บทที่ 12
ข่าวดีของเมืองถู่หยางที่มาพร้อมกับซิกแพค
ข่าวของท่านเ้าเมืองถูกติดประกาศตามพื้นที่ต่างๆ รอบเมืองถู่หยาง ชาวเมืองต่างก็มาดูประกาศกันอย่างตื่นเต้นในเมื่อประกาศจากจวนเ้าเมืองยืนยันเป็ที่แน่ชัดว่าท่านเ้าเมืองของพวกเขาฟื้นแล้วทุกคนต่างก็ดีใจมากถึงขั้นจัดฉลองกันใหญ่
โดยเฉพาะบรรดาหญิงสาวที่ชื่นชอบท่านเ้าเมืองพวกนางดีใจจนถึงกับน้ำตาไหล ต่างจับมือกันอย่างปลาบปลื้มบ้างกราบไหว้ฟ้าดินไม่หยุดพร่ำพูดว่าขอบคุณ์ที่เมตตา
พวกนางยังคงไปยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูจวนเ้าเมืองเช่นเคยคราวนี้เหมือนว่าพวกนางจะรวมตัวกันเยอะกว่าเดิมเสียอีก ของเยี่ยมต่าง ๆถูกนำมาให้เหล่าองครักษ์ขนกลับเข้าจวนไปนับไม่ถ้วนแต่ถึงอย่างไรพวกนางก็ยังคงไม่ได้เข้าไปเยี่ยมท่านเ้าเมืองอยู่ดีเพราะเขายังไม่แข็งแรงพอที่จะพบผู้ใดนอกเสียจากหมอเท่านั้น
ที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่งถึงกับเลี้ยงน้ำชาบรรดาลูกค้าที่เข้ามาเพื่อเป็การขอบคุณ์ที่ทำให้ท่านเ้าเมืองของพวกเขารอดตายทำให้โรงน้ำชาเนืองแน่นไปด้วยผู้คนซึ่งเข้ามาจิบชาพูดคุยกันหัวข้อในวันนี้ก็หนีไม่พ้นเื่การแสดงความยินดีที่ท่านเ้าเมืองฟื้นแล้ว
"ต้องขอบคุณ์ที่ทำให้ท่านเ้าเมืองฟื้นขึ้นมาไม่อย่างนั้นละก็เมืองถู่หยางของพวกเราต้องแย่เป็แน่" ชายผู้หนึ่งกล่าวขณะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
ชาวเมืองถู่หยางส่วนใหญ่ล้วนเชื่อในเื่ของบัญชา์เป็อย่างมากไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นพวกเขามักจะร้องขอจาก์ก่อนเป็อันดับแรกและที่ผ่านมาหลายวันนี้พวกเขาต่างก็ร้องขอกับ์เพื่อให้ต่อชีวิตของท่านเ้าเมืองเช่นกัน
ชายชราอีกผู้หนึ่งใช้มือลูบเคราะที่ยาวลงมาของตนเองแล้วพยักหน้า "นี่ก็เป็เพราะว่าท่านเ้าเมืองเป็คนดีคนดี์ย่อมคุ้มครองและที่ท่านเ้าเมืองาเ็นั้นก็เพราะว่าเขาทำเพื่อปกป้องบ้านเมืองดังนั้น์จึงเมตตาเขาถึงรอดพ้นความตายมาได้อย่างไรเล่า"
คนที่นั่งล้อมรอบเขาในโรงน้ำชาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยและนั่งฟังเขาอย่างตั้งใจ
ที่ทุกคนมารายล้อมเขาก็เป็เพราะว่าชายชราผู้นี้มีนามว่าเถียนอันหนานเป็ซินแสชื่อดังของเมืองถู่หยาง ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือเป็อย่างมากเขาเปิดสำนักอยู่ที่บ้านของตัวเองซึ่งอยู่ที่ถนนหลักใจกลางเมืองทั้งยังขายเครื่องรางอยู่ที่วัดไป๋ถ่าด้วย
"ท่านซินแสท่านดูดวงของท่านเ้าเมืองหน่อยดีหรือไม่ตอนนี้ท่านเ้าเมืองเจ็บหนักมากเพียงใดอยากรู้ว่าจะหายเมื่อไร" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าว
"เื่นี้เ้าควรไปถามหมอมิใช่มาถามข้า" ซินเแสกล่าวอย่างหัวเสีย
"โถ่ท่านซินแสพวกเราไม่มีโอกาสได้พบกับท่านหมอหลิวสักหน่อย พวกเราเป็ห่วงท่านเ้าเมืองทำได้ก็แค่ถามท่านแล้ว" ชายคนเดิมพูด
ซินแสเถียนพยักหน้าอีกครั้งพลางทำมือนับนิ้วตรวจดวงชะตาผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าว "พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วงหรอกตามที่ข้าตรวจดวงชะตาดูแล้วท่านเ้าเมืองคงจะใช้เวลาไม่นานในการรักษาตัว แต่…"
"แต่อะไรหรือขอรับ" เสี่ยวเอ้อโรงน้ำชาที่ฟังอยู่ตั้งนานแล้วถาม
"แต่ข้ารู้สึกว่าพื้นดวงชะตะของท่านเ้าเมืองนั้นไม่เหมือนเดินรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไป ข้าเองก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน" ซินแสเถียนกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
คนที่ฟังอยู่บ้างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจเหตุใดพื้นดวงชะตาของท่านเ้าเหมือนถึงเปลี่ยน แต่เื่นี้ก็ไม่ใช่ประเด็นอะไรเพียงแต่ว่าท่านเ้าเมืองฟื้นขึ้นมาพวกเขาก็ดีใจมากแล้ว
ที่หน้าร้านซาลาเปาเด็กชายคนหนึ่งวิ่งไปทั่วตลาดพลางร้องะโไปอย่างดีใจว่า "ท่านเ้าเมืองฟื้นแล้ว ๆ" คนทั้งตลาดก็ดีใจกันยกใหญ่ฟางหนิงฮวาเองพอได้ยินเสียงของเขาก็วิ่งออกมาดูที่หน้าร้านเช่นกันเด็กชายคนนั้นมาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ที่หน้าร้านพอดี
ฟางหนิงฮวายื่นกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำไปให้เขากระบอกหนึ่ง "เสี่ยวเสีย พักกินน้ำก่อน"
เสี่ยวเสียวิ่งะโมาั้แ่หน้าจวนเ้าเมืองจนถึงตลาดด้วยที่อยากจะบอกข่าวดีกับทุกคนพอมาถึงหน้าร้านซาลาเปาซึ่งเป็จุดใจกลางของตลาดพอดีก็ประกาศเสียงดังลั่น
"เมื่อสักครู่เ้าว่าท่านเ้าเมืองฟื้นแล้วนั้นเป็ความจริงหรือ" ฟางหนิงฮวาถาม
"เป็ความจริงขอรับข้าไปดูประกาศที่หน้าจวนท่านเ้าเมืองมาด้วยตัวเองเลย ถึงแม้ว่าข้าจะอ่านไม่ออกทว่าองครักษ์ที่หน้าจวนบอกว่าเขาฟื้นแล้ว" เสี่ยวเสียตอบ
เด็กชายดื่มน้ำเสร็จก็รีบวิ่งไปป่าวประกาศข่าวดีนี้ต่อเสียงของเขายังคงก้องตามทางเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงท้ายตลาด
บรรยากาศภายในร้านซาลาเปาเป็ไปอย่างครึกครื้นยิ่งบิดามารดาของฟางหนิงดีใจมากที่ได้รู้ข่าวว่าท่านเ้าเมืองฟื้นแล้วฟางหนิงฮวาเองก็รู้สึกดีใจขึ้นมาเหมือนกันอาจจะเพราะว่านางกลายเป็ชาวเมืองถู่หยางไปแล้วก็คงไม่แปลกที่จะมีจิตสำนักรักษาบ้านเมืองรักเ้าเมืองของตนเอง
เช้าวันต่อมาฟางหนิงฮวาก็ตื่นเช้าขึ้นมาตามเวลาปกติสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการปั้นแป้งซาลาเปาให้ได้สามร้อยลูกตามเดิมจากนั้นค่อยเตรียมซาลาเปาที่นึ่งเสร็จใหม่ ๆ เอาไปส่งตามจวนต่าง ๆแต่วันนี้ไม่ต้องไปส่งที่สถานศึกษากับจวนคหบดีเพราะว่าเป็วันหยุดของสถานศึกษาส่วนที่จวนคหบดีไม่มีคนอยู่เพราะพวกเขาไปค้าขายที่ต่างเมืองดังนั้นจึงมีซาลาเปาเพียงแค่หนึ่งกล่องสำหรับส่งที่จวนท่านเ้าเมืองที่เดียว
"หนิงฮวาอย่าเพิ่งไปเดี๋ยวรอพ่อตุ๋นน้ำแกงไก่สมุนไพรก่อนจะให้เ้าเอาไปให้ท่านเ้าเมืองดื่มบำรุงร่างกายด้วย" ฟางตวนกล่าวกับบุตรสาวที่กำลังยืนปั้นแป้งอยู่แต่ทว่าเขายุ่งอยู่กับการนึ่งซาลาเปามือไม่ว่างเสียที
"ท่านพ่อทำงานต่อเถอะเ้าค่ะเดี๋ยวข้าทำให้เอง ข้าปั้นแป้งซาลาเปาเสร็จแล้ว" ฟางหนิงฮวาบอกจากนั้นจึงไม่รอช้าเดินเข้าครัวไปจัดการตุ๋นไก่ทันที
การตุ๋นไก่ต้องใช้เวลา หากจะทำจริง ๆก็คงต้องมีอย่างต่ำครึ่งชั่วยาม แต่ว่าชาติที่แล้วฟางหนิงฮวาเป็ถึงเชฟระดับรางวัลเื่การตุ๋นไก่ให้เปื่อยภายในเวลาไม่ถึงสองเค่อนั้นสบายมากเพราะนางมีเคล็ดลับอยู่เพียงครู่เดียวนางก็เดินออกมาพร้อมน้ำแกงไก๋ตุ๋นถ้วยหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมฉุยทำเอาบิดามารดาของนางถึงกับงุนงง
"ไก่เ้าเปื่อยแล้วอย่างนั้นหรือเวลาผ่านไปเพียงแค่สองเค่อเท่านั้น" ฟวงตวนถาม
"เปื่อยแล้วเ้าค่ะถึงได้ตักมาให้ท่านพ่อท่านแม่ชิมดู" ฟางหนิงฮวาพูดพร้อมยื่นถ้วยน้ำแกงไก่ให้กับบิดา
ทั้งสองชิมดูแล้วก็พบว่าไก่ตุ๋นเปื่อยจริงๆ ทั้งยังมีรสชาติที่ดีมากอีกด้วยจะว่าไปน้ำแกงไก่ตุ๋นที่ฟางหนิงฮวาทำในครั้งนี้อร่อยกว่าที่ฟางตวนทำเสียอีก
เมื่อได้รับการยืนยันจากบิดาแล้วฟางหนิงฮวาก็ตักน้ำแกงตุ่นไก่ใส่ถ้วยและเก็บเข้าในกล่องมืออีกข้างก็คว้ากล่องซาลาเปาจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังจวนเ้าเมืองจะว่าไปแล้วตนเองในตอนนี้ก็เหมือนเหล่าแฟนคลับผู้คลั่งไคล้ไอดอลอยู่เหมือนกันเพราะนางลงทุนตุ๋นน้ำแกงไก่ไปให้ท่านเ้าเมืองถึงที่ความรู้สึกนี้เหมือนตอนที่จัดดอกไม้ไปให้หยางจื้อเจ๋อไม่มีผิดแต่ว่าฟางหนิงฮวายังไม่เคยพบท่านเ้าเมืองเลยแล้วความรู้สึกคลั่งไคล้เช่นนี้มาจากที่ใดกัน
ในครัวที่จวนเ้าเมืองวันนี้วุ่นวายยิ่งเพราะต้องเตรียมอาหารให้ท่านเ้าเมืองที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาด้วยเขายังคงาเ็สหัสอยู่ยังกินอาหารปกติทั่วไปไม่ได้ดังนั้นพ่อครัวจึงจำเป็ต้องพิถีพิถันเป็พิเศษ
"หนิงฮวามาแล้วหรือ เอาวางไว้ที่โต๊ะตรงนั้นแหละ" พ่อครัวใหญ่ทักทายอย่างคุ้นเคยเช่นเดิม
ฟางหนิงฮวายิ้มให้เขาทีหนึ่งแล้วตอบกลับไป "พวกเราได้ยินว่าท่านเ้าเมืองฟื้นแล้วท่านพ่อเลยสั่งให้ทำน้ำแกงไก่ตุ๋นสมุนไพรมาให้ท่านเ้าเมืองด้วยเ้าค่ะ"
"อ้อ…ดีเลยฝากเ้าของคุณพี่ฟางด้วยด้วยนะ เอานี่เงินค่าซาลาเปา" พ่อครัวใหญ่ยื่นเงินให้ฟางหนิงฮวา
"ขอบคุณเ้าค่ะ" นางรับเงินแล้วก็เดินจากมา
ก่อนออกจากจวนฟางหนิงฮวาก็แอบมองเข้าไปทางหน้าต่างของเรือนนอนของท่านเ้าเมืองเห็นชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ ร่างกายท่อบบนของเขาเปลือยเปล่าทั่วทั้งแผ่นอกนั้นมีรอยแผลเป็ทางยาวหลายแผลแต่ทว่าภายใต้รอยแผลนั้นกลับเป็กล้ามเนื้อที่แน่นกล้ามท้องของเขาเรียงตัวสวยงามยิ่งจนนางถึงกับใเบิกตาโตขึ้นมา แต่ด้วยผ้าม่านที่บังอยู่ทำให้ไม่สามารถเห็นใบหน้าของเขาได้แต่นางค่อนข้างมั่นใจว่าคงเป็ท่านเ้าเมือง ยืนมองอย่างหลงไหลอยู่พักใหญ่เืกำเดาก็ไหลออกจากจมูกข้างหนึ่ง
อยู่ ๆก็มีศีรษะของคนผู้หนึ่งโผล่มาที่หน้าต่าง ใบหน้าของเขาดุดันจริงจังกล่าวเสียงเข้มใส่ฟางหนิงฮวาว่า "ผู้ใดให้เ้ามาแอบดูบุรุษเปลือยกายเช่นนี้หาได้มีท่าทีของสตรีที่สงวนตัวไม่"
ผู้ที่โผล่หน้ามาคือหมอหลิวฟางหนิงฮวาใจนถอยกรูด นางรีบกล่าวขอโทษแล้วเดินจากมาในทันทีหน้าตาท่าทางของหมอหลิวนั้นทำเอานางนึกถึงอาจารย์สอนวิชาคณิศาสตร์ที่บังคับให้ทำโจทย์ยากๆ ไม่มีผิด เห็นแล้วขนลุกอยู่ไม่น้อย