ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่83 ศึกท้าประลอง!

    หลังจากเสร็จสิ้นบทเรียนพื้นฐานที่หนักหน่วง อวี้เหวินสะบัดข้อมือแล้วหยิบแผ่นศิลาทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือออกมา แผ่นศิลานั้นมีสีเงินหม่นสลักด้วยลวดลายซับซ้อนดูคล้ายอักขระมังกรและเกลียวคลื่นวารีที่สลับซ้อนกันอย่างวิจิตร เมื่อต้องแสงไฟในห้องวิจัย มันพลันส่งประกายเรืองรองบางเบาออกมาดุจมีชีวิต


    “ผู้อาวุโส... รบกวนท่านช่วยตรวจสอบสิ่งนี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?” อวี้เหวินส่งแผ่นค่ายกลนั้นให้ “มันคือ ‘ม่านเกล็ดมังกรคราม’ ค่ายกลป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูงขอรับ”


    จางเซวียนรับไปพิจารณาเพียงครู่เดียว คิ้วของเขาก็เลิกขึ้น “หืม... ฝีมือประณีตไม่เบา อักขระไหลลื่นไม่มีติดขัด พลังป้องกันหนาแน่นสมกับเป็นระดับหนึ่งขั้นสูง... นี่คงเป็นผลงานของเด็กน้อย จ้าวชิงอวิ๋น ใช่หรือไม่?”


    อวี้เหวินพยักหน้าเรียบๆ “เขาเคยมอบให้ข้าเพื่อเป็นการขอโทษเรื่องความเข้าใจผิดบางประการขอรับ”


    จางเซวียนตรวจสอบซ้ำด้วยจิตสัมผัสอย่างละเอียด ก่อนจะส่งคืนให้อวี้เหวิน “ในแผ่นค่ายกลนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จ้าวชิงอวิ๋นผู้นี้แม้จะเย่อหยิ่งไปบ้าง แต่ในด้านศาสตร์ค่ายกลเขานับว่ามีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในหมู่ศิษย์... เจ้าเก็บไว้เถิด ของชิ้นนี้มีค่ามิใช่น้อย”


    จางเซวียนหารู้ไม่ว่า ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งของอวี้เหวินนั้น เขากำลังวิเคราะห์ ‘กลเม็ด’ ที่จ้าวชิงอวิ๋นซ่อนไว้ในคราบของความหวังดี เขาไม่ได้ต้องการตรวจหาพิษหรือกลไกสังหาร แต่เขาต้องการรู้ ‘โครงสร้าง’ ของมันอย่างละเอียด เพื่อที่วันหนึ่ง... เขาจะได้ทำลายมันลงด้วยมือของเขาเอง


    “เอาละ วันนี้พอแค่นี้ก่อน” จางเซวียนสะบัดมือเรียกม้วนตำราหยาบๆ สามสี่ม้วนออกมา “นี่คือการบ้านของเจ้า จงไปฝึกฝนการวางอักขระพื้นฐานตามที่ข้าสอน หากครั้งหน้าเจ้ายังวาดได้ช้ากว่าลมหายใจเข้าออก ข้าจะไล่เจ้าลงไปอยู่ชั้นหนึ่ง!”


    “ขอบพระคุณผู้อาวุโส ข้าจะตั้งใจฝึกฝนขอรับ” อวี้เหวินประสานมืออำลาอย่างนอบน้อม ก่อนจะหมุนตัวก้าวออกจากห้องวิจัยไป


    ขณะที่อวี้เหวินเดินลงจากหอค่ายกล แสงสีส้มสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบเขา เสียงของ ซ่งเหยียนเฟย ดังขึ้นในหัวพร้อมเสียงหัวเราะเย็นชา


    “หึ... เจ้าจะเก็บของเล่นของเจ้าเด็กแซ่จ้าวนั่นไว้ทำไม? ค่ายกลขยะนั่นข้าใช้เพียงปลายนิ้วก็บี้ให้แหลกได้แล้ว”


    “ข้าไม่ได้เก็บไว้ใช้ป้องกันตัวเองหรอก...” อวี้เหวินตอบในใจพลางกำหมัดแน่น “ข้าเก็บไว้เพื่อหาจุดอ่อนของมัน... คนอย่างจ้าวชิงอวิ๋น หากไม่ขยี้ให้จมดิน มันก็จะแว้งกัดเราลับหลังไม่จบสิ้น”


    อวี้เหวินมิได้มุ่งหน้ากลับไปยังเขตศิษย์ใหม่ที่เงียบเหงา ทว่าเขากลับเดินมุ่งตรงไปยังเขตที่พักศิษย์ทั่วไปโซนที่สองเเละสาม


    อวี้เหวินเดินผ่านเขตศิษย์ทั่วไปโซนที่สองไปอย่างไม่ใยดี ฝีเท้าของเขามั่นคงและมุ่งตรงสู่เส้นทางที่ทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขาอันสูงตระหง่าน ที่นั่นคือ ‘เขตที่สาม’ สถานที่พำนักของเหล่าศิษย์ระดับหัวกะทิสิบอันดับแรก บรรยากาศรอบด้านเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นอายพลังวิญญาณหนาแน่นจนสัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นที่ซึมเข้าสู่รูขุมขน


    เบื้องหน้าทางเข้าเขตที่สาม มีซุ้มประตูศิลาขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายมังกรทะยานเมฆาอย่างน่าเกรงขาม โดยมีศิษย์ชุดครามผู้เฝ้าประตูสองคนยืนขนาบข้าง สายตาของพวกเขาจ้องมองอวี้เหวินในชุดสีดำเรียบๆ ด้วยความฉงน


    “หยุดก่อน! ที่นี่คือเขตที่สาม ผู้พำนักสิบอันดับแรกเท่านั้นจึงจะผ่านเข้าไปได้ เจ้ามีธุระอันใด?” ผู้เฝ้าประตูเอ่ยถามด้วยเสียงอันดัง ทำให้ศิษย์ที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้นเริ่มหยุดดูด้วยความสนใจ


    อวี้เหวินหยุดยืนนิ่งเบื้องหน้าซุ้มประตู แสงอัสดงสีส้มสาดส่องฉาบไล้แผ่นหลังของเขาจนเกิดเงาทอดยาว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในเขตที่พักอันหรูหรานั้น


    “ข้า อวี้เหวิน... เป็นศิษย์ใหม่” เขาเอ่ยขึ้น เสียงของเขามิได้ตะโกน ทว่ากลับแฝงด้วยพลังปราณจนดังกังวานไปทั่วบริเวณ “ขอประกาศใช้สิทธิ์ท้าประลองชิงที่พัก ข้าขอท้าสู้กับศิษย์ทั่วไปอันดับที่เจ็ด... จ้าวชิงอวิ๋น!”


    สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศรอบซุ้มประตูพลันเงียบกริบราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงฮือฮาที่ดังสนั่นยิ่งกว่าครั้งใดๆ ศิษย์ทั่วไปที่อยู่แถวเปิดต่างวิ่งกรูเข้ามาดูหน้า ‘คนบ้า’ ที่กล้าบุกมาท้าทายถึงถิ่นสิบอันดับแรก


    “เมื่อครู่เขาว่าอย่างไรนะ? ท้าทายจ้าวชิงอวิ๋นงั้นรึ!”

    “คนผู้นี้มิใช่คนที่จ้าวชิงอวิ๋นเพิ่งมอบของขวัญปลอบใจให้หรอกรึ? ช่างอกตัญญูนัก!”

    “ศิษย์ใหม่ท้าอันดับเจ็ด... นี่มันเรื่องตลกขบขันที่สุดในรอบปีเเล้ว!”


    ผู้เฝ้าประตูทั้งสองถึงกับหน้าถอดสี “เจ้า... เจ้าแน่ใจแล้วรึ? จ้าวชิงอวิ๋นมิใช่คนที่จะมาล้อเล่นได้นะ!”


    อวี้เหวินยกยิ้มเย็นที่มุมปาก สายตาที่เขามองไปยังเขตที่สามนั้นไร้ซึ่งความขลาดกลัว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะบดขยี้ศัตรู


    “ข้าจะให้เวลาเขาเตรียมตัว... อีก ห้า วันหลังจากนี้ ณ ลานประลองกลาง ข้าจะมารอพบเขา!”


    กล่าวจบ อวี้เหวินสะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างองอาจ ทิ้งให้ฝูงชนเบื้องหลังจมอยู่กับความตื่นตะลึง ข่าวนี้แพร่กระจายไปเร็วดุจไฟลามทุ่ง เพียงไม่ถึงชั่วธูปดับ นามของ ‘อวี้เหวิน’ และการท้าประลองที่ดูเกินตัวที่สุดก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาอันร้อนแรงที่สุดของตำหนักมังกรเมฆา


    “ห้าวันงั้นหรือ?” เสียงของ ซ่งเหยียนเฟย ดังขึ้นในห้วงสำนึก แฝงด้วยแววหยั่งเชิง “เจ้าช่างใจเย็นนักนะ ให้เวลาขยะนั่นรวบรวมพรรคพวกและเตรียมอุบายสกปรกเพิ่มงั้นรึ?”


    “ห้าวัน... คือเวลาที่ข้าจะใช้ฝึกฝนสิ่งที่ผู้อาวุโสจางสอน” อวี้เหวินตอบในใจ ขณะเดินกลับเรือนพักอย่างสงบ “และ ห้าวัน... คือเวลาที่ข้าจะปล่อยให้จ้าวชิงอวิ๋นอยู่อย่างหวาดระแวง ยิ่งเขามั่นใจว่าตัวเองเก่งกาจเพียงใด ความพ่ายแพ้ที่ข้าจะมอบให้... มันก็จะยิ่งหอมหวานขึ้นเท่านั้น”


    ท่ามกลางแสงอัสดงที่อาบย้อมขุนเขาเป็นสีส้มแก่ อวี้เหวินเดินทอดน่องกลับสู่เขตพักศิษย์ใหม่อย่างสงบ ตลอดสองข้างทาง สายตาจากศิษย์นับร้อยพุ่งตรงมาที่เขาดุจลูกศร เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ข่าวการประกาศท้าประลองสะเทือนเลื่อนลั่นที่หน้าเขตสามกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่พัดผ่านทุกหย่อมหญ้าในตำหนักมังกรเมฆา


    ทว่าอวี้เหวินกลับมิได้นำพาต่อเสียงเหล่านั้น เขายังคงก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ดุจดั่งขุนเขาที่มิไหวเอนตามแรงลม จนกระทั่งมาถึงหน้าเรือนพักไม้หอมที่คุ้นตา


    ที่นั่น... มีสตรีผู้หนึ่งนั่งรออยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นเหมยโบราณ นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะอาดตาราวกับเมฆาบนยอดเขา ใบหน้างดงามกึ่งหนึ่งถูกพรางไว้ด้วยผ้าบางสีขาวที่พริ้วไหวตามสายลมเย็นยามค่ำคืน ทิ้งไว้เพียงนัยน์ตาคู่สวยที่ใสกระจ่างดุจสระน้ำพุสวรรค์ ทันทีที่นางเห็นร่างสูงโปร่งของอวี้เหวิน แววตาที่เคยนิ่งสงบพลันสั่นไหวด้วยกระแสแห่งความกังวล


    “ชิงหลัว...” อวี้เหวินเอ่ยเรียกนามนั้นแผ่วเบา พร้อมกับเผยรอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่ง


    เซี่ยชิงหลัว ศิษย์ใหม่อันดับสองผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นไม่แพ้ใคร ขยับตัวเล็กน้อยขณะที่อวี้เหวินเดินมานั่งลงข้างกาย “อวี้เหวิน... เรื่องที่เขาพูดกันไปทั่วตำหนักตอนนี้ เป็นความจริงหรือ? ที่ท่าน... จะไปท้าประลองกับจ้าวชิงอวิ๋นในอีกห้าวันข้างหน้า”


    อวี้เหวินพยักหน้าเบาๆ สายตาที่เคยมองศัตรูอย่างเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเมื่อจดจ้องไปยังนาง “เป็นความจริง... หลังจากที่ข้าคิดใคร่ครวญมาดีแล้ว มันถึงเวลาที่ข้าจะต้องสะสางเรื่องนี้เสียที จ้าวชิงอวิ๋นผู้นั้นรุกรานข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่บดขยี้เขาให้จมลงใต้ฝ่าเท้าเสียตอนนี้ เขาย่อมมิเลิกรา”


    เขามองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำหมึกของนาง เห็นภาพสะท้อนของตัวเขาเองอยู่ในนั้น “ชิงหลัว... เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไป ข้าสัญญาว่าข้าจะชนะอย่างแน่นอน”


    เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและมือของอวี้เหวินที่ยื่นมาแตะหลังมือของนางเบาๆ เพื่อปลอบประโลม เซี่ยชิงหลัวพลันรู้สึกถึงไอร้อนที่แล่นขึ้นสู่ใบหน้า ผิวนวลใต้ผ้าบางสีขาวเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับกุหลาบที่ต้องหยาดน้ำค้าง นางหลบสายตาเล็กลงมองพื้นด้วยท่าทีเอียงอาย “อื้ม... ข้าเชื่อท่าน”


    บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบา สองเรือนพักของอับดับหนึ่งและอันดับสองที่ตั้งติดกันประหนึ่งภาพวาดที่สมดุล อวี้เหวินกระชับเสียงให้นุ่มนวลขึ้นอีกนิด “ในห้าวันนี้ ข้าจะเข้าสู่การฝึกฝนอย่างจริงจังเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด ระหว่างที่ข้าปิดด่านฝึกตน... รบกวนเจ้าช่วยดูแลเรื่องราวภายนอกและป้องกันผู้ที่จะมารบกวนข้าด้วยได้หรือไม่?”


    เซี่ยชิงหลัวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ความขัดเขินเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น “ท่านวางใจฝึกฝนเถิด ตราบใดที่มีข้าอยู่หน้าเรือน... จะไม่มีใครกล้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปรบกวนท่านได้แม้แต่คนเดียว”


    อวี้เหวินยิ้มกว้างขึ้น พลางลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบาๆ อย่างลืมตัว “ขอบใจเจ้ามาก... เพื่อนบ้านของข้า”


    สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่กลับตรึงแน่นในหัวใจ เซี่ยชิงหลัวนิ่งค้างไปชั่วครู่ขณะมองแผ่นหลังของอวี้เหวินที่ก้าวเดินเข้าสู่เรือนพักไปอย่างมั่นคง ทิ้งให้ความหวานละมุนอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืน นางมองประตูที่ปิดลงพร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบาๆ

    “ข้าจะรอวันที่ท่านออกมา...”


    ทันทีที่บานประตูเรือนพักปิดสนิทลง ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุม ทว่ายังไม่ทันที่อวี้เหวินจะได้ถอนหายใจทิ้งตัวลงนั่ง เสียงที่เต็มไปด้วยการหยอกเย้าและแฝงแววขี้เล่นของ ซ่งเหยียนเฟย ก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาททันที


    “แหม่... ‘ขอบใจเจ้ามาก... เพื่อนบ้านของข้า’ งั้นรึ? อวี้เหวิน ข้าไม่นึกเลยว่านอกจากพรสวรรค์ด้านการบ่มเพาะ เจ้ายังมีพรสวรรค์ด้านการทำให้แม่นางน้อยผู้นั้นหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกได้ขนาดนี้!”


    อวี้เหวินที่กำลังก้าวเดินพลันชะงัก ฝีเท้าเสียหลักไปเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำปรากฏริ้วสีแดงจางๆ ขึ้นที่โหนกแก้ม เขาแสร้งกระแอมไอแก้เขินก่อนจะตอบโต้ในใจด้วยเสียงเคร่งขรึม


    “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว มาตั้งใจกับการฝึกฝนดีกว่า... ศึกครั้งนี้ข้าพลาดไม่ได้”


    “หึๆ เจ้าเด็กปากแข็ง” เหยียนเฟยหัวเราะร่าอย่างชอบใจก่อนจะยอมสงบปากสงบคำลง


    อวี้เหวินนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะหญ้าวิญญาณ เขาสำรวจตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเองอย่างละเอียด ปัจจุบันเขาบรรลุถึง ขอบเขตกำเนิดกาย ขั้นกลาง พลังปราณในร่างไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งทว่ามั่นคง เคล็ดวิชาต่างๆ ที่เขาบ่มเพาะมาถูกขัดเกลาจนเริ่มเข้าฝัก แม้ว่า จ้าวชิงอวิ๋น จะดำรงอยู่ในขอบเขตกำเนิดกาย ขั้นสมบูรณ์ ซึ่งสูงกว่าเขาสองช่วงย่อย ทว่าด้วยวิชาค่ายกลที่เขาเพิ่งได้รับสืบทอดมา ผนวกกับปัญญาจากตำราของหม่าเทียนหลัว ช่องว่างของระดับพลังจึงมิใช่อุปสรรคที่ข้ามผ่านไม่ได้


    เขาสูดลมหายใจลึก เริ่มโคจรพลังตามหลัก ‘สี่หัวใจหลัก’ ที่ผู้อาวุโสจางเพิ่งประสิทธิประสาทให้ มโนภาพอักขระนับหมื่นเริ่มหมุนวนรอบกาย...


    ...


    ในเวลาเดียวกัน ภายในคฤหาสน์หรูหราที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานราคาแพง จ้าวชิงอวิ๋น ผู้อยู่ในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินขลิบทองดูสง่างามทว่าดวงตากลับฉายแววอำมหิต เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งหลังจากได้รับรายงาน


    “ท้าประลองข้า? ฮ่าๆๆๆ! อวี้เหวิน... เจ้าช่างเป็นสุนัขที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ!” เขาขยี้จอกน้ำชาในมือจนแตกละเอียดเป็นผงธุลี “เดิมทีข้ากะจะเล่นสนุกกับเจ้าไปอีกสักพัก ทว่าในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายไวถึงเพียงนี้ ข้าก็จะสนองให้! ข้าจะทำลายตบะของมัน ตัดเส้นเอ็น และปล่อยให้มันคลานออกไปจากตำหนักมังกรเมฆาเหมือนหนอนที่ถูกเหยียบ!”


    หลินเซวียน ชายร่างโตกะพิงประตูอยู่ข้างๆ พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อเห็นรังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากตัวนายน้อยจ้าว ใจหนึ่งเขาก็หวั่นเกรงต่อความโหดเหี้ยมนี้ แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะเขายังคงจดจำความอัปยศที่เคยพ่ายแพ้ให้อวี้เหวินได้ดี


    “ครั้งนี้... มันไม่รอดแน่ขอรับนายน้อย” หลินเซวียนพึมพำด้วยรอยยิ้มแสยะ


    ...


    ตลอดสามวันที่ผ่านมา ตำหนักมังกรเมฆาเปลี่ยนสภาพจากสถานที่ปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบ กลายเป็นตลาดสดที่คึกคักที่สุดในเมืองซูไห่! ข่าวการท้าประลองนี้แพร่กระจายลึกซึ้งยิ่งกว่ารากต้นไม้โบราณ ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาศิษยหลักหรือโรงครัวท้ายตำหนัก ล้วนไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องนี้


    “นี่พวกเจ้าได้ยินไหม? พนันกันหนึ่งต่อสิบเลยว่าเจ้าอวี้เหวินนั่นจะโดนหามลงจากเวทีภายในสามอึดใจ!” ศิษย์ผู้หนึ่งกล่าวขณะกำลังล้างหน้า


    “เจ้าดูถูกเขาเกินไป งานรื่นเริงค่ายกลครั้งก่อนเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมันนะ!” อีกคนแย้งขึ้น


    แม้แต่หมาป่าเฝ้าประตูตำหนักยังหูผึ่งเมื่อได้ยินชื่อของสองคนนี้ บรรดาแม่ครัวถึงขนาดทำ ‘ซาลาเปาศึกชี้ชะตา’ ออกมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทุกคนต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ราวกับว่าศึกครั้งนี้คือการแข่งขันตัดสินโชคชะตาของสำนัก ศิษย์สายลับบางคนถึงกับแอบไปส่องที่หน้าเรือนพักอวี้เหวินเพื่อดูความเคลื่อนไหว แต่ก็ต้องล่าถอยกลับไปเมื่อเจอสายตาพิฆาตของแม่นางชุดขาวที่ยืนเฝ้าอยู่ดุจเทพธิดาผู้พิทักษ์


    ...


    ณ หอค่ายกลชั้นเจ็ด ผู้อาวุโสจางเซวียน ที่เพิ่งได้รับรายงานข่าว พลันชะงักมือที่กำลังถือพู่กัน เขาค่อยๆ วางพู่กันลงก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ


    “เจ้าหนูนี่... ใจร้อนเกินไปจริงๆ หรือว่าข้าสอนหลัก ‘คำนวณทุกก้าว’ ให้เขามากไป จนเขามั่นใจถึงขนาดนี้เชียวหรือ?” เขาพึมพำพลางลูบเคราขาว ดวงตาฉายแววเอ็นดู “หึ... ชิงที่พักอันดับเจ็ด รึ? น่าสนใจ... ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ความรู้ที่ข้ามอบให้ เจ้าจะนำไปรังสรรค์นรกแบบไหนให้เจ้าเด็กแซ่จ้าวคนนั้นได้เห็น!”


    พริบตาเดียว สามวันผ่านไป... บรรยากาศแห่งความตึงเครียดและตื่นเต้นพุ่งสูงถึงขีดสุด ลานประลองกลางถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ เมฆหมอกบนยอดเขาเคลื่อนตัวต่ำลงคล้ายจะมาร่วมเป็นพยานในศึกที่ทุกคนเฝ้าฝันถึง!

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน