ย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย

    ของล่อ

    “นี้ครับ! เชิญกินได้ตามสบาย” 

     

    สมิธรีบนำผลแอปเปิ้ลแห่งสายรุ้งออกมาหลายสิบลูกออกมาให้แก่ฟีนิกซ์ ซึ่งฟีนิกซ์เองก็กินไม่กี่ผลนอกนั้นให้ลูกทั้งสามของเธอกินจนหมดอย่างรวดเร็ว และเป็นผลดีต่อการโน้มน้าวของสมิธเป็นอย่างมากเมื่อลูกของเธอชื่นชอบผลไม้ที่มาจากฟาร์ม ดังนั้นแล้วสมิธจึงราดเชื้อเพลิงแห่งความอยากย้ายบ้านเข้าไปอีกด้วยการ...

     

    “นี้เป็นเพียงหนึ่งในพืชระดับทั่วไปของฟาร์มเพียงเท่านั้น! นายบอกคุณฟีนิกซ์ไปเลยว่าก่อนนี้พวกเราปลูกพืชพันธุ์ชนิดใดและตอนนี้กำลังปลูกอะไรอยู่...” การราดเชื้อเพลิงที่ว่าคือโอ้อวดว่าแอปเปิ้ลเป็นเพียงแค่ของทั่วไปไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย เพราะก่อนหน้านี้ฟาร์มเขาได้ปลูกสิ่งสุดยอดกว่านั้นมาแล้ว ซึ่งหน้าที่อธิบายก็ต้องให้ผู้เชี้ยวชาญด้านธรรมชาติอย่างกรีนชิลดเป็นคนบอกเพื่อความน่าเชื่อถื่อขึ้นไปอีก

     

    “ต้นแครอทแห่งบึงน้ำข้าไม่ทราบว่าหน้าตาของมันหรือคุณสมบัติของมันเป็นอย่างไรแต่สิ่งที่ข้ารู้อย่างแน่ชัดเลยคือเป็นพืชที่อยู่ในน้ำแต่สามารถปลูกบนบกได้ แล้วก็ต้นมันฝรั่งแหวกดินต้นที่ตัวข้าเป็นคนเลือกเองโดยใช้หัวใจแห่งบาร์คในนำทางดังนั้นแล้วมันจึงไม่ใช่มันฝรั่งธรรมดาทั่วไป ทั้งสารอาหารที่มากกว่ามันฝรั่งปกติหลายเท่าและสำคัญที่สุดคือความอร่อยของมันเป็นมันฝรั่งที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่ข้าเคยได้ลิ้มลอง ยิ่งนำมันไปทำอาหารของมนุษย์อย่างเฟรนช์ฟรายส์ข้าบอกได้เลยว่านี้คือมันฝรั่งแห่งสรวงสวรรค์!”

     

    .”สุดท้ายพืชที่พวกเรากำลังปลูกอยู่ในตอนนี้และผลของมันกำลังจะออกในไม่กี่วันต่อจากนี้คือแตงโมทะเลเลือดและสตอเบอรี่เมล่อน ข้าไม่ทราบหรอกว่ารสชาติและคุณสมบัติของมันเป็นอย่างไรแต่ข้ายืนยันด้วยเผ่าพันธุ์บาร์คเลยว่าพวกมันไม่ใช่สายพันธุ์ธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน”

     

    กรีนชิลดอธิบายเท่าที่ทำได้เพราะจู่ๆสมิธก็โยนบทพูดให้มันเฉย แต่มันเข้าใจได้ว่าทำไมสมิธถึงทำแบบนี้ สมิธคงต้องการความน่าเชื่อถือและผู้น่าเชื่อถือที่สุดในบรรดาพืชพันธุ์ไม่มีเผ่าพันธุ์ไหนน่าเชื่อถือเท่าเผ่าพันธุ์บาร์คอีกแล้ว

     

    แกว๊ก แกว๊ แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ แกว๊ก แกว๊ก แกว๊ แกว๊ก

     

    หลังจากกรีนชิลดพูดจบฟีนิกซ์หันไปพูดกับลูกๆของเธอด้วยภาษาที่สมิธและกรีนชิลดไม่อาจเข้าใจได้ ฟีนิกซ์เธอคุยกับลูกของเธออยู่หลายนาทีจนในที่สุดเธอก็สามารถให้คำตอบกับสมิธได้ถึงเรื่องการย้ายบ้าน

     

    “นับว่าเป็นโชคของพวกเจ้าที่ลูกของข้าดูจะโปรดปรานกับผลไม้ของเจ้าเป็นอย่างมาก” เธอตัดสินใจแล้วว่าจะย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มของมนุษย์ผู้นี้หลังจากได้คุยกับลูกๆ เหตุผลนอกเหนือจากที่ลูกของเธอชื่นชอบผลไม้คือเรื่องความปลอดภัย ตัวเธอเองหากโดนมนุษย์โจมตีคงไม่เป็นอะไรแต่บรรดาลูกของเธอคงไม่อาจโต้ตอบได้ไหว ดังนั้นแล้วย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยเพื่อลูกและมีอาหารพร้อมก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี

     

    “เยี่ยม!” สมิธถึงกับหลุดีใจออกมาอย่างโจ้งแจ้ง ใครจะไปคิดแค่เวลาไม่ถึงวันเขาสามารถชักชวนให้ฟีนิกซ์สิ่งมีชีวิตระดับตำนานผู้ที่เคยเกือบทำลายล้างโลกทั้งใบให้ย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือความปลอดภัยที่เขาจะได้รับเมื่อฟีนิกซ์มาอยู่ที่ฟาร์มนั้นเรียกได้ว่าไร้เทียมทานจนอยู่อันดับต้นของโลกอย่างแน่นอน ยิ่งสถานการ์ณโลกในตอนนี้ที่หายนะกำลังคืบคลานใกล้เข้ามาแล้วการมีฟีนิกซ์อยู่ข้างๆถือว่าได้ของขวัญมหัศจรรย์

     

    “แล้วฟาร์มของเจ้าอยู่ที่ไหนรึ?” ฟีนิกซ์ถามถึงสถานที่ตั้งฟาร์ม

     

    “ได้ได้...ไปตรงนี้ แล้วก็ทางนี้ ผ่านเมืองนี้…” สมิธรีบอธิบายถึงเส้นทางที่พอจะบอกได้ให้ฟีนิกซ์ฟัง ใจจริงเขาก็อยากเปิดแผนที่บนมือถือให้ฟินิกซ์ดูแต่บังเอิญเข้าป่ามาลึกเกินแถมอยู่ในถ้ำอีกสัญญาณอินเทอร์เน็ตจึงไม่มีอย่างถาวร

     

    “ดูเจ้าจะสับสนไม่มั่นใจ” ฟีนิกซ์กล่าวออกมาหลังจากได้ฟังเส้นทางที่แสนจะสับสนและงุนงง

     

    “ใช่ครับ บอกตามตรงผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” สมิธยอมรับตามตรงเลยว่าเส้นทางที่เขาบอกฟีนิกซ์เมื่อสักครู่ตัวเองยังไม่แน่ใจเลยว่าถูกหรือไม่

     

    “ผมคิดออกแล้ว...กรีนชิลดนายจำทางกลับฟาร์มได้ไหม?” สมิธคิดอะไรออกเขาจึงหันไปถามกรีนชิลด

     

    “ได้ดิ ข้าจำได้แน่นอน” กรีนชิลดตอบ

     

    “เอาอย่างนี้แล้วกันครับ กรีนชิลดนายช่วยนำทางและไปพร้อมกับคุณฟินิกซ์แล้วกัน เพราะฉันสารภาพตามตรงถ้าไปตามเส้นทางเมื่อกี้นี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปลายทางจะไปโผล่ที่ไหน”

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาปลูกผักในวันที่โลกล่มสลาย ที่คุณอ่าน