บทที่ 9
ขณะที่เดินตามจูเลียขึ้นไปตามสะพานเดินเรือ ความตื่นเต้นและความคิดคํานึงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาบังเกิดขึ้นในความรู้สึกของเซเลน่าราวบันไดที่ทําจากไม้ ถูกขัดไว้จนมันปลาบตระหง่านอยู่กึ่งกลางห้องโถง มันเป็นทางขึ้นสู่ดาดฟ้าชั้นสองของตัวเรือ ซึ่งขณะนั้นผู้โดยสารที่ร่วมเดินทางไปกับเรือลํานี้กําลังรวมตัวกันอยู่ในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ตกแต่งไว้อย่างโอ่อ่า จูเลียไม่ได้ชะลอฝีเท้า หรือหยุดเดินลงเพื่อให้เซเลน่าได้ชมการตกแต่งห้องนั้นแต่ประการใด ยังคงเดินมุ่งหน้าไปยังห้องทํางานของเพอร์เซอร์ ซึ่งอยู่ตรงด้านปลายห้องโถงใหญ่บุรุษเรือนร่างสูงสง่าอยู่ในชุดเครื่องแบบคนหนึ่งกําลังพูดอยู่กับคนขนกระเป๋า แต่เมื่อดวงตาที่กวาดไปรอบ ๆ เหลือบแลมาเห็นจูเลีย บาร์คเล่ย์เข้า รอยยิ้มก็ฉาบขึ้นบนใบหน้า เขารีบสาวเท้าเข้ามาหา พร้อมกับยื่นมือมาให้สัมผัส“คุณจูเลีย ดีใจจริงครับที่คุณเดินทางมากับเราเที่ยวนี้ด้วย” รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาบอกถึงความจริงใจ “รู้สึกว่าผมควรจะได้แสดงความยินดีแล้วสินะครับนี่” เขาหลิ่วตาเป็นเชิงล้อ บีบมือจูเลียแน่นกระชับเซเลน่าอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นแก้มของจูเลียเรื่อสีขึ้น ซึ่งทําให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยลง ดวงตาฉายแสงแห่งความปราโมทย์“ใช่ค่ะ ดั๊กลาส ขอบคุณมาก” จูเลียตอบ “ฉันรู้สึกดีใจจริง ๆ ที่ได้เดินทางกับเรือเดลต้า ควีน อีกครั้ง คุณพ่อของคุณเป็นไงบ้างล่ะ”“สบายดีครับ คุณจูเลีย สบายดีมากทีเดียว” เขาเหลือบมองมาทางเซเลน่า และแล้วก็มองเลยเธอไป “แล้วนี่คุณโซฟี่ ญาติของคุณไปไหนเสียล่ะครับ เที่ยวนี้ไม่ได้มาด้วยหรอกหรือครับ”“เที่ยวนี้ไม่ได้มาหรอกค่ะ ไม่พร้อมที่จะมา แต่เซเลน่า...เอ้อคุณเมอร์ริคนี่ไงคะ ที่เดินทางมาด้วยกันกับฉันเที่ยวนี้” จูเลีย เอื้อมไปดึงมือเซเลน่าให้ก้าวออกมา “เซเลน่า คุณคนนี้เป็นชีฟเพอร์เซอร์นะ ชื่อคุณดั๊กลาส สเปนเซอร์”“ครับ เรายินดีมากครับที่คุณได้ร่วมเดินทางไปกลับเราเที่ยวนี้ คุณเมอร์ริค” เขาพูดขณะที่สัมผัสมือกับเธอสํานึกในใจบอกให้เซเลน่ารู้ว่าที่เขากล่าวออกมานั้น เต็มไปด้วยความจริงใจทุกประการ ไม่ได้เป็นเพียงคํากล่าวต้อนรับตามธรรมดา เช่นผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่เมื่อกล่าวคําต้อนรับแล้วก็ผ่านเลยไป ในวัยประมาณสี่สิบเศษ ดั๊กลาส สเปนเซอร์ ยังรักษารูปร่างสง่างามไว้ได้อย่างดีเยี่ยมเรือนผมเป็นสีน้ำตาล ดวงตาสีฟ้า น้ำเสียงที่พูดจานั้นชวนฟังยิ่งนัก กิริยาท่าทางก็นุ่มนวลมีเสน่ห์ เซเลน่ารู้สึกชอบเขาในทันที“ฉันคิดว่าการเดินทางเที่ยวนี้คงสนุกแน่ค่ะ” เธอพูดพร้อมด้วยรอยยิ้มที่แสดงออกถึงความรู้สึกรื่นรมย์“เป็นการเดินทางเที่ยวแรกของคุณใช่ไหมครับ” เขาถาม“ใช่ค่ะ” เซเลน่าผงกศีรษะรับ“ถ้าเช่นนั้นผมกับลูกเรือทุกคน ก็จะพยายามทําทุกอย่างเพื่อเป็นการรับใช้คุณให้มีความสุขที่สุดเลยครับ” เขาประสานมืออยู่อย่างมั่นใจ “เอาละครับ ตอนนี้คุณคงอยากจะเห็นห้องพักแล้ว.....เคอร์วิน” เขาหันไปเรียกคนขนกระเป๋าคนหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลจาง “ช่วยพาคุณจูเลียกับคุณเมอร์ริคไปที่ห้องหน่อยนะ”“ครับผม” เคอร์วินหันมายิ้มให้สตรีทั้งสองอย่างสุภาพ จับตาอยู่ที่ใบหน้าของเซเลน่าเป็นครู่ “เชิญทางนี้เลยครับ คุณผู้หญิง”เขาเดินนําจูเลียกับเซเลน่าผ่านประตูออกไปยังช่องทางเดินภายใน อันเป็นทางไปสู่บริเวณที่จัดเป็นเคบินห้องพักซึ่งอยู่บนชั้นเดียวกัน“คุณจูเลียครับ สําหรับคุณเป็นห้องชุดรับรองเหมือนทุกครั้งนะครับ” เขาเดินนํามาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูห้องพักหมายเลข 109 เอื้อมมือไปไขกุญแจเปิดออก ก่อนที่จะยื่นกุญแจดอกนั้นให้จูเลีย “กระเป๋าเดินทางของคุณอยู่ในห้องแล้วครับ ตอนนี้คุณต้องการอะไรอีกไหมครับ”“เอ้อ....คิดว่าไม่มีอะไรแล้วละ เคอร์วิน” จูเลียตอบอย่างยิ้มแย้ม หันไปมองเซเลน่า “เอาเป็นว่าอีกสักยี่สิบนาที เธอกับฉันมาพบกันที่ห้องเคบินด้านหน้าก็แล้วกันนะ”“ดีค่ะ” เซเลน่าตอบ แต่พอจูเลียปิดประตูห้องลง เธอก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงง“คุณคงสงสัยว่าห้องเคบินด้านหน้าอยู่ตรงไหน ใช่ไหมครับ” เคอร์วินถามยิ้ม ๆ“นั่นสิ” เซเลน่าหัวเราะเขิน ๆ“ก็ที่คุณเพิ่งออกมาไงครับ” เขาอธิบาย “ก็ห้องนั่งเล่นที่คุณพบกับ ดั๊ก สเปนเซอร์ ชีฟเพอร์เซอร์ของเรานั่นแหละ”“อ๋อ....ห้องนั้นเอง ขอบใจมาก”“ห้องของคุณหมายเลข 237 ครับ อยู่บนชั้นดาดฟ้าที่เราตั้งชื่อว่า เท็กซัส เด๊ค ผมจะพาคุณไปเลย”เซเลน่าเดินตามคนขนกระเป๋าที่เดินนําไปตามช่องทางเดินภายใน อดถามไม่ได้ว่า“แล้วเท็กซัส เด๊คนั่นอยู่ตรงไหนล่ะ”“ต้องขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งครับ”“แหม ฉันคงจําไม่ได้ง่าย ๆ หรอก เพราะรู้สึกว่าเป็นศัพท์เฉพาะมากกว่า” เซเลน่าพูดขรึม ๆ“ง่ายมากเลยครับ ตอนนี้คุณกําลังอยู่บนชั้นที่ชื่อว่า เคบิน เด๊ค ส่วน เมน เด๊ค นั้นคือชั้นล่าง ชั้นที่เรากําลังจะขึ้นไปนี่ก็คือ เท็กซัส เด๊ค ส่วนชั้นบนสุด ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายคือชั้น ซัน เด๊ค” เคอร์วิน อธิบาย “ส่วนที่อยู่ด้านหน้ากับท้ายเรือ เราเรียกว่า เคบิน หน้า กับ เคบิน หลัง ตอนนี้คุณอาจจะยังสับสนอยู่ แต่พออยู่บนเรือไปได้สักสองสามวันคุณก็จะจําได้เองละครับ”“ฉันก็หวังว่าคงจะเป็นอย่างนั้นนะ” เซเลน่ายิ้มรับอย่างไม่ใคร่แน่ใจนัก คนขนกระเป๋าคงไม่รู้ว่าขณะนี้เขากําลังอธิบายให้สาวชาวนาที่มาจากไอโอวาฟังอยู่เคอร์วิน เลี้ยวขวาเดินนําเข้าไปในห้องโถงกลางแคบ ๆ ตรงไปยังประตูที่เปิดออกสู่ทางเดินด้านนอก เซเลน่าสังเกตเห็นว่า ยังมีประตูอยู่อีกทางด้านหนึ่งของเรือด้วยเขาหันมามองเพื่อให้แน่ใจว่าขณะนี้เธอกําลังเดินตามมา และทันเห็นเธอหันไปมองประตูบานนั้น“เราจะใช้ประตูนี้ครับ” เขาผลักบานประตูให้เปิดออก “เดินระวังหน่อยนะครับ” เขาชี้ให้เธอดูธรณีประตู เพื่อให้เซเลน่าก้าวข้ามอย่างระมัดระวัง“ตายแล้ว” เซเลน่าเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ“ตอนนี้คุณกําลังอยู่ตรงส่วนหัวเรือแล้วนะครับ เป็นด้านหน้าของตัวเรือ ส่วนด้านซ้ายมือเป็นด้านที่เทียบท่าไงครับ”“พอจะเข้าใจแล้วละ” แต่แววในดวงตาของเธอไม่ได้บอกเลยว่าเธอจะทําอะไรได้ เคอร์วินดูจะเข้าใจในความคิดนั้นอยู่จึงหัวเราะออกมาเบา ๆ ดวงตาของเขาเปล่งแววประทับใจในตัวเธออยู่ไม่น้อย ขณะที่เดินขึ้นบันไดไปสู่ชั้นบนนั้น เซเลน่า ก็เอ่ยขึ้นว่า “แหม....ฉันนี่แย่จริง รู้สึกว่าจะลืมคําอธิบายของคุณเมื่อครู่นี้ไปแล้วละ ทําไมชั้นนี้ถึงตั้งชื่อว่าเท็กซัส เด๊ค ล่ะคะ”“มันเป็นธรรมเนียมที่เขาใช้กันมาสําหรับเรือที่วิ่งขึ้นล่องอยู่ในแม่น้ำน่ะครับ ว่าชั้นดาดฟ้าที่ใหญ่ที่สุดจะต้องมีชื่อว่า เท็กซัส เด๊ค ตามชื่อรัฐเท็กซัสที่ใหญ่ที่สุดไงครับ อย่างน้อยในขณะที่อยู่บนเรือนี่ เราก็ถือว่ามันเป็นรัฐใหญ่รัฐหนึ่งทีเดียว” เคอร์วินอธิบาย “ส่วนชั้นที่เราจัดเป็นห้องรับรอง หรือห้องชุดพิเศษนั่นก็ตั้งชื่อห้องตามชื่อรัฐต่าง ๆ เช่น เคนทัคกี้ เวอร์มอนท์ เป็นต้นครับ”“แหม....น่าสนใจมากทีเดียว” เซเลน่าพูดเสียงเบาเมื่อขึ้นมาถึงบันไดขั้นบนสุด เคอร์วินก็หยุดลงเบื้องหน้าประตูห้องหนึ่ง ล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋า“ห้องของคุณหมายเลข 237 ครับ คุณเมอริค” เขาบอกพร้อมกับช่วยเปิดประตูให้“ขอบใจมากค่ะ” เซเลน่าพูดยิ้ม ๆ “แล้วก็ขอบใจที่ได้ให้ความรู้ด้วย”“ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเชียวครับ” เขาส่งกุญแจห้องให้เธอหลังจากนั้น เขาก็กล่าวคําอําลาและเดินจากไป เซเลน่ามองตามหลังเขาอยู่เป็นครู่ ก่อนที่จะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในห้องนั้นลิ้นชักสําหรับใส่เสื้อผ้าเป็นแบบตู้เดี่ยวตั้งอยู่ชิดผนัง มีเตียงนอนเดี่ยว ตั้งอยู่ตรงฟากห้องทั้งสองด้าน กระเป๋าเสื้อผ้าของเธอตั้งอยู่บนพื้นตรงปลายเตียงมีกระจกยาวแบบเต็มตัวติดอยู่ตรงประตูที่เปิดเข้าสู่ห้องน้ำ เนื้อที่ภายในห้องถูกใช้อย่างเหมาะสมและมีประโยชน์ และสะดวกสบายพอสมควรเซเลน่าจัดเสื้อผ้าเฉพาะแต่ชุดที่จะยับได้ออกมาแขวน ส่วนที่เหลือยังทิ้งไว้ในกระเป๋า เติมลิปสติกลงบนเรียวปาก แปรงผมลวก ๆ เสร็จสรรพแล้วก็หยิบกุญแจห้องใส่ลงในกระเป๋าถือ ออกจากห้องก่อนเวลา เพื่อที่จะหาทางออกไปยังเคบินด้านหัวเรือ โดยใช้วิธีเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่คนขนกระเป๋าพามา และพบกับจูเลียตรงหน้าห้องของเธอพอดี“นี่ เซเลน่า เข้ามาดูสิว่ามีอะไรมาคอยฉันอยู่ก่อนแล้ว” น้ำเสียงของจูเลียเต็มไปด้วยความปราโมทย์ยิ่งนักเธอเดินตามจูเลียเข้าไปในห้อง และหยุดอยู่เพียงแค่ปากประตู กุหลาบก้านยาวสีแดงสดช่อใหญ่ ถูกจัดไว้ในแจกันเจียระไนที่ตั้งอยู่บนตู้เสื้อผ้า “กุหลาบนั้นสวยจังค่ะ จูเลีย” เซเลน่าพูดยิ้ม ๆ รู้ได้ในทันทีว่ากุหลาบช่อนี้เองที่สตรีผู้สูงอายุต้องการจะให้เธอเข้ามาดูจูเลียยื่นซองเล็ก ๆ ซองหนึ่งซึ่งภายในมีการ์ดสอดไว้มาให้ ซึ่งเซเลน่ารับมาอ่านข้อความที่เขียนขึ้นอย่างเป็นการส่วนตัวด้วยความรู้สึกขัดเขิน มันเป็นข้อความง่าย ๆ ที่ประทับใจยิ่งนัก“ผมรักคุณนะจูเลีย ขอให้ผมได้รักคุณเช่นนี้ตลอดไปด้วย....เลสลี่ของคุณ”เมื่ออ่านจบแล้วเธอก็ส่งกลับไปให้จูเลียเงียบ ๆ ความคิดเห็นใด ๆ ที่เกิดขึ้นในใจยามนี้ ดูมันจะไม่เหมาะสมหรือพอเพียงเอาเสียเลย