย์อักขระที่เขาฝึก
ไม่รู้ว่าป่าแถบนี้จะมีสมุนไพรตามที่เขา้าหรือเปล่า สมุนไพรในมิติเป็สมุนไพรพลังปราณทั้งหมด เขาอยากจะลองใช้สมุนไพรธรรมดาในการหลอมโอสถ
ฉีมู่หรงเดินลัดเลาะไปตามแปลงเพาะปลูกของชาวบ้าน ราว ๆ 4 กิโลเมตร ที่จริงเดินห่างจากไปอีกเพียงไม่ถึง 2 กิโลเมตรก็จะถึงเขาที่อยู่ไม่ไกล แต่ได้ยินลุงจางบอกว่าูเาลูกนั้นชาวบ้านมักจะเข้าไปหาของป่า เขาเลยตัดสินใจมายังเขาอีกลูกที่อยู่ไกลออกไปอีกฝั่งหนึ่ง
ชาวบ้านไม่ค่อยเข้ามาในป่าแถบนี้คงเพราะมีข่าวลือว่ามีสัตว์ร้าย ทำให้ไม่มีใครเข้ามา ป่าไม้อุดมสมบูรณ์แม้ไม่เท่าหุบเขาเร้นเมฆา สมุนไพรธรรมดาทั่วไปมีให้เก็บมากพอสมควร
ยิ่งเดินเข้ามาในป่าลึก ต้นไม้ใหญ่เริ่มหนาแน่น ฉีมู่หรงััได้ถึงกลิ่นอายพลังปราณเบาบางลอยมาในอากาศ เขามุ่งหน้าเดินเข้าป่าลึกไปยังใจกลางหุบเขา
เมื่อเดินลึกเข้าไปกลับพบกลับหน้าผาสูงชัน ต้องข้ามหน้าผานี่ไปยังอีกฝั่งของเขา ฉีมู่หรงใช้เวทย์วิชาตัวเบา ในขนปักษามรกตเป็ตัวกลางในการกระจายพลังเวทย์ที่เขาใช้
ค่อยๆ เอาเท้าก้าวไปเหยียบบนขนปักษามรกตที่บางเบา ก้าวขึ้นไปสูงขึ้น เมื่อพบว่าเวทย์ที่ใช้มั่นคงก็เปลี่ยนจากการก้าวเดิน เป็การะโขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ...
พรึ่บ...
“ทำได้จริงๆ ด้วย”
ฉีมู่หรงมองหน้าผาฝั่งตรงข้าม ด้วยแววตาประหลาดใจ กลิ่นอายพลังปราณจากธรรมชาติห้อมล้อมตัวเขา น้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงชัน ไหลลงตกกระทบหินทำให้เกิดเสียงตามธรรมชาติ
เขายืนอยู่บนโขดหิน้า ก่อนจะค่อยๆใช้เวทย์พาตัวเองลงมาด้านล่าง สระน้ำมันใสจนสามารถมองเห็นด้านล่าง เห็นเหล่าปลาแหวกว่ายไปมา สาหร่ายที่เติบโตตามธรรมชาติ ช่างเป็ภาพที่สวยงาม
“ไม่คิดเลยว่าจะมีที่แบบนี้อยู่”
“เหมาะสำหรับการฝึกฝนยิ่งนัก”
“ต้องก้าวขึ้นมาเป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นราชันจึงจะสามารถใช้เวทย์เคลื่อนย้ายได้” มันจะดีแค่ไหนถ้าเขาสามารถมาที่ได้โดยการใช้เวทย์เคลื่อนย้าย คงต้องเร่งฝึกฝน
ฉีมู่หรงนั่งลงบนโขดหินใต้ร่มไม้ นั่งขัดสมาธิ เริ่มดูดซับพลังปราณธรรมชาติเข้ามาเสริมให้พลังปราณไหลเวียนในร่างกายได้ดีขึ้น เพื่อชดเชยพลังปราณที่เขาใช้เวทย์ปักษามรกต
จากนั้นนำศิลาปราณมาดูดซับ
ปุ
ปัง
“สำเร็จ”
ขั้นปรมาจารย์ ระดับ 2 ดูเหมือนผู้ฝึกปราณขั้นราชันคงอยู่อีกไม่ไกล
-------TBC-------