โจวหมอมอยืนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ด้านนอกกำลังรอคอยอย่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่กับิอิ๋นและิเยี่ยจากนั้นไม่นานปานซื่อก็เรียกขานให้เข้าไปรับใช้อีกครั้ง เห็นจั๋วเจาเจี๋ยนั่งอยู่ข้างกายของปานซื่อถึงแม้ใบหน้ายังแดงระเรื่ออยู่ แต่กลับมีท่าทีสดชื่นแจ่มใสตรงข้ามกับท่าทีเศร้าหมองในหลายวันที่ผ่านมา
ิอิ๋นกับิเยี่ยยังไม่ทันจะได้สติกลับมาปานซื่อก็เอ็ดตะโรใส่ “ข้าสั่งให้พวกเ้าทั้งสี่ไปคอยรับใช้คุณหนูเจ็ดเมื่อครู่พวกเ้ายังกล้าพูดว่าใส่ใจ ใส่ใจอะไรกันแค่เื่ที่คุณหนูเจ็ดเข้าใจผิดว่าตนเองป่วยพวกเ้าก็ยังไม่รู้เื่เลย!”
พอว่ากล่าวพวกนางไปยกใหญ่ จั๋วเจาเจี๋ยก็อ้อนวอนแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าปานซื่อถึงได้ยอมเงียบลง สั่งให้พวกนางออกไปยืนรอข้างๆ แล้วเปลี่ยนกลับเป็รอยยิ้มแสนเมตตาเอ่ยกับจั๋วเจาเจี๋ยว่า “ตอนนี้เ้าน่าจะมีอารมณ์อ่านจดหมายที่มารดาของเ้าเขียนมาแล้วใช่ไหม”
จั๋วเจาเจี๋ยหน้าแดงระเรื่อ แผดเสียงขึ้นมา “ท่านยาย!”
เห็นนางกำลังจะขุ่นเคืองขึ้นมาอีกปานซื่อก็หยุดเย้าแหย่แล้วหยิบจดหมายมอบให้นาง จั๋วเจาเจี๋ยรับไปอ่านได้ครู่หนึ่งก็มีท่าทางคุ้มดีคุ้มร้าย ทันใดนั้นเองก็ร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ “จั๋วเจาชุ่ยจะมาที่เจียงหนานหรือจะมาถึงในสิ้นเดือนนี้งั้นหรือ”
“จั๋วเจาชุ่ยอะไรกัน” ปานซื่อยิ้มตำหนิ “นั่นคือพี่ชายรองสายตรงของเ้านะ!”ทั้งเอ็นดูนางที่ต้องมาอยู่สกุลโหยวั้แ่ยังแบเบาะไม่แปลกที่จะรู้สึกแปลกหน้ากับสกุลจั๋ว จึงอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียด"พี่ชายคนโตของเ้าชื่อจั๋วเจาจื้อ สูงวัยกว่าเ้ามากแต่งงานไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้น่าจะมีบุตรชายได้สองคนแล้ว ส่วนคนนี้คือพี่รองของเ้าแต่อายุมากกว่าเ้าเพียงห้าปี ตอนนี้อายุเพิ่งจะสิบแปดปีเท่านั้น ก่อนหน้านี้สอบได้ตำแหน่งจวี่เหริน[1]ติดตัวมาแล้วจากเมืองหลวงเพราะเลื่อมใสในกิตติศัพท์ของชุยซานจั่งของสำนักไหฺวซิ่งฉะนั้นจึงอยากเข้ามาศึกษาที่เจียงหนานเป็เวลาสองปีและถือโอกาสรับเ้ากลับไปด้วย!"
จากนั้นก็พูดอีกว่า“เ้ายังมีพี่สาวสายตรงนามว่าเจาฉยงอีกหนึ่งคน ออกเรือนไปเมื่อสองปีก่อน
ว่าแล้วปานซื่อก็ทอดถอนหายใจออกมา “บุคคลเหล่านี้เ้าไม่เคยพบหน้ามาก่อนในตอนนี้ถึงข้าจะบอกเ้าไป เ้าก็อาจจะยังจดจำไม่ได้ แต่ก็อีกไม่นาน รออีกสองปีเมื่อเ้าได้ตามพี่ชายกลับไปยังเมืองหลวงถึงตอนนั้นหากได้พบหน้ากันทุกวันเ้าก็จะจดจำได้เอง”
จั๋วเจาเจี๋ยถูกส่งมาเลี้ยงดูที่บ้านสกุลโหยวั้แ่ยังแบเบาะความทรงจำที่มีต่อครอบครัวแท้ๆ ของตนเองที่จวนิ่ผิงโหวในฉางอันล้วนมาจากปานซื่อถึงแม้ในตอนนี้คนที่กำลังเดินทางมาถึงคือพี่ชายรองสายตรงของนางเองแต่ก็ไม่เคยได้พบหน้ากันมาก่อน ในความคาดหวังปะปนด้วยความกลัวส่วนหนึ่งเอาจดหมายคืนให้กับปานซื่อ “หากพี่ชายรองมาถึงแล้วเขาจะอยู่ที่นี่เช่นเดียวกันหรือเปล่าเ้าคะ”
“เขาเดินทางมาเพื่อหาประสบการณ์และความรู้ ที่พูดกันว่าสำนักไหฺวซิ่งตั้งอยู่ในเมืองม่อหลิงของเราความจริงแล้วกลับตั้งอยู่ในูเาเย่ว์ซานนอกเมืองม่อหลิง หากพักที่บ้านของเรา การเดินทางไปๆมาๆ คงจะลำบากเกินไป” ปานซื่อปลอบประโลม “ูเาเย่ว์ซานอยู่ใกล้กับตัวเมืองมาก ไม่ว่าเขาจะมาเยี่ยมเ้าหรือเ้าไปหาเขาจะรถม้าก็ดีหรือจะขี่ม้าไปก็ได้สามารถไปและกลับได้ในเวลาเพียงวันเดียว”
เมื่อได้ยินดังนั้น จั๋วเจาเจี๋ยกลับทอดถอนหายใจโดยไม่รู้สาเหตุขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็มีสาวใช้เข้ามารายงานจากด้านนอก“ฮูหยินรองมาเ้าค่ะ”
“ให้นางเข้ามา” เมื่อครู่ฮูหยินรองส่งคนมาบอกว่าระหว่างทางได้พบกับจั๋วเจาเจี๋ยโดยบังเอิญดูอารมณ์ไม่สู้ดีนัก นางจึง้ามาสอบถามด้วยตัวเอง ก็ถือเป็เื่ปกติ ปานซื่อพอใจมากที่สะใภ้เป็ห่วงหลานสาวเช่นนี้ฉะนั้นเวลาที่ไป๋ซื่อเข้ามาหา นางจึงอมยิ้มอธิบายแทนจั๋วเจาเจี๋ยเอง “ไม่มีเื่อะไรหรอกเ้าไม่ต้องเป็ห่วง”
ฮูหยินรองได้ยินดังนั้นก็รีบเผยสีหน้ายินดียิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ลูกคิดว่าเจาเจี๋ยเป็ผู้ที่ยิ้มแย้มอัธยาศัยดีมาโดยตลอดแต่มาวันนี้เหตุใดเห็นหน้าป้าแล้วมีน้ำตาราวกับท้องฟ้าไม่มีผิด ช่างน่าใจริงๆเมื่อครู่ยังใคร่ครวญอยู่ว่าใครกันที่ทำให้ไข่มุกในมือของบ้านเราไม่มีความสุข!”
จั๋วเจาเจี๋ยได้รับการอธิบายถึงการมีระดูครั้งแรกจากปานซื่อแล้วและยังได้รับการอบรมสั่งสอนถึงวิธีการรับมือกับมันเมื่อรู้ว่าตนเองไม่ได้เจ็บป่วยเป็โรคร้ายใดๆ สีหน้าของนางก็กลับมาเป็ปกติเมื่อฮูหยินรองพูดแบบนี้ อย่างไรนางก็ยังเด็กและมีความเขินอาย ใบหน้าจึงแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีและไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรปานซื่อจึงตำหนิฮูหยินรอง “เ้าก็เหมือนกัน เป็ป้าคนน่ะ รู้ว่าเมื่อครู่นางเพิ่งเสียหน้าไปตอนนี้ยังตั้งใจเข้ามาหยอกเย้านางอีก”
ฮูหยินรองเอามือปิดปากหัวเราะ "ใช่ใช่ใช่ลูกไม่พูดแล้วละ อย่างไรก็สู้วิธีของท่านแม่ไม่ได้เมื่อครู่ลูกถามเจาเจี๋ยเท่าไรนางก็ไม่ยอมพูด! นางเป็เืเนื้อเชื้อไขของท่านแม่ก็ย่อมไว้ใจท่านดูซิ คนเป็ป้าถามไปก็ไม่ได้ความอะไรมาสักอย่าง แต่พออยู่ต่อหน้าท่านแม่กลับยอมพูดทุกอย่างเลยเฮ้อ น่าสงสารป้านัก ข้าก็เป็ห่วงเ้าเช่นกันนะ!"
"ท่านป้ารอง เป็เพราะข้าไม่ดีเอง ท่านป้าอย่าถือสาข้าเลยนะ"จั๋วเจาเจี๋ยฟังนางพูดจนทนไม่ไหว สีหน้าแดงระเรื่อ ลุกขึ้นมากล่าวขอโทษ
แต่คำพูดของฮูหยินรองกลับเป็การพูดกับปานซื่อเสียส่วนใหญ่ปานซื่อตระหนักครั้งใหญ่ ในใจคิดว่าเป็เพราะหลานสาวที่ตนคอยเฝ้าดูการเติบโตมาโดยตลอดจึงค่อนข้างใกล้ชิดกับตนมากกว่าต้องบอกว่าไป๋ซื่อเองก็ไม่ได้ละเลยจั๋วเจาเจี๋ยโดยปกติผลไม้เชื่อมของสกุลไป๋ก็มีมาให้ไม่ขาด และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่การไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบยามพบหน้าด้วยความเป็ห่วงเป็ใยแม้จะเป็เช่นนี้แต่จั๋วเจาเจี๋ยก็ยังพูดความจริงต่อหน้าตนเองเท่านั้น รักนางมากขึ้นหลายเท่าโดยไม่รู้ตัวแม้กระทั่งกับฮูหยินรองผู้เป็เ้าของคำพูดเหล่านี้ก็ยังได้รับความรู้สึกสนิทสนมเพิ่มขึ้น
ปานซื่ออมยิ้มถามฮูหยินรอง “เื่นี้เราไม่พูดกันแล้วดีกว่าว่าแต่วันนี้เ้ามัวแต่ยุ่งอะไรอยู่หรือ”
“เมื่อเช้ามีคนมาจากบ้านสกุลไป๋บอกว่าพี่สะใภ้ของลูกเห็นว่าผลไม้เชื่อมที่ส่งมาคราวก่อนน่าจะใกล้หมดแล้วจึงได้ส่งมาอีก”ฮูหยินรองตอบด้วยรอยยิ้ม “มีแบ่งปันให้กับทุกเรือนฉะนั้นลูกจึงสั่งให้คนไปส่งทีละแห่ง” พูดไปก็มองไปทางจั๋วเจาเจี๋ย “ป้าไม่ได้ล้อเ้านะข้ากำลังตอบคำถามท่านยายของเ้า เมื่อครู่ก็เพิ่งส่งไปให้น้องสะใภ้สี่ ระหว่างทางที่ไปหานางบังเอิญพบกับเจาเจี๋ยเลยสงสัยว่าใครกันในบ้านที่ทำให้นางโกรธ เลยถือโอกาสเดินไปตามทางที่นางผ่านมาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็พบว่าในสวนดอกไม้มีน้ำเจิ่งนองอยู่หลายแห่งร่องรอยรองเท้าไม้บนระเบียงทางเดินก็ยังไม่แห้ง เป็รอยที่เจาเจี๋ยจะเดินไปทิ้งไว้หรือเปล่าประเดี๋ยวดื่มน้ำขิงร้อนๆ เสียหน่อยจะดีที่สุด ระวังจะเป็หวัด!”
ฮูหยินรองเอ่ยมาเช่นนี้ จะมีอะไรนอกจากบอกเป็นัยว่าฮูหยินสามดูแลบ้านได้ไม่ดียังเป็เหตุให้จั๋วเจาเจี๋ยเดินเหยียบเข้าให้ ไม่คิดว่าเมื่อปานซื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที“เ้า...ทำไมถึงยังออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก เหยียบถูกน้ำฝนก็ยังไม่ยอมบอก”
ยังตำหนิิอิ๋นและหมิ่งเยี่ย “แม่สาวใช้จอมี้เีทั้งสอง! คุณหนูของพวกเ้าวิ่งออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกในวันที่ฝนตกก็ไม่รู้จักห้ามปรามแถมยังไม่ติดตามออกไปด้วยงั้นหรือ”
จั๋วเจาเจี๋ยรู้สึกอึดอัดเป็อย่างมาก พูดขึ้นด้วยความละอาย“ท่านยาย ข้าเป็คนแอบพวกนางออกไปเอง ตอนนั้นข้า...เอ่อ อารมณ์ไม่ดีไม่อยากมีคนติดตาม”
เมื่อเห็นนางพูดเช่นนี้ ปานซื่อก็้าให้เกียรตินางเลิกตำหนิิอิ๋นและิเยี่ย เรียกโจวหมอมอเข้ามา“บอกในครัวให้รีบต้มน้ำขิงเข้ามา แล้วก็แช่เท้าให้เจาเจี๋ยด้วย” ก่อนกำชับนางอย่างจริงจัง “่นี้ไม่เหมือนเช่นวันก่อนห้ามัักับความเย็นอีกมันเป็ความเลินเล่อของยายเองที่ไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนจึงไม่ได้เตือนเ้าล่วงหน้าต่อไปในเวลาเช่นนี้ ห้ามัักับอากาศเย็นแม้แต่นิดเดียวแม้กระทั่งใน่ที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน ก็ไม่อาจโดนความเย็นได้จะดื่มน้ำชาก็ต้องให้อุ่น เข้าใจไหม”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad
[1] จวี่เหริน คือผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑล ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 3ปี