เสียงกลองศึกดังก้องสะท้อนทั่วหุบเขา ท้องฟ้าถูกบดบังด้วยเงาดำมืดจากกองทัพทหารเกราะดำ พวกมันยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ ดวงตาใต้หมวกเกราะเปล่งแสงแดงฉานราวกับเปลวเพลิงจากขุมนรก ดาบและหอกในมือของพวกมันแผ่พลังอำนาจเย็นเยียบที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง
“พวกมันมาแล้ว!” เรฟประกาศเตือน พลางยกดาเล็กอาวุธคู่กายขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีฟ้าจากดาบศักดิ์สิทธิ์ของเขาส่องประกายท่ามกลางความมืดมิด เหล่าผู้พิทักษ์ขยับเข้าประจำตำแหน่ง เตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูที่เหนือกว่าทั้งจำนวนและพละกำลัง
“โจมตี!” เสียงของเอเมนแม่ทัพฝ่ายศัตรูคำรามดังก้อง ทหารเกราะดำพุ่งทะยานเข้าหาดั่งเงามัจจุราช ฝุ่นดินปลิวว่อน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของพวกมันะเืทั่วพื้นปฐี
ฟินน์เป็คนแรกที่เคลื่อนไหว เขากระโจนไปกลางสนามรบ หมุนตัวกลางอากาศก่อนจะตวัดขวานคู่ใจของเขาอย่างรวดเร็ว คมขวานแห่งไฟ! ร่างของทหารเกราะดำแตกกระจายเป็เถ้าถ่านเมื่อพลังเวทแห่งไฟปะทะเข้ากับพวกมัน
“เวทศักดิ์สิทธิ์เกราะแห่งแสง!” เซเรียกางแขนออก มวลพลังสีทองส่องประกาย ปกคลุมร่างของเหล่าผู้พิทักษ์ ป้องกันพวกเขาจากคมดาบของศัตรู ทหารเกราะดำที่ฟาดอาวุธลงมาพบว่ามันไร้ผล พวกมันคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด
เฟย์ฉีกยิ้ม “ถึงเวลาทำให้พวกมันได้ลิ้มรสความเย็นะเื!” นางยิงธนูออกไป “ความเย็นแผ่ซ่าน!”เกล็ดน้ำแข็งจากลูกศร โดนศัตรูเป็แนวยาว เสียงกรีดร้องของทหารเกราะดำดังสะท้อนทั่วสนามรบ
ปัง! แรงะเิดังกึกก้อง เอเธนพุ่งทะยานเข้าใส่เอเมนแม่ทัพของศัตรู ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ของเขาปะทะกับคฑามืดของอีกฝ่าย ก่อให้เกิดประกายแสงะเิกลางอากาศ พลังของทั้งสองปะทะกันจนพื้นดินแตกร้าว
“เ้าจะไม่มีวันชนะข้าได้!” เอเมนคำราม ก่อนจะสะบัดมือ สร้างคลื่นพลังสีดำมืดที่พุ่งเข้าใส่เอเธน
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำลายทุกสิ่งที่ข้าปกป้อง!” เอเธนคำรามสวนกลับ ฟาดไม้เท้าลงเต็มแรง คลื่นพลังสีฟ้าเจิดจ้าแหวกอากาศ พุ่งเข้าปะทะกับพลังมืดของศัตรูอย่างรุนแรง
เสียงะเิดังสนั่น พายุพลังทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องถอยห่าง ทหารเกราะดำเริ่มล่าถอยเมื่อพวกมันสูญเสียกำลังรบไปมากมาย
“พวกมันกำลังหนี!” ฟินน์ะโ
“อย่าไล่ตาม อาจเป็แผนของพวกเขา” เรฟกล่าว แม้จะ้ากำจัดศัตรูให้หมดสิ้น แต่เขารู้ว่าคืนนี้ยังอีกยาวไกล
เหล่าผู้พิทักษรมองซากสนามรบ รอบตัวเต็มไปด้วยซากเกราะของศัตรูที่พ่ายแพ้ ทว่า พวกเขารู้ดีว่า นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของาที่แท้จริง…
“ลูคัสมีไหน ” ฉันถามหาผู้นำของผู้พิทักษ์ เพราะั้แ่ช่วยกันฆ่าอสูรและสู้เหล่าทหารเกราะดำ ฉันไม่เห็นลูคัสเลย
ตู้ม !!! เสียงะเิกังวานจนแผ่นดินไหว ฉันมองไปตามทางเสียงนั้น
“อยู่ตรงนั้น” เฟย์ชี้ไปตามเสียงที่ท้องฟ้าส่วนเดียวที่เป็สีแดงฉาน ทำเอาพวกเราวิ่งไปตามเสียงนั้นทันที
…ส่วนทางผู้เฒ่าจันทราและลูคัส…
ผู้เฒ่าจันทรายกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย วงเวทสีเงินปรากฏขึ้นกลางอากาศ “จันทราพิโรธ” เขาพึมพำเบา ๆ เปรี้ยง! พลังมหาศาลปะทะเข้ากับลูคัส แรงกระแทกทำให้เขาปลิวกระเด็นไปกระแทกกับซากเสาหิน เืไหลออกจากมุมปาก เขากัดฟันยันตัวขึ้น
“แค่นี้ยังไม่พอ!” ลูคัสคำราม รวบรวมพลังเวทของเขาใส่ดาบยาวคู่ใจอีกครั้ง
“จบเื่นี้เถอะ” ผู้เฒ่าจันทรากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะยกมือขึ้นเหนือศีรษะ วงแหวนเวทขนาดมหึมาปรากฏบนฟากฟ้า ดวงจันทร์เปล่งแสงแรงกล้า อักขระโบราณส่องประกายเรืองรอง “คำพิพากษาแห่งจันทรา!” ทันใดนั้น พายุแสงจันทร์สีเงินพุ่งลงมาจากท้องฟ้า พุ่งตรงเข้าหาลูคัส เขากัดฟัน เงื้อดาบขึ้นต้านรับพลังอันมหาศาลนั้น แต่ไม่อาจต้านทานได้
“อ๊ากกก!!” เสียงร้องของเขาก้องสะท้อนไปทั่ว ิัของเขาถูกเผาผลาญด้วยพลังอันบริสุทธิ์ของจันทรา เกราะของเขาแตกกระจาย เือาบกาย ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เขาทรุดตัวลงกับพื้น ดาบในมือร่วงลงกระทบหิน เสียงโลหะดังกังวานเป็สัญญาณของการพ่ายแพ้ ลมหายใจของเขาแ่เบา ดวงตาสีฟ้าของเขาเหม่อมองขึ้นไปยังดวงจันทร์ที่ส่องสว่างเหนือหัว ในห้วงความคิดสุดท้ายของเขา เขาเห็นใบหน้าของพวกพ้อง เห็นรอยยิ้มของเซเรีย ได้ยินเสียงหัวเราะของฟินน์ รอยยิ้มของเฟย์ เรฟและเอเธนยื่นมือมาให้เขา ที่ภาพเ่าั้ค่อย ๆ จางหายไป
“เ้าต่อสู้อย่างกล้าหาญ” ผู้เฒ่าจันทรากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “แต่จันทราไม่มีวันพ่ายแพ้”
แสงสุดท้ายของดวงจันทร์ส่องกระทบลงบนร่างที่ไร้ชีวิตของลูคัส คืนนี้ ท้องฟ้าหม่นเศร้า และสายลมก็พัดพาความหวังสุดท้ายของเขาหายไปในความมืดมิด…
“ลูคัสสสสส” พวกเราวิ่งเข้าไปหาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นหญ้า โดยปราศจากเงาของผู้เฒ่าจันทรา ฉันรู้ว่าคนที่ทำลูคัสไม่ใช่ใคอื่น แต่เป็ตาเฒ่านั้นแน่ๆ
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ แสงจันทร์ส่องประกายอ่อนโยนเหนือพื้นดินที่เปรอะเปื้อนด้วยรอยเืและเศษซากแห่งการต่อสู้ ท่ามกลางความเงียบงัน เหล่าผู้พิทักษรก้าวเข้ามาในลานหญ้า ดวงตาของพวกเขาสั่นไหวด้วยความเ็ปเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
ลูคัสนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้า ผ้าคลุมของเขาฉีกขาด ร่างกายเต็มไปด้วยาแและรอยไหม้จากพลังเวทจันทรา มือขวาของเขายังกำดาบแห่งแสงไว้แน่นราวกับไม่้าปล่อยมันไป ดวงตาของเขาปิดสนิท ไม่มีแม้แต่ไออุ่นของชีวิต
เฟย์ทรุดตัวลงข้างเขา น้ำตาคลอเบ้า นางเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขาเบา ๆ “ลูคัส...” เสียงของนางสั่นเครือ ฟินน์กัดฟันแน่น ขณะที่เรฟกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้าน ไม่มีใคร้าเอ่ยคำพูดใด ๆ เพราะพวกเขาไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้
“เขายังอุ่นอยู่...” เซเรียพึมพำ ความหวังเล็ก ๆ จุดประกายในใจของนาง “ข้าอาจช่วยเขาได้!” นางรีบวางมือเหนือหน้าอกของลูคัส แสงสีทองเริ่มส่องสว่างจากปลายนิ้วของนาง แต่ไม่นานมันก็ริบหรี่ลง “ไม่... มันไม่พอ...” นางสะอื้น
“จะต้องมีทาง” เอเธนกระซิบ “เราจะไม่ปล่อยให้เขาจากไป”
ทันใดนั้น สายลมปริศนาก็พัดวูบผ่านร่างของพวกเขา กลิ่นหอมของดอกไม้ยามราตรีอบอวลในอากาศ ก่อนที่แสงสีฟ้าจาง ๆ จะปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
เงาร่างของชายหนุ่มชุดสีดำ สวมหน้ากากัสีเงินก้าวออกมาจากม่านหมอก เซเรียมองเขาด้วยความโมโห “ทำไมพึ่งมาเอาตอนนี้”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงคุกเข่าลงข้างลูคัส วางมือเหนือหน้าอกของเขา วงแหวนเวทสีเงินส่องสว่างขึ้นใต้ร่างของลูคัส พลังเย็นเยียบแต่บริสุทธิ์ไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเขา แสงสีฟ้าหมุนวนรอบตัวลูคัส หญ้าใต้ร่างของเขาค่อย ๆ ผลิบานขึ้นใหม่ ดวงตาที่ปิดสนิทของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนที่เปลือกตาจะค่อย ๆ เปิดออก
“ลูคัส!” เซเรียร้องเรียก ดวงตาของลูคัสสะท้อนภาพของพวกพ้องที่มองเขาด้วยความหวังและความดีใจ เขากะพริบตาอย่างงุนงง ก่อนจะยิ้มจาง ๆ
“ข้ากลับมาแล้ว...” เสียงของเขาแ่เบา แต่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต
เหล่าผู้พิทักษรทอดมองกันและกันด้วยความยินดี พวกเขาได้เพื่อนคนสำคัญของตนคืนมา มิตรภาพที่เหนียวแน่นและคำสัญญาที่จะต่อสู้เคียงข้างกันยังคงอยู่ ไม่ว่าโชคชะตาจะโหมกระหน่ำเพียงใด
ท่ามกลางป่าที่เต็มไปด้วยซากการต่อสู้ แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนกลุ่มผู้พิทักษ์ที่นั่งหอบหายใจหลังจากผ่านศึกหนัก แต่บรรยากาศที่ควรเต็มไปด้วยความโล่งอก กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงะโก้องป่าของหญิงสาวผมที่เคยดำสนิทกลับแซมเป็สีเงินที่กำลังเดือดดาล
“พี่มาช้าเกินไป พี่เซน!!” เซเรียยืนกอดอก จ้องพี่ชายของนางตาเขม็ง ราวกับจะเผาเขาทั้งเป็
เขายกมือขึ้นปรบมือช้า ๆ “พี่ก็มานี่ไง! พวกเ้าก็ยังรอดกันครบ ข้าควรได้รับคำขอบคุณหรืออะไรสักอย่างนะ”
“ขอบคุณ!? พี่ยังกล้าพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง!?” เซเรียก้าวเข้าไปใกล้ “ลูคัสเกือบตาย! ข้าเกือบตาย! ทุกคนเกือบตาย!! แล้วพี่ล่ะ!? หายไปไหนมา!?”
เซนเลิกคิ้ว “ข้าก็ติดงานยุ่งนะสิ! เ้าคิดว่าข้าว่างหรือไง!? ข้าไม่ได้ไปเดินเล่นในทุ่งดอกไม้!”
“โอ้ จริงเหรอ? งั้นฉันควรถามไหมว่าพี่วิ่งมาจากทุ่งดอกไม้อะไร เพราะพี่มาช้าจนข้าคิดว่าเ้าอาจไปนั่งชมนกชมไม้มากกว่ามาช่วยเราสู้!!”
เฟย์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กระซิบกับเรฟ “ข้าก็ว่าเห็นเขามาพร้อมกลิ่นลาเวนเดอร์นะ…”
เซนชี้นิ้วใส่เซเรีย “เฮ้! ข้ามาช่วยนะ! ข้าสู้กับพวกทหารเกราะดำเกือบสิบคน!”
“สิบคน? ใช้เวลาสามชั่วโมงจัดการแค่สิบคน? เ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้หยุดพักดื่มชา?”
เซนทำท่ากุมอก “โอ้ เ้าไม่เห็นใจพี่ชายของเ้าเลยหรือ? ข้าบอบช้ำทางใจนะเนี่ย”
“ข้าจะทำให้เ้าบอบช้ำจริง ๆ เดี๋ยวนี้แหละ!!” เซเรียกระโจนเข้าหา แต่เรฟรีบดึงนางไว้ก่อนที่นางจะะโเตะพี่ชายของตน
เซนหัวเราะพลางยกมือขึ้น “เอาน่า ๆ อย่างน้อยพวกเ้าก็ยังรอดใช่ไหม? นั่นแหละคือสิ่งสำคัญ”
เซเรียยังคงกอดอก ส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ ก่อนจะพ่นลมหายใจแรง ๆ “ถ้าคราวหน้าเ้ามาช้าอีก ข้าจะให้เ้าสู้กับข้าแทนศัตรูแน่!”
เซนยกมือขึ้นในท่าจำนน “โอ้ ๆ ได้ ข้าจะพยายามทำตัวให้เร็วกว่านี้… ข้าสัญญา”
เฟย์กระซิบกับเรฟอีกครั้ง “คิดว่าเขาจะมาสายน้อยลงไหม?”
เรฟส่ายหน้า “ไม่หรอก ข้าให้เวลาอีกศึกหนึ่ง เขาก็ยังมาช้าเหมือนเดิม”
เสียงเถียงกันของพี่น้องยังคงดังอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ทุกคนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา บรรยากาศตึงเครียดค่อย ๆ คลายลง แม้เซเรียจะยังคงมองพี่ชายอย่างคาดโทษ แต่ทุกคนก็รู้ว่า… ไม่ว่าจะเถียงกันแค่ไหน สุดท้ายเซนคงยังห่วงน้องสาวคนดีของเขา
………..
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านแนวต้นไม้สูงตระหง่านในป่าลึก สายหมอกบางเบายังคงลอยเรี่ยพื้นดิน ส่งกลิ่นอายของความลี้ลับที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ เสียงนกร้องแว่วมาแต่ไกล ขณะที่ใบไม้ไหวเอนตามแรงลมเย็น เซนและเซเรียเดินเคียงกันไปตามทางเดินแคบ ๆ ที่ถูกปกคลุมด้วยรากไม้และเถาวัลย์
“เ้าเจอสัตว์ต้นกำเนิดจริง ๆ น่ะหรือ?” เซเรียถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ
เซนพยักหน้าช้า ๆ ขณะใช้ปลายดาบแหวกกิ่งไม้ที่ขวางทาง “ใช่ ข้าเห็นมันกับตาตัวเอง”เซเรียขมวดคิ้ว “มันเป็ยังไง? เหมือนกับในตำนานที่ว่าไว้หรือเปล่า?”
เซนหยุดเดินชั่วขณะ ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในแนวต้นไม้เบื้องหน้า ราวกับยังเห็นภาพของมันแจ่มชัดในความทรงจำ “มัน... ยิ่งใหญ่กว่านั้น” เขากล่าวเสียงเบา “ร่างกายของมันเปล่งแสงประหลาด ลำตัวปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และดอกไม้ที่เรืองรองราวกับแสงดาว ดวงตาของมันเป็ประกายสีทอง ราวกับมันสามารถมองทะลุจิตใจของผู้ที่จ้องมองมัน”
เซเรียฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะถามต่อด้วยความอยากรู้ “แล้วมันทำอะไร?”
เซนหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก “มันจ้องข้า... แค่จ้องเท่านั้น ข้ารู้สึกเหมือนถูกกักอยู่ในกาลเวลาชั่วขณะ ทุกอย่างรอบตัวเงียบงัน ไม่มีเสียง ไม่มีลม มีเพียงข้ากับมัน”
เซเรียกลืนน้ำลาย “แล้วเ้าไม่คิดจะหนีเลยหรือ?”
เซนหัวเราะเบา ๆ “หนี? ตอนนั้นข้าคิดอะไรไม่ออกเลย ข้ารู้แค่ว่า... ข้าไม่อาจละสายตาไปจากมันได้” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะเสริม “ข้ารู้สึกเหมือนมันกำลังทดสอบข้า”
เซเรียเลิกคิ้ว “ทดสอบว่าอะไร?”
เซนส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้ แต่ในวินาทีนั้น ข้ารู้สึกเหมือนมันสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่ข้าคิด ทุกสิ่งที่ข้าเป็ ข้ามั่นใจว่าถ้าข้ามีความคิดที่จะทำร้ายมัน... ข้าคงไม่มีโอกาสได้มายืนเล่าเื่นี้ให้เ้าฟัง”
เซเรียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เ้าคิดว่ามันเป็มิตรหรือศัตรู?”
เซนหันกลับไปมองป่าลึกอีกครั้ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและเกรงขาม “ข้าไม่รู้... แต่ข้ารู้ว่ามันไม่เหมือนสัตว์อสูรทั่วไป มันเป็บางสิ่งที่เก่าแก่กว่าเรา... และอาจเป็ผู้เฝ้ามองโลกนี้มาั้แ่กาลก่อน”
เสียงสายลมพัดผ่าน ใบไม้สั่นไหวราวกับป่ากำลังฟังเื่ราวของพวกเขา เซเรียมองพี่ชายของนางด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “ถ้ามันปรากฏตัวอีก ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง”
เซนหัวเราะ “ก็อย่าให้มันจับเ้ากินละกัน”
เซเรียตีแขนเขาเบา ๆ “ข้าต่างหากที่อาจจับมันมากิน”
เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องไปตามแนวป่า แม้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยปริศนา แต่พวกเขาเธอและพวกผู้พิทักษ์ก็พร้อมจะเผชิญมันไปด้วยกัน
“พี่จะไปอีกแล้วเหรอ” ฉันถามพี่ชาย
“เดี่ยวเราก็เจอกันพี่จะนำหน้าพวกเ้าไปก่อน เราไปเจอกันที่ป่าต้นกำเนิดนะ” เซนบอกพร้อมเดินมากอดฉันพร้อมลูบหัวเบาๆ
“แล้วทำไมไม่ไปพร้อมกันล่ะ” ฉันยังคงอ้อนพี่ชายอยู่
“เอาน่า ยังไงเสร็จงานนี้ เราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว” พี่เชนไม่พูดเปล่า ก้มลงจูบหน้าผากฉันด้วย แต่คราวนี้เรฟกลับยืนมองดูเฉยๆ เพราะคงรู้ว่าฉันกับพี่เซนเป็พี่น้องกันแล้ว พี่เซนพูดจบก็ผละจากฉัน แล้วเดินไป ฉันมองเห็นแต่ด้านหลังเขาจางหายไป
“แล้วเจอกันพี่ชาย” ฉันยิ้มให้กับแผ่นหลังเขา