รถยนต์ที่ปรีดิ์เป็ผู้โดยสารอย่างเ้านายคืนฉายเป็สารถีแล่นเข้าตัวเมืองพัทยา...ตามคำสั่งของคุณหนูผู้วางแผนแผลงฤทธิ์อยู่ในใจ
บอดีการ์ดหนุ่มมองถนนหนทางซึ่งไม่คุ้นตาสักนิดแต่ก็ฟังเสียงแหลมจากผู้หญิงผมหยิกฟูที่นั่งอยู่ตอนหลังคอยสั่งการให้วิ่งบนถนนเส้นโน้น เลี้ยวโค้งตรงเส้นนั้น เข้าตรอกซอกซอยไหนสุดแท้แต่ว่าหญิงสาวพอจะคลำทางได้ถูก
คืนฉายเพิ่งเคยมาเยือนพัทยาเป็ครั้งแรกจึงตื่นตาอยู่ไม่น้อย...อากาศในยามเที่ยงนั้นร้อนจัด เห็นเปลวแดดเต้นระยับอยู่เหนือผิวน้ำทะเลสีฟ้าอมครามซึ่งมองไกลๆยังเห็นเกลียวคลื่นม้วนตัวซัดเข้าหาฝั่งเป็ระลอกขณะที่รถแล่นผ่านถนนเลียบชายทะเล...บริเวณชายหาดมีนักท่องเที่ยวเป็ชาวต่างชาติน่าจะใกล้เคียงกับคนไทยมีพ่อค้าแม่ขายจำนวนมากยึดอาชีพอยู่ริมฝั่ง ทั้งที่ขายของเป็ร้านค้ามีหลักแหล่งและประเภทหาบเร่ขายอาหารทะเล มีทั้งกุ้งสีส้มแดง ปลาหมึกย่างส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอแก่ผู้บริโภคเหนือหาดติดริมถนนมีทิวมะพร้าวสูงสลับสล้างทอดยาวไปจนสุดหาดทั้งสองด้านภายใต้เพิงมุงหลังคาจาก มีโต๊ะและเก้าอี้วางเป็กลุ่มไว้ต้อนรับแขก ถัดลงไปบนทรายละเอียดมีเก้าอี้สนามสีสดกางเป็หย่อม ภายใต้ร่มสายรุ้งหลากสี
นักท่องเที่ยวบางกลุ่มกำลังหาความสำราญจากการนั่งชมวิวด้วยรสชาติเบียร์เย็นเป็วุ้นเคียงกับแกล้มออกรสจัดจ้านบนเก้าอี้สนามเป็ชุด...ส่วนบางกลุ่มก็วิ่งเล่น ลัดเลาะตามริมหาดส่วนใหญ่เป็พ่อกับแม่ที่พาครอบครัวมาเที่ยวมีลูกน้อยตัวเล็กๆวิ่งเล่นกำลังอยู่ในวัยซนโดยที่บางคนมีความสุขกับการนั่งก่อกองทรายเป็รูปทรงแปลกตาสารพัด...แล้วบางกลุ่มก็นิยมลงไปดำผุดดำว่ายฝ่าแดดเปรี้ยงไม่หวั่นว่าผิวจะไหม้เกรียมเพราะแดด
แต่ที่ทำให้คืนฉายค่อยๆชะลอรถยนต์จนแล่นช้าลงอาจเป็เพราะเห็นสาวสวยนุ่งบิกินี่ตัวจิ๋วลายเสือดาว โชว์ส่วนสัดกลมกลึงไปทั้งตัวกำลังยืนคุยกับชายหนุ่มผิวคล้ำแดดสวมเสื้อชูชีพอยู่ข้างเจ็ทสกีริมชายหาด มองผ่านๆหญิงสาวผู้นั้นก็เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป
ทว่าเสี้ยวหน้าด้านข้างของหล่อนผู้นั้น...ทำให้คืนฉายถึงกับสะกดสายตาด้วยความรู้สึกคุ้นเคยคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็ ‘คนคุ้นเคย’แต่ยังไม่ทันไร เสียงพูดจาแดกดันจากคุณหนูตัวแสบก็ทำลายโสตประสาทจนสะดุ้ง
“เห็นเงียบๆหงิมๆนั่งซึมกระทือมาตลอดทาง ที่แท้ก็หูตาแพรวพราวไม่เบานะยะ...พอเห็นผู้หญิงหน้าอกตูมสะโพกผาย ขาเรียวเข้าหน่อย น้ำลายจะหกอยู่รอมร่อ”
“คุณหนูช่างเอาใจใส่ผมจังนะครับถึงได้สังเกตว่าผมสนใจผู้หญิงคนนั้น”
หล่อนเอียงคอมองเบะปากด้วยความหมั่นไส้ หน้าแดงก่ำ รีบปฏิเสธทันที “อย่าสำคัญตัวเองผิดไปหน่อยเลยย่ะผู้ชายอย่างนายมันอยู่ปลายแถว...แล้วผู้หญิงคนที่นายมอง ก็ไม่ได้สะสวยสักเท่าไหร่หรอกแค่นุ่งน้อยห่มน้อย ล่อเสือล่อตะเข้ เมื่อกี้นายคงมัวแต่มองผู้หญิงเพลินสินะถึงได้ไม่เห็นว่าผู้ชายที่คุยด้วยน่ะ ส่งสายตาเป็มันเชียว สงสัยไม่พ้นคืนนี้หรอกได้ไป์ร่วมกันแน่”
เสียงหล่อน ‘ชิ’ขึ้นจมูก ท้ายๆเริ่มแสดงความเห็นด้วยอคติชายหนุ่มจึงตัดบทให้พ้นรำคาญใจว่า “จะไปทางไหนต่อครับเดี๋ยวก็สุดถนนแล้ว”
เมื่อไม่สบอารมณ์นักความเงียบจึงปกคลุมบรรยากาศในรถให้มัวมนไปอีกระยะจนกระทั่งรถยนต์มุ่งเข้าสู่พัทยาสายสอง อันเป็แหล่งที่ตั้งของคาบาเร่ต์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าเท่าไหร่นัก
เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปยังบริเวณด้านหน้าอาคารขนาดกว้างตั้งอยู่บนพื้นที่หลายไร่รูปทรงของตึกเหมือนสถานประกอบการบันเทิงจำพวกแหล่งอโคจรสำหรับนักดื่มยามดึกซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในเมืองพัทยาลานด้านล่างกรุกระจกใสแบ่งสัดส่วนในตารางสี่เหลี่ยมแทนผนังทุกด้าน มีโดมแปดเหลี่ยมด้านหน้ายกพื้นคล้ายเวทีขนาดย่อม ้าสุดของตึกสีขาว่หน้ามีชื่อภาษาอังกฤษประดับหลอดไฟสี อ่านว่า ‘บาบาร่า คาบาเร่ต์พัทยาโชว์’
เมื่อเห็นชัดถึงชื่อของสถานที่ทำให้เขาห่อปากส่งเสียงเบาๆ เพราะมันเป็แหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของเมืองพัทยาขึ้นชื่อทางด้านการแสดงโชว์ของบรรดาหญิงสาวประเภทสอง ซึ่งเน้นไปที่การร้อง เต้นเล่นละคร ด้วยการแต่งกายอลังการประกอบโชว์...เขาเคยเห็นสีสันของที่นี่ยามกลางคืนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ั้แ่ครั้งวัยรุ่น มันนานมากแล้วแต่ก็ยังพอจำได้เลือนรางถึงชื่อเสียงของที่นี่ โดยไม่เคยคิดว่าจะเหยียบย่างเข้ามาทัศนาแต่อย่างใด
ในยามกลางวันมันช่างเงียบเหงาสิ้นดีไม่เห็นวี่แววความคึกคักอย่างที่พบตามหน้าข่าว...หลังนั่งเงียบมาอึดใจเขาจึงอดปากที่จะถามไม่ได้ “คุณหนูมีเพื่อนอยู่ที่นี่ด้วยหรือครับ”
“ทำไม...แปลกใจหรือไงยะ”
เขาขยับแว่นตาดำเล็กน้อยเหลียวหลังมามองหน้าหล่อน แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นรอยลิปสติกเปรอะเหนือริมฝีปากแต่กลับนิ่งอั้น อดกลั้นเสียงหัวเราะ โดยไม่ปริปากพูดสิ่งใดทำให้หล่อนฉุนเป็รอบที่สิบ
“บอกตามตรงฉันล่ะเบื่อท่าทางกวนประสาทของนายซะจริง เดี๋ยวยักคิ้วยักไหล่เดี๋ยวหน้าบึ้งทำเก๊ก เดี๋ยวยิ้มยั่วโมโห สารพัดอย่างของความกวนวัยทีนมากซึ่งฉันกำลังจะหมดความอดทนแล้วนะยะ”
“ถ้าไม่อยากเห็นคุณหนูก็มองไปทางอื่นสิครับ”
นั่นแน่...ยิ่งว่าก็ยิ่งยุพูดยั่วยอกย้อน ทำให้หล่อนหมายมาดในใจว่าเดี๋ยวก่อนเถอะ จะหาทางแก้เผ็ดคืนบ้างแล้วอย่ามาร้องโอดโอยคร่ำครวญทีหลังละกัน จะหัวเราะเยาะให้ตัวงอเลย
หล่อนนึกถึงหน้าตาของชายหนุ่มตอนเห็นใครบางคนลอยชัดขึ้นมาทีเดียวจึงรีบหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาเ้าของพื้นที่ คุยกันสองสามคำเป็พิธี หลังวางสายหล่อนจึงนั่งเอนหลังวางท่าสบายใจเฉิบ สายตาแลมองไปยังประตูทางเข้าออกด้านหน้าอาคาร
เพียงอึดใจใหญ่จึงมีคนผู้หนึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ปากฉีกกว้างจนเกือบจะถึงรูหูดวงตาโตปัดขนตางอนเช้ง แต่พยายามทำตาให้เล็กยิบหยีน่าเอ็นดูกำลังตรงดิ่งมายังรถยนต์ของหล่อน
เมื่อปรีดิ์รติเห็นจึงรีบเปิดประตู ส่งยิ้มทักทายกลับ...โอบร่างของอีกฝ่ายซึ่งเรียกว่าทั้งใหญ่และหนาผิวของเ้าหล่อนนั้นดำมะเมื่อมแบบเผ่านิโกร ผมหยิกขอดสั้นจนติดหนังหัวแม้หุบยิ้มแล้วปากก็ยังกว้างเท่ากับอมผลส้มขนาดกลางไว้ได้ทั้งลูกดูผิวเผินคงเหมือนผู้ชายทั่วไป ถ้าไม่นับการแต่งหน้าทาปากด้วยสีสันจัดจ้านเหมือนสีของนกแก้ว สวมที่คาดผมเป็ดอกไม้สีแดงอันใหญ่เทอะทะตัดกับสีผิวไม่นับรวมเครื่องประดับทั้งตัวที่แพรวพราวอีกทั้งเสื้อกับกางเกงที่ใส่ก็เป็ผ้ายืดสีแสบทรวงรัดติ้วไปทั้งตัว จน่ล้าง ‘แต๊บ’ยังไม่เนียน
ที่สำคัญจริตจะก้านนั้นมากกว่าธรรมชาติของผู้หญิงทั่วไปสักร้อยเท่า หล่อนผู้นั้นจีบปากจีบคอทักทายคุณหนูด้วยความมักคุ้น“ต๊าย ตาย...ลมบ้าหมู อะไร้ หอบคุณหนูปูจ๋าเ้าขาให้พัดมาถึงพัทยาได้ล่ะเ้าค้า”
หล่อนคลายอ้อมแขนจากอีกฝ่ายออกตอบเสียงเล็กเสียงน้อยด้วยความปีติที่พบหน้าอีกฝ่ายเช่นกัน “ลมคิดถึงสิคะนายแม่”
“อุ๊ย! ปากหวาน...แต่ก้นเปรี้ยวนะยะ”
‘นายแม่’ ของคุณหนูปูจ๋า มีชื่อที่ใครต่อใครเรียกขานกันจนติดปากว่า ‘เรนนี่’ ทั้งที่ความจริงชื่อเล่นเดิมที่แม่คนไทยตั้งให้หลังคลอดนั้นเรียกว่า...สายฝน
แต่เ้าตัวเห็นว่าชื่อไทยนั้นไม่เข้ากับใบหน้าสักนิดตัวก็ติดจะดำปิดปี๋ สูงล่ำไม่ต่างจากแรมโบ้ แต่ชื่อเล่นกลับหวานแหววเป็สายฝนหลงฤดูอย่างที่แม่เคยบอก เพราะตอนที่เกิดนั้น สามีนิโกรของแม่หนีกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แล้วหายเข้ากลีบเมฆไปเลยเ้าหล่อนจึงกลายเป็สายฝนที่ตกลงมาเกิดโดยไร้พ่อเหมือนคนอื่นเมื่อแม่มาตายจากไปอีกรายตอนเสียงเริ่มแตกหนุ่มเ้าตัวซึ่งเก็บซ่อนความเป็ผู้หญิงเอาไว้ภายในจึงหิ้วกระเป๋าระหกระเหเร่ร่อนมาขออาศัยทำงานที่คาบาเร่ต์โชว์แห่งนี้จนกระทั่งได้ดิบได้ดีจากความอดทน ได้แสดงเป็ตลกหน้าม่านอยู่หลายครั้งจนมีโอกาสเพียงครั้งเดียวได้โชว์เป็ตัวเอก เล่นเอาคนดูเกรียวกราวเพราะความ ‘แปลก’เป็ที่กล่าวขวัญไปพักใหญ่
ทว่าคนมีดวงสมพงศ์กันซะอย่างแม้นอาชีพที่เรนนี่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันยากจะมาลงรอยกับงานแฟชั่นชุดชั้นในของปรีดิ์รติได้แต่เมื่อนักออกแบบที่หล่อนจ้างมา เป็ผู้แนะนำให้รู้จักกันหล่อนก็ได้รับความช่วยเหลือจิปาถะั้แ่สากกะเบือยันเรือรบจนหญิงสาวถือว่าเรนนี่นั้นเป็ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้แฟชั่นชุดชั้นในเมื่อคืนสำเร็จไปด้วยดี
ยังนึกเสียดายอยู่บ้างที่เมื่อคืนเรนนี่ไม่ว่างพอที่จะเจียดเวลาไปร่วมงาน...ดังนั้นเมื่อรถยนต์ขับทางไกลมาถึงพัทยาด้วยความบังเอิญของสารถีหล่อนจึงถือโอกาสนี้แวะมาหาเรนนี่เสียเลย
ทว่านายแม่ของหล่อนกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อคลายไหล่ของหล่อนที่ยึดไว้ให้ออกห่างตัวพูดเสียงเล็กเสียงน้อยทั้งที่ฟังแล้วยังห้าวห่ามแบบชายหนุ่มว่า “คุณหนูปูจ๋าของนายแม่แอบไปประกบปากกับใครมาล่ะค้า...ดูสิ ลิปสติกแดงเลอะออกมานอกปากซะขนาดนั้น”
ว่าแล้วนายแม่ตัวดีก็สอดส่ายสายตาเมียงมองผู้ที่ยังคงนั่งตัวแข็งอยู่หลังพวงมาลัยรถบิดตัวกลับมามองคุณหนูในอุ้งมืออีกครั้ง พลางทำตาปริบตาปรอยกะพริบถี่ๆเมื่อเห็นเทพบุตรในรถ “หรือว่าจูบเมื่อคืนยังไม่จบค้าคุณหนูปูจ๋าขา”
ปรีดิ์รติหน้าแดงเรื่อรีบกลบเกลื่อนอีกฝ่ายด้วยการตีแปะไปที่ต้นแขนแบบหยอกเอิน “แสดงว่านายแม่ก็เห็นข่าวเมื่อคืนด้วยสิคะ”
นายแม่หัวเราะคิกดวงตาวิบวับเป็ประกาย “ที่บาบาร่านี่เขาเมาท์กันให้แซ่ดค่า...เขายังชมเลยนะค้าว่าผู้ชายที่คิสกับคุณหนูน่ะ ออกจะตี๋ล้อ หล่อ นี่พอมาเห็นตัวจริง บอกได้สองคำค่าว่า...น่ากิน”
ว่าแล้วผู้พูดก็แลบลิ้นแผล็บๆไม่รู้ว่าเป็อารมณ์ขันเพียงหยอกล้อหรือตั้งใจจะเอาจริง...แต่นี่ไม่ใช่หรือที่เป็ความตั้งใจแบบฉุกเฉินในการพาคืนฉายให้มาพบกับเรนนี่
“น่ากินนายแม่ก็จับกินเลยสิค้า...”
“ผู้ชายคนนี้คุณหนูไม่หวงหรือค้า” ผู้พูดลูบมือที่ปากทำท่าอยากจะจับชายหนุ่มในรถสวาปามทั้งคำ จนปรีดิ์รติเห็นท่าทางนั้น ยังอดขำไม่ได้
หญิงสาวนึกกระหยิ่มยิ้มย่องกับแผนการ ‘ลูบคลำบอดีการ์ด’
หล่อนดึงมือนายแม่ให้เดินอ้อมรถมายังฝั่งคนขับชี้นิ้วสั่งการให้ลดกระจกลง เห็นเขามีสีหน้าพิพักพิพ่วนได้ชัดแม้ยังคงสวมแว่นตาดำ “ลงมาหน่อยสิฉันจะแนะนำให้นายรู้จักกับพี่สาวคนหนึ่งของฉัน...เธอชื่อพี่เรนนี่ส่วนนายชื่ออะไรนะ...”
หล่อนทิ้งคำถามไว้ให้ชายหนุ่มเป็ผู้ตอบเองได้ยินเสียงเขาแ่ๆว่า “ผมชื่อคืนฉายครับเรียกสั้นๆว่าฉายก็ได้ครับ”
คืนฉายยกมือขึ้นไหว้ตามมารยาทแต่นายแม่ไวกว่า ขยับมาในระยะประชิด โน้มตัวเข้าไปในรถจนตัวใหญ่หนานั้นคับช่องกระจก แล้วโอบรวบกายเขาอย่างถึงตัวหอมแก้มซ้ายขวาอย่างถือวิสาสะ ไม่พอยังตั้งท่าจะขโมยจูบของเขาอีกหน้าด้านๆดีว่าชายหนุ่มแข็งขืนแล้วปิดปากไว้ได้ทัน กระถดตัวจนเกือบจะข้ามไปเบาะด้านข้าง
สีหน้ากระอักกระอ่วนของชายหนุ่มทำเอาคุณหนูตัวดีถึงกับหัวเราะร่วน “พอได้แล้วค่านายแม่เดี๋ยวบอดีการ์ดของหนูจะตายคารถ”
“ตายแล้ว...นอกจากเขาจะเป็คนหน้าตาดีถูกเสป็กนายแม่มากนี่เขายังเป็บอดีการ์ดให้คุณหนูปูจ๋าขาอีกตำแหน่งด้วยหรือคะนี่...โอ้ว มาย ก้อด!”
ชายหนุ่มถอนลมหายใจเต็มแรงโล่งอกที่คลายจากพันธนาการของผู้หญิงพันธุ์ถึก รีบกดล็อกประตูให้แน่นกลัวว่าอีกฝ่ายจะจู่โจมปานสายฟ้าแลบ ลากตัวเขาลงจากรถแล้วฉุดไปปู้ยี่ปู้ยำแต่ดูเหมือนความแรงของอารมณ์เรนนี่กำลังติดลมบนในทำนองที่ว่า ‘รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ’ ตั้งท่าจะดึงเขาไปหอมอีกฟอดใหญ่ เขาจึงชิงเลื่อนบานกระจกขึ้นอย่างเร็ว
บ่นงึมงำพอที่ปรีดิ์รติจะได้ยินว่า‘เกือบตกเป็ของ ก.ท.ถ. แล้วไหมล่ะกู’
นายแม่หูดีหันมาถามหญิงสาวที่กำลังหัวเราะคิกว่า “กอทอถอที่บอดีการ์ดคุณหนูปูจ๋าขาพูดเขาหมายถึงอะไรค้า...”
หล่อนจึงจุดชนวนด้วยการกระซิบกระซาบไปที่ใบหูผู้ถามว่า “อีตาบอดีการ์ดของหนูเขาชอบนายแม่น่ะสิค้า เขาเลยพูดอักษรย่อ ที่หมายความว่า ‘กอดทีเถอะ’เป็การส่งสัญญาณไงค้า”
เมื่อบอกเสร็จสรรพเห็นนายแม่กระดี๊กระด๊ายิ่งกว่าปลากระดี่ หล่อนยิ่งชอบใจ เพราะแท้จริงแล้วหล่อนเข่าใจดีว่า อักษรย่อสามตัวของชายหนุ่มนั้น น่าจะหมายถึง ‘กะเทยถึก’
ถ้าคิดจะเป็บอดีการ์ดฉัน...นายก็เตรียมตัวตกเป็ของกอทอถอละกัน
...........................................จบตอนที่ 6