บรึ้นนนนนน อีธาน เบเกอร์ หัวหน้าทหารหน่วยรบพิเศษคนปัจจุบันกำลังขับรถSUVสีดำออกจากเขตชานเมืองฝั่งตะวันตกมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับข่าว
'หัวหน้า ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้วครับ' เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากเครื่องเสียงภายในรถที่ต่อเข้ากับโทรศัพท์เอ่ยถาม
"ใกล้จะถึงแล้วอีกไม่เกินสิบนาที ตอนนี้สถานการณ์โดยรวมเป็อย่างไรบ้าง"
'แย่! เริ่มจะคุมไม่อยู่แล้ว ตอนนี้มีคำสั่งอนุญาตให้ใช้แก๊สน้ำตากับะุยางได้แล้ว คนพวกนี้อย่างกับหมาบ้า! ไล่กัดคนอื่นไม่เลี้ยงเลยแถมเ้าหน้าที่ฝั่งเราบางคนยังไปเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อจลาจลอีก'
"หมายความว่ายังไง?" อีธานขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
'ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน หัวหน้ารีบมาดูเองเถอะ'
"ได้ ฉันจะรีบไป เตรียมชุดกับอุปกรณ์ไว้ให้ด้วย"
'รับทราบครับ' ปลายสายตอบรับก่อนจะตัดสายไป อีธานรีบเหยียบคันเร่นเพิ่มความเร็วของรถให้มากกว่าเดิม เขาต้องรีบไปดูให้เห็นกับตาตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กลุ่มผู้ก่อเหตุไล่กัดคน? เ้าหน้าที่บางส่วนย้ายข้าง? นี่มันเป็การก่อจลาจลแบบไหนกัน
ั้แ่ขับรถเข้ามาภายในตัวเมือง สิ่งที่อีธานเห็นคือภาพรถหลายคันที่พลิกคว่ำจนะเิ บางคันชนเข้ากับเสาไฟหรืออาคารข้างทางความเสียหายเกิดขึ้นแทบจะทุกที่ เ้าหน้าที่บางส่วนถูกแบ่งกำลังออกมาช่วยความคุมความสงบและอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย อีธานขับรถตรงเข้าไปจอดใกล้ๆกับกลุ่มเ้าหน้าที่ที่วางกำลังปิดกั้นพื้นที่ กองทัพนักข่าวจากหลายสื่อพยายามจะเข้าไปทำข่าว อีธานรีบลงจากรถก่อนจะเดินไปยังจุดที่มีเ้าหน้าที่ทหารยืนประจำการอยู่
"อีธาน เบเกอร์ เ้าหน้าที่รหัส S2639ขอเข้าพื้นที่" อีธานแจ้งรหัสประจำตัวของตัวเองออกมา เ้าหน้าที่ที่ยืนประจำการอยู่รีบยืนตัวตรงทำท่าวันถยหัตถ์ก่อนจะปล่อยให้อีธานเดินเข้าไป ห่างไปไม่ไกลอีธานเห็นชายสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ คนหนึ่งใส่ชุดเครื่องแบบของทหารหน่วยรบพิเศษ ส่วนอีกคนอยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจชั้นยศสูง เขารีบเดินตรงเข้าไปหาสองคนนั้นทันที
"อีธาน" ชายที่อยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจเอ่ยทัก
"คุณแอนเดอร์สัน" อีธานพยักหน้าทักทายโคลด์ แอนเดอร์สัน ผู้บัญชาการตำรวจประจำเมืองเวสต์มินตัน
"มาช้านะหัวหน้า" ชายหนุ่มอีกคนทักทาย
"เงียบน่าเอซตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" อีธานหันไปถาม เอซ โคลลิน ชายหนุ่มที่กำลังยืนทำหน้ากวนโอ๊ยผู้เป็รองหัวหน้าทีมหน่วยรบพิเศษ
"จากที่มีการรายงานมา ประชาชนภายในเมืองบางส่วน อยู่ๆก็เหมือนกับขาดสติและเข้าทำร้ายผู้คนรอบข้าง เบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะมาจากยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ใน่นี้" โคลด์เป็ฝ่ายตอบ
"แล้วเ้าหน้าที่บางส่วนที่มีอาการเหมือนกันล่ะ?" อีธานหันไปถามต่อ
"ไม่รู้สิ แต่คาดว่าน่าจะเป็พวกที่แอบใช้สารเสพติดพวกนี้อยู่เหมือนกัน น่าขายหน้าจริงๆ เป็ตำรวจแท้ๆกลับทำผิดกฎหมายซะเอง" โคลด์ตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"ท่านครับ!! ตอนนี้เริ่มมีเ้าหน้าที่เสียชีวิตแล้วขออนุญาตใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อยุติสถานการณ์ครับ!!" นายตำรวจคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพูดด้วยความร้อนรน สถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นเลวร้ายอย่างหนัก เ้าหน้าที่ที่พยายามเข้าไปสกัดผู้ก่อเหตุหลายคนต้องาเ็หนักและเสียชีวิต กลุ่มเ้าหน้าที่ที่ตั้งกำแพงป้องกันก็เริ่มสู้แรงคนพวกนี้ไม่ไหวแล้ว
"ชิ!" ใบหน้าของโคลด์ตึงเครียดทันที เป็ไปได้เขาก็ไม่อยากใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา แค่ที่เป็อยู่ตอนนี้ก็เสียหายมากพอแล้ว
"ทำในสิ่งที่คุณต้องทำเถอะ ชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกหลายคนกำลังอยู่ในอันตราย" อีธานเข้าใจความหนักใจของโคลด์ดี ผู้ที่ถวายทั้งชีวิตให้กับการรับใช้และปกป้องประชาชนคงไม่อยากหันปืนใส่คนที่เขาปกป้อง แต่เขาก็มีลูกสาวที่ต้องเป็ห่วง อลิสและคาร่า แอนเดอร์สัน ลูกสาวสองคนที่เขาเหลืออยู่หลังจากเสียภรรยาไปเมื่อปีก่อนจากโรคร้าย เขาต้องเลือกระหว่างฝืนปกป้องทั้งหมดหรือเลือกปกป้องคนที่อยู่ด้านหลัง โคลด์พยักหน้าให้กับอีธานก่อนจะหันไปสั่งนายตำรวจคนนั้น
"อนุมัติ!! ถ่ายทอดคำสั่งออกไปว่าให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสามารถใช้ะุจริงได้!"
นายตำรวจคนนั้นรีบทำวันถยหัตถ์ ก่อนจะส่งคำสั่งผ่านวิทยุสื่อสารที่ติดไว้บนอกออกไป
ปังๆๆๆๆๆๆ!! เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วบริเวณแทบจะในทันทีที่มีคำสั่งอนุมัติ เืสีดำข้นต่างจากคนปกติทั่วไปกระจายออกไปทั่ว เหล่าทหารตำรวจต่างหน้าซีดเผือด เมื่อกลุ่มคนที่โดนยิงล้มต่างลุกขึ้นในทันทีแถมยังวิ่งเข้าใส่ต่ออย่างไม่กลัวตาย เ้าหน้าที่ที่อยู่แนวหน้าล้วนถูดกัดฉีกทึ้งร่าง แขนและขาถูกแยกออกจากตัว เปลี่ยนพื้นที่แถวนั้นจนกลายเป็ทะเลเื เหล่านักข่าวและประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นจนมีหลายคนที่ล้มลงถูกเหยียบจนาเ็ โคลด์ยืนมองหายนะตรงหน้าด้วยแววตาตกตะลึง นี่มันเื่บ้าอะไรกัน! คนพวกนี้เป็อะไรกันไปแล้ว อีธานที่เปลี่ยนไปอยู่ในชุดออกปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษเดินมาบีบไหล่ของโคลด์เพื่อเรียกสติ โคลด์สดุ้งใก่อนจะหันไปมองด้านหลังของตัวเองด้วยสีหน้าเป็กังวลทำท่าเหมือนจะวิ่งออกไปแต่อีธานขยับมาขวางหน้าไว้ก่อนโคลด์มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเอาเื่ตอนนี้เขาเป็ห่วงลูกสาวของตัวเองมากกว่าสิ่งใด
"ตอนผมออกมาเขตชานเมืองฝั่งตะวันตกเงียบสงบปลอดภัยดี พวกเขาจะไม่เป็อะไร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านผมยังมีระบบป้องกันภัยขั้นสูงอยู่ ครูซรู้ว่าต้องทำยังไง ถ้าคุณออกไปตอนนี้จะมีคนอีกมากที่ต้องล้มตาย" อีธานพูดขึ้น สายตามั่นใจและสงบเยือกเย็นที่จ้องมองเข้าไปในตาของอีกฝ่าย ทำให้โคลด์ใจเย็นลง อีธานเป็หนึ่งในคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด เขาเคยขอตามไปดูตอนที่อีธานฝึกให้ครูซ ตอนนั้นเขาพูดได้เต็มปากเลยว่าฝีมือครูซดียิ่งกว่าตำรวจในหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายเสียอีก ทั้งความเฉลียวฉลาดในการตัดสินใจและการป้องกันตัวที่อีธานถ่ายทอดให้ล้วนอยู่ในระดับสูง เมื่อคิดได้แบบนั้นโคลด์จึงเชื่อมั่นในคำพูดของอีธานมากขึ้น เขาอดนับถืออีกฝ่ายไม่ได้ ในสถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้ทั้งยังมีลูกชายที่ต้องเป็ห่วงอีธานยังคงสามารถรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรบพิเศษไม่ได้มีไว้แค่ประดับจริงๆ
"ตอนนี้มีประชาชนหลายคนพยายามอพยพไปยังเมือง สโตนเกจ สะพานที่ใช้ข้ามคงโกลาหลน่าดู แต่จุดนั้นมีกำลังทหารตำรวจส่วนใหญ่ตรึงกำลังอยู่ เราต้องช่วยเหลือประชาชนในเมืองเท่าที่ได้ก่อน และนำกำลังเ้าหน้าที่บุกฝ่าไปยังสะพานเชื่อมฝั่งตะวันออก ที่นั่นพวกเขาจะปลอดภัยแล้วเราค่อยจัดทีมช่วยเหลือกลับมาช่วยคนที่ยังติดค้างอยู่ในเมือง" โคลด์เสนอแผน อีธานยิ้มรับยินดีที่อีกฝ่ายกลับมาสงบได้อีกครั้ง
"ถ้าอย่างงั้นก็ไปกันเถอะ" อีธานพูดขึ้นก่อนจะยกปืนปืนไรเฟิล Colt M4A1 ในมือขึ้นเล็งแล้วยิงไปยังชายคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาหาโคลด์จากทางด้านหลังเข้าเบ้าตาทะลุศีรษะด้านหลังะเิออกเืสาดกระจาย โคลด์ใจหายวาบเมื่อััได้ถึงลูกะุที่วิ่งผ่านหูตัวเองไป
"ทีหลังจะยิงก็บอกกันก่อนสิ!!" โคลด์โวยวายพร้อมกับหยิบปืนพก SIG-Sauer P226R ขึ้นมาถือไว้
"ฮ่าๆๆ มันกะทันหันน่ะ" อีธานหัวเราะชอบใจ
"ต้องยิงที่หัวสินะ" โคลด์ที่มองไปยังศพที่ถูกยิงเมื่อสักครู่เปรยขึ้น
อีธานพยักหน้า ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรคนพวกนี้ถึงยิงไม่ตายแต่ยังไงซะหัวก็ยังเป็จุดอ่อนของมนุษย์อยู่ดี
"เอซ แบ่งกำลังคนไปควมคุมประชาชนที่อยู่แถวนี้อย่าให้วิ่งหนีกันมั่วแล้วพามารวมกลุ่มกัน เราจะจัดขบวนโดยมีพวกเขาอยู่ตรงกลาง ให้เ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มกันขบวนในระยะประชิด สั่งให้คนในทีมเรากระจายกำลังโอบล้อบทั้งแปดทิศ ทิ้งระยะห่างจากขบวนห้าสิบเมตร นายคุมด้านหลัง ให้แม็คกับไมเคิลแยกกันคุมปีกซ้ายและขวา ส่วนทีมบุกทะลวงด้านหน้าฉันจะคุมเองไปตามคนให้ฉันสักห้าคน" อีธานหันไปสั่งรองหัวหน้า เอซพยักหน้ารับก่อนจะวิ่งหายไป
"ส่วนโคลด์ผมอยากให้คุณสั่งกำลังเ้าหน้าที่หน่วยS.W.A.T ที่อยู่ใกล้ๆตรึงกำลังป้องกันพื้นที่รอบๆไว้ในรัศมีสิบ่ตึก เราต้องการพื้นที่ในการจัดขบวน อย่าให้ตัวอันตรายพวกนั้นหลุดเข้ามาได้ คุณมีคนเยอะกว่าผมอยากให้คุณช่วยแบ่งกำลังตำรวจออกไปพาประชาชนมารวมกัน เราจะตรึงกำลังอยู่ที่จุดนี้สามสิบนาทีก่อนจะเคลื่อนย้ายประชาชน เราจะหยุดขบวนหาประชาชนที่อยู่ใกล้ๆในระยะไม่เกินสามร้อยเมตรทุกๆสามกิโลเมตรเป็เวลาสิบนาทีจนถึงสะพานเชื่อมฝั่งตะวันออก" อีธานหันไปพูดกับโคลด์ เขาพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปสั่งงานลูกน้อง
เวลาผ่านไปสองนาทีเ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษห้านายก็มายืนพร้อมกันอยู่ตรงหน้าอีธาน "เอาล่ะ พวกนายต้องทำหน้าที่บุกทะลวงกับฉัน ให้เวลาสามนาทีไปเตรียมอุปกรณ์ต่างๆมาให้พร้อม เราจะเคลื่อนขบวนไปฝั่งตะวันออกในอีก28นาที ก่อนหน้านั้นพวกเราต้องไปเคลียร์เส้นทางด้านหน้าในระยะหนึ่งกิโลเมตรให้ปลอดภัยที่สุดก่อนจะย้อนกลับมานำขบวน เราจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆทุกสามกิโลเมตร มีใครมีคำถามไหม"
"ไม่มีครับ!" ทหารทั้งห้านายตอบรับเป็เสียงเดียวกัน
"ดี! แยกย้ายไปได้!"
ระหว่างที่รอทหารในทีมกลับมา อีธานใช้เวลาที่มีสำรวจไปยังเหล่ามนุษย์ที่ตอนนี้กลายเป็ปีศาจไปแล้วกำลังต่อสู้อยู่กับเหล่าเ้าหน้าที่ นอกจากจุดอ่อนที่หัวแล้วอีธานยังมองไม่เห็นอย่างอื่นอีกเลย ปีศาจพวกนี้นอกจากจะฆ่าไม่ตายแล้วยังแข็งแรงมากกว่าปกติ ผู้หญิงตัวเล็กๆสามารถสู้แรงเ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกมาเป็อย่างดีได้ทั้งยังรวดเร็วอีกต่างหาก ผ่านไปจนครบสามนาทีทหารห้านายนั้นก็กลับมารวมกัน
"อีก25นาทีก่อนจะเคลื่อนขบวน เราจะต้องกลับมาภายใน20นาที จำไว้ให้เล็งที่หัว ยิงที่ส่วนอื่นไม่อาจจะหยุดปีศาจพวกนี้ได้ ถ้าพร้อมแล้วก็เคลื่อนพลได้!" อีธานพูดจบก็วิ่งนำออกไป เ้าหน้าที่ที่ปิดล้อมพื้นที่อยู่ต่างเปิดทางให้
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!! ปืนไรเฟิลในมือถูกใช้อีกครั้ง เืสีดำข้นกระจายออกมาส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่ว เพียงเวลาไม่นานเหล่าปีศาจร้ายกินคนที่อยู่ด้านหน้าก็ถูกยิงล้มจนหมด
"ไปๆ!! เกาะกลุ่มกันไว้ เก็บให้หมดอย่าให้เหลือ!" อีธานะโบอกพร้อมกับพุ่งนำลูกทีมไปด้านหน้า แต่ละคนล้วมมีฝีมือเหนือชั้น ะุทุกนัดที่ยิงล้วนเข้าเป้ากลางศีรษะตัดโอกาสที่พวกมันจะลุกขึ้นได้อีก ทุกๆสิบเมตรที่พวกเขาวิ่งผ่านไปล้วนทิ้งซากศพจำนวนมากไว้ด้านหลัง หลังจากวิ่งมาได้สี่ร้อยเมตรอีธานก็หยุดวิ่ง
"พลซุ่มยิง!" อีธานร้องเรียก ชายหนึ่งในห้าคนก็ก้าวออกมาพร้อมปืนสไนเปอร์M24 ที่สะพายอยู่ด้านหลัง
"ต่อไปนี้จะเป็แบบนี้ทุกครั้ง หลังออกห่างจากขบวน400เมตรให้ขึ้นไปบนยอดตึกหามุมยิงสนับสนุนทีม ขากลับยังไม่ต้องลงมาให้เฝ้าดูสถานการณ์อยู่้าถ้ามีเหตุอะไรเปลี่ยนแปลงให้รีบวิทยุไปแจ้ง ถ้าไม่มีอะไรร้ายแรงก็ให้คอยเก็บพวกที่หลงเข้ามาในระยะห้า่ตึก อย่าให้เข้ามาในเส้นทางเคลื่อนขบวน พอขบวนมาถึงค่อยลงมาสมทบอีกครั้ง" อีธานสั่งจบชายคนนั้นก็วิ่งหายเข้าไปในตึกหลังหนึ่งที่มีชั้นดาดฟ้าอยู่บนชั้นสิบ
"ไปต่อได้!"
คนทั้งห้าเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง การเคลียร์เส้นทางเป็ไปอย่างต่อเนื่อง มีหลายครั้งเหมือนกันที่คนในทีมพลาดท่าจนเกือบเป็อันตรายเนื่องจากโดนเล่นงานทีเผลอ แต่ก็ได้มือสไนเปอร์ช่วยชีวิตไว้ แสดงให้เห็นถึงความคิดอ่านที่รอบคอบของอีธาน ผ่านไปสิบห้านาทีการเคลีย์เส้นทางในระยะหนึ่งกิโลเมตรก็เสร็จสิ้นอีธานนำทีมเคลื่อนที่กลับทันที
"เป็ไงบ้าง?" โคลด์เดินเข้ามาถามเมื่อเห็นอีธานนำทีมกลับมาถึง
"เคลียร์เส้นทางด้านหน้าไว้นิดหน่อย อีกสองกิโลเมตรที่เหลือก่อนหยุดหาคนน่าจะไม่มีปัญหาอะไร เหลือพวกมันอยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น หลังจากจุดหาคนที่หนึ่งแล้วคุณต้องทำหน้าที่นำขบวนนะครับ เพราะผมจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว แต่จะคอยเคลียร์เส้นทางจนครบสามกิโลเมตรและเฝ้าจุดหาคนถัดไปไว้ให้จนขบวนมาถึงค่อยออกเคลียร์ทางต่อ" อีธานหันไปตอบ โคลด์พยักหน้ารับ ตอนนี้เข้าเชื่อใจในการตัดสินใจและจัดการของอีธานมาก เพียงเวลาแค่ครึ่งชม.พวกเขาก็สามารถควบคุมสภานการณ์เฉพาะหน้าได้แถมยังช่วยเหลือประชาชนได้กว่าห้าสิบคนอีก ไม่มีเหตุผลอะไรให้โคลด์ต้องสงสัยแผนการของชายคนนี้
หลังผ่านไปแปดชม. ั้แ่่สองทุ่มจนถึงตีสี่ ขบวนประชาชนที่มีเ้าหน้าที่ทหารตำรวจล้อมรอบอยู่ก็ออกเดินทางมาได้กว่าสี่สิบกิโลเมตรแล้ว ถึงแม้ทุกคนจะเหนื่อยและอ่อนล้าแต่เพราะการอยากมีชีวิตรอดทำให้ไม่มีใครบ่นออกมาสักคำ เด็กตัวเล็กๆก็นอนหลับไปบนหลังของพ่อ การเดินทางและหยุดพักหาคนที่เหลือรอดเป็ไปอย่างราบรื่นจนตอนนี้ในขบวนมีประชาชนกว่าร้อยชีวิตแล้ว ที่เดินทางได้เร็วขนาดนี้เป็เพราะในหลายๆจุดพวกเขาก็ไม่จำเป็ต้องหยุดหาคนเนื่องจากมีพลซุ่มยิงคอยเช็คจากที่สูงแล้วว่ามีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ระยะเฝ้าหาไหม ถึงแม้ความมืดรอบกายที่เกิดขึ้นเพราะขาดไฟฟ้าอาจจะทำให้หาคนตกหล่นไปบ้างก็ไม่ทำให้พวกเขาเพิ่มเวลาในการหาคนเลยเพราะยังไงอีธานก็ตั้งใจไว้แล้วว่าหลังจากส่งคนพวกนี้เสร็จเขาจะตั้งทีมช่วยเหลือย้อนกลับมาค้นหาอีกครั้ง แต่ความราบรื่นก็อยู่กับพวกเขาไม่นานนักเมื่อเข้าระยะสิบกิโลเมตรสุดท้ายก่อนจะถึงสะพานเชื่อม
"หัวหน้าครับแย่แล้ว!! มีพวกมันจำนวนมากกำลังตามมาจากทางด้านหลังครับ! น่าจะเป็เพราะเสียงปืนและคนจำนวนมากเป็ตัวเรียกพวกมันมา"
"กะจำนวนโดยประมาณได้ไหม?" อีธานถามกลับไปอย่างใจเย็นเมื่อพลซุ่มยิงที่คอยระวังอยู่บนตึกรายงานมาบอก
"ไม่ต่ำกว่าร้อยแน่นอนครับ ห่างจากขบวนประมาณสองกิโลเมตร คาดว่าไม่เกินสิบนาทีน่าจะตามทัน"
"เข้าใจแล้ว นายรีบลงมาเถอะ" อีธานตอบกลับไป
"มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?" โคลด์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นอีธานยังไม่ออกไปเคลียร์เส้นทางเหมือนทุกที่
"มีพวกมันตามมา จำนวนคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อย จะถึงพวกเราในอีกสิบนาที"
โคลด์มีสีหน้าเครียดลงทันทีที่ได้ยินคำตอบจากอีธาน "คนพวกนี้หนีไม่ทันแน่ แค่เดินกันได้อยู่ตอนนี้ก็เต็มกลืนแล้ว เราจะเอายังไงกันต่อดี?"
"คุณเชื่อใจผมไหม"อีธานถาม
"อะไรนะ?" โคลด์หันไปมองอีธานด้วยความสงสัย
"ผมถามว่าคุณเชื่อใจผมไหม?"
"อีธานคุณเป็เพียงไม่กี่คนในชีวิตนี้ที่ผมเชื่อใจที่สุด" โคลด์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อีธานยิ้มรับด้วยความยินดีก่อนจะเอ่ยขึ้น "ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยนำขบวนต่อไปที พาคนพวกนี้ไปให้ถึงจุดปลอดภัย ผมจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ให้เอง"
"อะไรนะ! คุณจะบ้าหรือ!! มันเสี่ยงเกินไปอีธาน คุณยังมีลูกชายรออยู่นะ" โคลด์ตะคอกใส่อีธานด้วยความใ เขาไม่คิดว่าแผนของอีธานจะบ้าระห่ำขนาดนี้ ต่อให้ใช้เ้าหน้าที่ทุกคนที่นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะต้านไว้ได้หรือเปล่า แบบนี้มันแผนฆ่าตัวตายชัดๆ
"ผมรู้ครับว่ามันเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยพวกเราจะตายกันหมด เื่นี้คุณเองก็น่าจะรู้ดี เชื่อใจผมเถอะครับ ผมต้องรอดไปได้แน่" อีธานตอบพร้อมกับมองโคลด์ด้วยสีหน้ามั่นใจ โคลด์รู้ดีว่าไม่สามารถมีอะไรมาขัดขวางความมุ่งมั่นของชายคนนี้ได้แน่ เขาจึงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
"ขอล่ะ รอดกลับมาให้ได้นะ ถ้าคุณเป็อะไรไปผมคงไปสู้หน้าครูซไม่ได้แน่" โคลด์เอ่ยขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปบีบไหล่อีธานไว้
"แน่นอนครับ เ้าลูกชายของผมยังต้องมีคนสั่งสอนอีกเยอะ ฮ่าๆๆ" อีธานตอบรับแล้วหัวเราะออกมา
"คุณไปเตรียมคนเถอะครับ พยายามออกเดินทางให้ได้ในสามนาที ผมจะไปคุยกับทีมของผมหน่อย" โคลด์พยักหน้ารับก่อนจะเดินจากไป
ห่างไปไม่ไกลอีธานเดินเข้าไปหาทีมของเขาที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่
"ฟังนะ งานนี้พวกนายไม่จำเป็ต้องทำ ใครไม่เต็มใจก็แยกตัวไปกับขบวนได้เลย ฉันจะไม่ห้ามและไม่มีโทษทางวินัยด้วย"
"พูดอะไรน่ะ? จะปล่อยให้ตาแก่อย่างคุณได้หน้าอยู่คนเดียวได้ยังไง คิดจะไปลุยกับพวกที่ตามมาล่ะสิ" แม็คเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินอีธานพูด เขารู้ว่าอีธานเป็ห่วงพวกเขาเลยไม่อยากให้อยู่สู้ด้วย ในหน่วยอีธานเหมือนเป็พี่ใหญ่มากกว่าหัวหน้า ด้วยความเป็กันเองและไม่ถือตัวทำให้คนในหน่วยรักและเคารพเขาเหมือนเป็คนในครอบครัว
"ใช่ๆ อายุก็เข้าใกล้เลขห้าแล้วยังจะทำซ่าอีก อีกไม่กี่ปีก็ต้องให้ลูกเช็ดก้นให้แล้ว" เอซได้ทีรีบพูดเสริม
"ถ้าหัวหน้าไม่มีพวกผมก็ทำอะไรเองไม่ได้หรอก" ไมเคิลพูดขึ้นมาบ้าง
"หัวหน้าว่าไงผมก็ว่างั้นแหละ" วินนี่ น้องเล็กประจำหน่วยให้คำตอบของตัวเอง
"พวกแกนี่แหละน้า แค่ตอบรับธรรมดาก็ได้แล้ว" อีธานส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
เอซหัวเราะชอบใจ "ฮ่าๆๆ แบบนี้แหละหัวหน้าถึงจะเหมาะกับหน่วยเรา"
อีธานมองไปยังลูกน้องในหน่วยทั้งสี่ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง "ไม่ว่ายามใดในา!!"
"เราผองจักอยู่ข้างกัน!!" ทุกคนในหน่วยตอบรับเป็เสียงเดียวกัน
"ยามมีสุข!!"
"เราผองร่วมสังสรรค์!!"
"ยามมีทุกข์!!"
"เราผองร่วมฟันฟ่า!!"
"แม้ยามความตายมาเยือน!!!"
"เราผองจักนอนเคียงกัน!!!"
เป็ธรรมเนียมประจำหน่วยไปแล้ว เมื่อมีภารกิจที่สำคัญหรือเสี่ยงอันตราย ทุกคนในหน่วยจะร่วมกันกล่าวปลุกใจเสมอ อีธานมองลูกน้องทั้งสี่อย่างพอใจ มีเพื่อนมากมายแล้วอย่างไร จะเทียบอะไรได้กับเพื่อนเพียงหยิบมือที่พร้อมตายข้างกัน
"ระวังตัวด้วยนะ ถ้าไปถึงแล้วจะรีบพากำลังคนมาช่วยให้เร็วที่สุด" โคลด์บอกกับอีธานที่เดินมาส่งก่อนจะนำขบวนจากไป
เหล่าทหารหาญห้านายมายืนพร้อมกันที่รถลำเลียงกำลังทหาร Stryker (สไตรเกอร์) ที่จอดทิ้งไว้ให้พวกเขา "เอาล่ะมาฟังแผนการกัน อีกไม่ถึงห้านาทีพวกมันคงมาถึงแล้ว เอซ นายเป็คนยิงป้อมปืนบนสไตรเกอร์ เริ่มยิงได้ทันทีที่เข้ามาในระยะสองร้อยเมตร พยายามยิงเคลียร์ให้ได้ทั้งหน้ากระดานเพื่อจำกัดให้มันบุกมาพร้อมกัน วินนี่นายขึ้นไปบนตึกแถวนี้คอยเก็บพวกที่หลุดแนวยิงเข้ามา และพยายามหาจังหวะปาะเิเข้าไปก่อกวน เน้นปาไป่กลางถึงท้ายขบวน อย่าให้พวกแถวหน้าแตกแถววิ่งกันมั่ว แม็คกับไมเคิลทำหน้าที่เดิม แยกกันคุมทางซ้ายและขวา ส่วนตรงกลางฉันจะจัดการเอง เราจะปล่อยให้เอซยิงไปก่อนจนปืนเริ่มร้อน จากนั้นจะสลับมาเป็พวกเรายิง พอปืนเย็นลงก็สลับกลับเป็เอซยิงอีกที เป็แบบนี้ไปเรื่อยๆ มีใครมีคำถามอะไรไหม" อีธานแจกแจงแผนการให้ทุกคนฟัง
"ไม่มีครับ!"
"ดี! เอาล่ะ วินนี่แยกไปหาจุดยิงได้ ที่เหลือขึ้นไปบนรถ เราจะขยับถอยหลังจากแนวบุกไปสองร้อยเมตร ตรงนั้นไม่มีทางแยกเราจะได้ไม่โดนมันโจมตีขนาบข้าง" หลังจากอีธานสั่งจบ วินนี่ก็วิ่งแยกตัวไปพร้อมปืนสไนเปอร์AWM
เวลาผ่านไปเกือบห้านาที พวกเขาก็เริ่มเห็นฝูงปีศาจขนาดใหญ่วิ่งตรงเข้ามา จำนวนค่อนข้างต่างจากที่คิดกันไว้มากนัก "มากกว่าร้อย คิดว่าน่าจะเกินไม่เท่าไร!! นี่มันเกือบๆห้าร้อยได้เลยนะเนี่ย!!" แม็คโวยวายเสียดังเมื่อเห็นจำนวนศัตรูที่พุ่งเข้ามาอย่างกระหายเื เสียงร้องคำรามฟังไม่ได้ศัพท์ดังก้องไปทั่วบริเวณ
"ใจเย็นๆไว้! เตรียมตัวให้พร้อมเอซเข้าประจำตำแหน่ง!!" อีธานะโสั่ง เอซรีบขยับเข้าไปประจำที่ป้อมปืนบนรถสไตรเกอร์ทันที
"อีกร้อยเมตร!"
"ห้าสิบเมตร!"
"ยี่สิบเมตร!"
"ตอนนี้แหละ!! ยิงได้!!!"
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!!! เสียงรัวปืนกลเป็ชุดดังขึ้นพร้อมๆกับร่างของศัตรูหลายร่างล้มลง บ้างก็โดนยิงจนหัวะเิ บ้างก็โดนยิงเข้าที่ขาจนขาข้างนั้นขาดกระเด็ด พวกที่วิ่งหลุดแนวยิงมาได้ ก็จะโดนเป่าหัวกระจายด้วยสไนเปอร์ของวินนี่
บรึ้มมมม! บรึ้มมมม! เสียงะเิที่วินนี่ขว้างเข้าไปกลางขบวนดังกึกก้อง แรงะเิอัดจนฝ่ายตรงข้ามร่างกระจายเศษชิ้นส่วนมนุษย์กระเด็ดปลิวว่อนขึ้นฟ้าเืสีดำกระจายออกไปทั่วบริเวณย้อมอาคารแถวนั้นจนเปลี่ยนสี แต่ทั้งหมดนั้นไม่อาจชะลอการบุกของเหล่าปีศาจที่หิวกระหายเืเนื้อได้เลย
"หัวหน้าปืนร้อนแล้ว!!" เอซะโบอก
"โอเค! แม็ค!ไมเคิล! รอให้เข้าระยะแล้วเริ่มยิ่งได้!!"
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ!!! ปังๆๆๆๆๆๆ !!! ปังๆๆๆๆๆๆๆ!!
เสียงปืนไรเฟิล Colt M4A1 และ MK48 Mod 0 CQB ดังขึ้นแทบจะวินาทีเดียวกันสกัดการบุกของศัตรูก่อนจะเข้ามาในระยะร้อยเมตร ระยะการบุกที่ใกล้ขึ้นเล่นเอาทุกคนใจเต้นไม่เป็จังหวะ ปืนสไนเปอร์AWMของวินนี่ยังคงทำงานได้อย่างดี พวกที่วิ่งหลุดแนวยิงที่อีธานบอกไว้ไม่มีตัวไหนวิ่งต่อได้เลย
"เอซ! ปูะเิ! เตรียมบรรจุะุ!" อีธานสั่งให้เอซระดมปาะเิไปยังแนวหน้าก่อนที่ะุปืนจะหมด
บรึ้ม! บรึ้ม! บรึ้ม! บรึ้ม! เสียงะเิดังขึ้นสี่ลูกติด กลุ่มศัตรูที่บุกเข้ามาต่างกระเด็ดถอยลงไปเกือบแปดสิบเมตร
ปังๆๆๆๆๆๆ ปังๆๆๆๆๆๆๆ เอซและวินนี่ที่อยู่บนตึกหยิบปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นมายิงสกัดการบุกแทนทั้งสามคนที่บรรจุะุใหม่
"สลับ!!" ปังๆๆๆๆๆ!! อีธานะโบอกก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็ฝ่ายยิงเหมือนเดิม กลุ่มศัตรูที่อยากจะทึ้งร่างพวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ต่างพากันวิ่งดาหน้าเข้ามารับลูกะุอย่างพร้อมหน้า
"มันมาจากไหนกันเยอะแยะวะเนี่ย! นี่เล่นยากันทั้งเมืองเลยเรอะ!!" แม็คเริ่มโวยวายอย่างหัวเสีย
"ไมเคิลขึ้นไปขับรถ! เราจะถอยหลังไปอีกสองร้อยเมตร พวกมันเข้ามาใกล้เกินไปแล้ว เอซประจำตำแหน่งนายคอยยิงสกัดไว้ " อีธานสั่งจบไมเคิลก็รีบวิ่งไปขึ้นรถ
"เอซยิงได้!!"
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!! ปอมปืนติดรถสไตรเกอร์ถูกยิงออกมาอีกครั้ง ตัวรถค่อยๆถอยไปด้านหลังโดยมีไมเคิลเป็คนขับ บรึ้ม! บรึ้ม! บรึ้ม! วินนี่ขว้างะเิออกไปอีกสามลูกเพื่อชะลอการบุกซื้อเวลาให้คนในทีมถอยไปตั้งหลัก การต่อสู้ระหว่างทหารหาญและเหล่าปีศาจกินคนยืดเยื้อไปอีกหลายสิบนาที ด้วยการวางแผนและบัญชาการของอีธานทำให้พวกเขายังคงรักษาพื้นที่เอาไว้ได้
"หัวหน้าะุจะหมดแล้ว!!" เอซที่อยู่บนป้อมปืนร้องบอกหัวหน้าทีม
"ผมก็ด้วย!"
"ของผมก็เหมือนกัน!"
แม็คและไมเคิลรีบบอกอีธานเพื่อให้หาทางทำอะไรสักอย่าง อีธานทำหน้าเครียดทันทีตอนนี้ะุของเขาก็ใกล้จะหมดแล้วเหมือนกัน
"วินนี่กลับมาที่รถ! เราจะใช้แผนขับรถล่อมันไปทางอื่น รีบลงมาเราจะยิงเปิดทางให้!" อีธานรีบวิทยุไปบอกวินนี่ทันที ขืนอยู่ต่อก็มีแต่รอให้พวกมันมารุมทึ้งสู้เสี่ยงดวงดูว่ามันจะตามมาหรือเปล่ายังจะดีกว่า
"เอซทางยกระดับที่ใกล้ที่สุดอยู่แถวไหน?" อีธานถามขณะยังคงเหนี่ยวไกปืนไม่หยุด
"ไปทางเหนือประมาสิบห้ากิโลเมตรครับ"
"ดี! จุดหมายเราอยู่ที่นั่น เราจะใช้ะเิถล่มพวกมัน!! " อีธานเอ่ยแผนให้คนในทีมฟัง
"หัวหน้าแย่แล้วครับ!!" วินนี่ที่ยังอยู่บนตึกวิทยุลงมาแจ้ง
"อะไรอีกวะเนี่ย!! นี่ยังแย่ไม่พออีกหรอ!" แม็คโวยวายทันทีที่ได้ยิน
"มีพวกมันอีกจำนวนมากกำลังเข้ามาจากทางสี่แยกที่ถนนสายสิบหกด้านหลังเราครับ อีกไม่เกินห้านาทีเราจะโดนพวกมันล้อมไว้!"
"ฮิบหายละ!!" แม็คสบถออกมาอย่างตกตะลึง
"วินนี่รีบลงมาเดี๋ยวนี้เราต้องไปแล้ว!"
แต่ทันทีที่วินนี่หันหลังจะลงจากตึกเขาก็ต้องใสุดขีด
แฮ่!! เพราะเสียงปืนที่ดังสนั่นทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของศัตรูที่เขามาใกล้ พวกมันหลายตัวพยายามเบียดกันเข้ามาในห้องที่เขาซุ่มอยู่ ชายคนหนึ่งที่หลุดเข้ามาได้ก่อนพุ่งเข้าหาเขาด้วยความรวดเร็วผิดมนุษย์ วินนี่ชักมีดพกที่เหน็บไว้ข้างแขนแทงเข้าเบ้าตาของชายคนนั้นสุดแรง เขารีบชักปืนพกข้างเอวขึ้นมาเหนี่ยวไกเข้าที่ศีรษะของศัตรูตัวถัดไปที่วิ่งเข้ามา ขาซ้ายถูกถีบออกไปด้านหน้าเพื่อผลักศพที่ยังเหลือแรงส่งให้ออกจากตัว ปืนพกในมือยิงรัวออกมาเป็ชุดเพียงไม่นานะุในแม็กกาซีนของเขาก็หมดลง แต่ศัตรูของเขายังเหลืออีกหนึ่ง ชายหนุ่มรีบเอื้อมมือไปหยิบปืนไรเฟิลที่พาดไว้กับหน้าต่าง แต่เขายังเร็วสู้พวกผิดมนุษย์พวกนี้ไม่ได้ ทันทีที่เขาคว้าปืนได้หญิงสาวตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวแล้ว เธอกระแทกเขาอย่างแรงจนทั้งคู่ทะลุออกไปทางหน้าต่างชั้นที่สิบ!
"ม่ายยยยยย!!!"
แผละ!! เสียงศีรษะของวินนี่กระแทกกับพื้นคอนกรีตอย่างแรงจนเืและมันสมองแตกกระจาย
"วินนี่!!!" ทุกคนในทีมร้องเรียกชื่อชายหนุ่มผู้โชคร้ายอย่างตกตะลึง พวกมันที่อยู่แถวนั้นห้าตัวรีบตรงมารุมกินซากศพของเขาทันที
ปังๆๆๆๆๆ!!!"อย่างยุ่งกับเขานะไอ้พวกบ้า!!!" ไมเคิลที่อยู่ฝั่งขวาของรถใกล้ๆกับตึกที่วินนี่ตกลงมาหันไประดมยิงใส่พวกที่กินศพของวินนี่ทันทีอย่างขาดสติ การเสียเพื่อนในทีมไปต่อหน้ามันทำให้เขาปวดใจเหลือเกิน
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!! "หัวหน้าะุหมดแล้ว!!" เอซที่หันป้อมปืนไปยิงศัตรูที่ล้อมมาทางด้านหลังร้องบอก
"โธ่เว้ย!!! รีบขึ้นรถได้แล้ว!! เราต้องไปกันแล้ว!!" อีธานะโสั่งอย่างหัวเสีย เขาคือคนที่เ็ปยิ่งกว่าใคร เขารักทุกคนในหน่วยเหมือนครอบครัว ทุกคนที่เข้ามาล้วนเป็ตัวเขาที่เลือกมาเองกับมือ ทั้งยังเป็เขาที่ตัดสินใจจะอยู่จนเ้าพวกนี้ต้องตามมาอีก
อีธานและแม็ครีบปีนขึ้นรถโดนมีเอซคอยยิงคุ้มกันให้อยู่ เหลือก็แต่ไมเคิล ปังๆๆๆ!! ะุปืนไรเฟิลในมือของเขาหมดลงแล้ว ตอนนี้อาวุธที่ใช้ได้จึงเป็ปืนพกและมีดสั้น เป็เพราะเขาขยับออกห่างจากตัวรถมากเกินไปในจังหวะที่ไปยิงพวกที่รุมกินศพของวินนี่ ทำให้ตอนนี้เขากำลังโดนล้อมจากทุกทิศทาง
"ไมเคิล!!" อีธานร้องเรียกพร้อมกับยิงปืนพกในมือออกไปแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เอซและแม็คพยายามยิงสกัดไม่ให้พวกศัตรูเข้ามาใกล้รถ
"หัวหน้าไปกันเลยไม่ต้องห่วงผม!!" ไมเคิลร้องบอก เขารู้ว่าตอนนี้ทุกคนแทบไม่เหลือะุแล้ว ถ้ายังฝืนจะช่วยเขาทุกคนจะพากันตายจนหมด แต่ถึงอย่างนั้นอีธานก็ยังไม่หยุดยิง
"นี่เป็คำสั่ง! รีบมาขึ้นรถเดี๋ยวนี้!!" ตลอดชีวิตการทำงานในหน่วยนี้อีธานไม่เคยออกคำสั่งเขาเลย มีเพียงแต่เสนอแผนการให้พวกเขาเลือกปฏิบัติตาม ถ้าไม่เห็นด้วยก็สามารถค้านและพูดคุยกันด้วยเหตุผล ตอนนี้อีธานถึงกับเอ่ยปากสั่งออกมาทำให้ชายหนุ่มฮึดที่จะมีชีวิตรอดมากขึ้น เขาพยายามฝ่าวงล้อมอย่างสุดกำลัง มือซ้ายตวัดมีด มือขวาเหนี่ยวไกปืน จนในที่สุดเขาก็หลุดออกจากวงล้อมได้ เขาฉีกยิ้มให้กับหัวหน้าของตัวเองอย่างเหนื่อยล้า อีกเพียงไม่กี่เมตรเขาก็จะถึงรถสไตรเกอร์แล้วหนีไปกับทุกคน แต่โชคชะตามักเล่นตลกกับมนุษย์เสมอ
"ระวังข้างหลัง!!" อีธานร้องเตือนสุดเสียงพร้อมกับเล็งปืนไปหา แต่ไมเคิลขวางวิถีะุอยู่จึงไม่สามารถเหนี่ยวไกออกไปได้ ชายหนุ่มรีบหันกลับไปทันทีแต่สายไปแล้ว "อ๊ากกกก!!!" ศัตรูตรงหน้าพุ่งเข้ามากัดที่คอของเขาจนล้มหงายหลังลง อีธานยิงเข้าที่หัวของพวกมันที่กัดคอไมเคิลอยู่ อย่างรวดเร็ว เหยื่อที่ล้มลงในดงผู้ล่าคงมีชะตากรรมเพียงถูกกัดกิน พวกมันอีกหลายตัวที่อยู่รอบๆรุมเข้ามาล้อมไมเคิลทันที ชุดเกราะถูกกระชากออกจากตัว หน้าอกของชายหนุ่มถูกแหวกเปิดออก อวัยวะภายในต่างๆถูกพวกมันดึกออกมากัดกิน ศีรษะถูกกระชากขาดจากตัวจนเืพุ่งกระฉูดกระเด็นมาโดนหน้าอีธานที่ยืนอยู่บนรถสไตรเกอร์ อีธานยืนนิ่งตัวแข็งค้างทำอะไรไม่ถูก เขาเสียลูกน้องในทีมไปอีกคนแล้ว แถมยังตายอย่างทรมานอีก ถูกรุมกินทั้งเป็
"ม่ายยย!!!! ไมเคิล!!!" แม็คร้องเรียกเพื่อนรักอย่างขาดสติ ไมเคิลกับเขาเป็เพื่อนที่โตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ฝึกฝนมาด้วยกัน ถูกเลือกเข้าหน่วยมาด้วยกัน สายสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นราวกับพี่น้องที่คลานตามกัน
"แม็คอย่าลงไป!!!" อีธานร้องห้ามแม็คที่ะโลงจากรถเพื่อไปช่วยเพื่อนรัก ชายหนุ่มใช้มีดสั้นพุ่งเข้าแทงใส่หัวของพวกมันตัวหนึ่งที่ถือหัวของไมเคิลอยู่ ก่อนจะใช้ปืนพกยิงรัวเป็ชุดใส่พวกมันที่อยู่รอบๆร่างของเพื่อนเขา แม็คคว้าะเิขึ้นมาถอดสลักเตรียมจะขว้างออกไป
"ตายซะเถอะไอ้พวกลูกหมา!!!" แม็คกู่ร้องพร้อมกับง้างแขนซ้ายขึ้น แต่พวกมันตัวหนึ่งไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้น มันพุ่งเข้าหาชายหนุ่มจากด้านล่างที่เป็มุมอับสายตาก่อนจะกัดเข้าที่แขนของเขา "อ๊ากกก!!" แม็คเจ็บจนชะงักไป แต่ช่องว่างเพียงเสี้ยววินาทีก็เพียงพอแล้วที่จะให้พวกมันอีกตัวพุ่งเข้ามากัดเขาที่ไหล่ แม็คหงายหลังล้มลงจากแรงกระแทกจนเผลอปล่อยะเิในมือ ะเิลูกนั้นกระเด็นกลิ้งเข้าไปใต้ท้องรถสไตรเกอร์ก่อนจะะเิ
บรึ้ม! แรงะเิทำให้รถทั้งคันเอียงไปด้านข้างเล็กน้อย เครื่องยนต์เสียหายอย่างหนักทันที อีธานมองไปที่แม็คที่ตอนนี้นอนแน่นิ่งดวงตาเบิกค้างจ้องมาทางเขา ไม่มีคำพูดใดๆทั้งสิ้น ถึงแม้อีธานจะเป็คนที่เยือกเย็นขนาดไหนแต่การเสียลูกน้องสามคนไปต่อหน้าต่อตามันช่างหนักหนาสำหรับเขาจริงๆ เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาช่วยใครไว้ไม่ทันสักคน
"หัวหน้ารีบเข้าไปในรถก่อนเถอะ!!" เอซที่ตอนนี้ยิงสกัดจนะุหมดแล้วดึงแขนอีธานเพื่อเรียกสติ ทั้งคู่พากันเข้าไปในรถจากทางเข้า้าก่อนจะล็อกไว้อย่างแ่า บรรยากาศภายในรถมืดสนิทเสียงทุบตัวรถดังมาจากทุกทิศ อีธานยังช็อกกับเหตุการเมื่อสักครู่ไม่หาย ภาพการตายของทุกคนยังติดตาเขาชัดเจน
"ฉันพาทุกคนมาตาย" อีธานรำพึงออกมาพร้อมกับทิ้งตัวนั่งลง
แช็ค! เอซหยิบไฟแช็คขึ้นมาจุดเพื่อให้แสงสว่าง เขาเห็นอีธานนั่งทำสีหน้าหดหู่อยู่
"ไม่ใช่หรอก พวกเราทุกคนล้วนเต็มใจมาเสี่ยงกันเอง หัวหน้าไม่ได้พาใครมาตายหรอก ผมเชื่อว่าถ้าพวกนั้นยังอยู่ก็คงพูดกันแบบนี้" เอซพูดปลอบใจอีธานก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ
"วินนี่ยังเด็กอยู่เลย ปีนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าเองด้วยซ้ำ" อีธานเอ่ยขึ้น เขาค่อยๆเอนหลังลงไปพิงพนังรถ
"นั่นสินะยังเด็กอยู่เลย"
เสียงทุบรถดังขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเสียงกู่ร้องคำรามรอบตัวรถทำให้พวกเขารู้ว่าตอนนี้พวกมันที่เหลือทั้งหมดได้มาล้อมรถเอาไว้แล้ว
"ถ้าเราอยู่กันเงียบๆพวกมันจะไปกันไหม" เอซถามขึ้น
"ก็อาจจะ แต่มันจะไปไหนกัน เสียงคนจำนวนมากคงจะเป็ตัวเรียกพวกมันไปหา ขบวนอพยพเคลื่อนที่ได้ห้ากิโลเมตรต่อชม.หรืออาจจะน้อยกว่าใน่เหนื่อยล้าถึงขีดสุด เราตรึงพวกมันไว้ที่นี่ได้แค่เกือบๆชั่วโมงเอง ขบวนอพยพน่าจะไปได้สักครึ่งทาง ด้วยความเร็วของเ้าพวกนี้คงตามทันได้ในสามสิบนาทีหรือยี่สิบถ้าวิ่งไป"
"แล้วหัวหน้าจะเอายังไงต่อ?"
"นั่นสินะ ในรถคันนี้มีะเิแสวงเครื่องอยู่ แต่รีโมตจุดชนวนระยะไกลคงพังไปตอนโดนแรงะเิเมื่อกี้แล้ว"
"หมายความว่าใช้งานไม่ได้สินะ" เอซส่ายหน้าทันที
"ก็พอจะมีวิธีอยู่ ถึงแม้รีโมตจะพังไป แต่ถ้าใช้วิทยุสื่อสารส่งสัญญาณด้วยคลื่นความถี่ที่ตรงกันก็ยังสามารถจุดะเิได้อยู่ แต่วิธีนี้ยังมีปัญหาอีกอย่าง"
"ปัญหาอะไรล่ะหัวหน้า" เอซหันไปถามอย่างสนใจเมื่อรู้ว่ายังพอมีวิธีใช้
"มันจุดชนวนได้แค่ระยะใกล้เท่านั้น เราจุดโดยที่นั่งอยู่ในรถหรือขว้างออกไปไม่ได้หรอก"
เอซมีสีหน้าตกตะลึงทันทีที่ได้ยินคำตอบ หมายความว่าถ้าใช้วิธีนี้พวกเขาคนในคนหนึ่งต้องพลีชีพสินะ อีธานค่อยๆล้วงรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากในชุดเกราะ เป็รูปที่เขามันจะพกติดตัวเสมอเมื่อต้องออกทำภารกิจ หญิงสาวผมสีทองตาสีฟ้ากำลังจับมือเด็กน้อยวัยห้าขวบคนหนึ่งที่กำลังเล่นเครื่องบินของเล่นอยู่ สีหน้าของอีธานดูมีความสุขปนเศร้าใจเมื่อมองรูปถ่ายใบนี้
"เ้าหนูครูซหรอ ไม่ได้เจอตั้งนานป่านนี้คงโตขึ้นเยอะแล้วมั้ง" เอซเอ่ยขึ้นเมื่อมองไปที่รูปถ่ายในมือของอีธาน
"อื้อ โตชึ้นเยอะเลยล่ะ" อีธานยิ้มตอบอย่างมีความสุขเมื่อได้พูดถึงลูกชายสุดที่รัก
"หัวหน้าไม่จำเป็ต้องทำก็ได้นะ ปล่อยให้เป็หน้าที่ผมเอง หัวหน้าน่ะอยู่จนแก่รอให้ลูกเช็ดตูดให้เถอะ" เอซพูดติดตลกเพื่อคลายบรรยากาศตึงเครียด เขาตัดสินใจแล้วว่างานนี้เขาจะเป็คนเสียสละเอง คนที่ไม่มีครอบครัวแบบเขาถ้าเป็อะไรไปก็ไม่มีใครมานั่งเศร้าเสียใจให้เข้าหรอก เทียบกับหัวหน้าที่มีลูกชายแล้วเขาเหมาะกว่าเห็นๆ
"ฮ่าๆๆ นั่นสินะ เ้าครูซมันจะยอมเช็ดก้นให้ฉันไหมนะ" อีธานหัวเรอะชอบใจพร้อมกับลุกขึ้นบิดี้เี
"ฝากถือแปปนึงสิ" อีธานยื่นรูปในมือให้เอซถือไว้ ชายหนุ่มก้มลงมองในมือด้วยความแปลกใจเพราะมันมีสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากรูปถ่ายอยู่ มันคือสร้อย Dog Tag ของหัวหน้าเขา
"หัวหน้า!!! นี่มะ.."
ผัวะ!!! ยังไม่ทันที่เอซจะพูดจบเท้าที่สวมคอมแบตก็เตะเสยเข้าที่ปลายคางของชายหนุ่มอย่างแรงจนเขาหงายหลังสลบไปทันที
"ขอโทษนะ แต่วันนี้ฉันสูญเสียมากพอแล้ว ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาของนาย มีชีวิตอยู่ต่อไปก่อนเถอะ" อีธานพูดกับเอซที่นอนพับอยู่ เขาเดินไปหน้ารถเพื่อหยิบะเิแสวงเครื่องมายัดไว้ในเสื้อเกราะ ก่อนจะหมุนวิทยุสื่อสารในมือเพื่อหาคลื่นความถี่ที่ตรงกับการจุดะเิ เมื่อหาเจอแล้วเขาจึงเปิดประตูปีนขึ้นไปบนหลังคารถ เหล่าปีศาจร้ายที่เหลือรอบๆจำนวนมากต่างพยายามปีนป่ายขึ้นมา เขาถีบใส่พวกมันตัวหนึ่งจนกระเด็นตกลงไป
อีธานมองไปที่สุดปลายสายตาทางทิศตะวันตกพร้อมกับพูดขึ้น "ลูกต้องรอดไปให้ได้นะครูซ รอดจากหายนะพวกนี้ ขอให้ลูกจงเข้มแข็งไว้ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร พ่อจะคอยเฝ้ามองลูกอยู่เสมอไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหน พ่อรักลูกนะ" เขาแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่ตอนเริ่มส่องแสงรับวันใหม่ด้วยแววตาที่เศร้าเสียใจ
"อเล็กซานดร้า ผมขอโทษ ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลเขาจนถึงที่สุด ผมจะไปสำนึกผิดต่อหน้าคุณเดี๋ยวนี้แหละ.......ที่รัก" หยดน้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของอีธาน เขาหลับตาลงพร้อมกับะโลงไปยังกลางฝูงปีศาจที่หิวกระหายก่อนจะกดส่งสัญญาณจากวิทยุสื่อสารในมือ
บรึ้มมมมมมมม!!!!!!!