บรรยากาศภายในห้องทำงานชั้นสูงสุดของตึกมู่กรุ๊ปที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็มืออาชีพ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความขัดแย้งที่แผ่ออกมาจากสตรีสองนางที่มีที่มาต่างกันราวฟ้ากับเหว เจิ้งเยี่ยน คุณหนูผู้เย่อหยิ่งจากตระกูลเจิ้งผู้มั่งคั่ง ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องในสภาพที่แม้จะดูเลอะเทอะไปบ้างจากอุบัติเหตุน้ำหวานเมื่อครู่ แต่สายตาที่เธอใช้จ้องมอง หลินซูหว่าน กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
สำหรับเจิ้งเยี่ยนแล้ว มู่เฉิงคือ "สมบัติ" ที่เธอหมายตาไว้ั้แ่วันแรกที่เขากลับจากต่างประเทศเพื่อมารับตำแหน่งประธานบริหาร ความโดดเด่นของเขาไม่ได้มีเพียงแค่ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับพระเ้าปั้นแต่ง หรือรูปร่างที่สูงโปร่งกำยำในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอำนาจทางการเงินและบารมีในวงการธุรกิจที่ใครก็ไม่กล้าปฏิเสธ การที่เห็นผู้หญิงนิรนามคนหนึ่งมานั่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเขาในฐานะเลขาฯ ส่วนตัว จึงเปรียบเสมือนการถูกตบหน้ากลางที่สาธารณะสำหรับเธอ
"อาเฉิงคะ! นี่มันเื่ตลกอะไรกันคะ?" เจิ้งเยี่ยนแผดเสียงแหลมพลางก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยังคงนั่งหน้านิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ "เลขาฯ ส่วนตัวงั้นเหรอ? มู่กรุ๊ปตกต่ำถึงขนาดต้องรับพนักงานที่ไม่มีโพรไฟล์ แถมยังมีภาระเป็เด็กติดสอยหามตามมาทำงานด้วยแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่ ถ้าเื่นี้หลุดไปถึงหูบอร์ดบริหารหรือคุณท่านมู่ พวกเขาจะคิดยังไงคะ!"
มู่เฉิงค่อยๆ วางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงของมันกระทบพื้นผิวไม้ดัง กึก ท่ามกลางความเงียบที่กดดัน เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเจิ้งเยี่ยนด้วยดวงตาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ "เจิ้งเยี่ยน ผมว่าผมเคยบอกคุณไปแล้วนะว่าการตัดสินใจเื่พนักงานในออฟฟิศของผม เป็สิทธิ์ขาดของผมเพียงคนเดียว และการที่หว่านเอ๋อร์มาทำงานที่นี่ เธอมาในฐานะพนักงานที่ผมคัดเลือกด้วยตัวเอง ถ้าคุณมีปัญหากับการบริหารงานของผม คุณควรไปร้องเรียนที่ฝ่ายบุคคล ไม่ใช่มาโวยวายในห้องทำงานส่วนตัวของผมแบบนี้"
ซูหว่านที่ยืนอยู่ข้างๆ เม้มปากแน่น เธอรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ใบหน้า ไม่ใช่เพราะความอาย แต่เป็เพราะความโกรธที่ต้องมาถูกดูถูกต่อหน้าลูกสาว เสี่ยวเป่า ที่นั่งอยู่บนโซฟาหรูหราฝั่งตรงข้ามกำตุ๊กตากระต่ายแน่น หนูน้อยมองดูผู้หญิงชุดขาวที่กำลังพ่นคำพูดร้ายๆ ใส่แม่ของเธอด้วยแววตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีเข้มขึ้น
"หว่านเอ๋อร์เหรอคะ? เรียกกันสนิทสนมเชียวนะคะอาเฉิง!" เจิ้งเยี่ยนแค่นหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "หน้าตาก็ดูซื่อๆ ไร้เดียงสา แต่ข้างในคงจะร้ายกาจน่าดู ถึงขนาดเป่าหูให้ประธานมู่ยอมรับลูกติดเข้ามาเล่นสนุกในบริษัทได้ ฉันล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าเธอใช้วิธีไหน... หรือว่าเป็วิธี 'บนเตียง' ที่ถนัดล่ะ?"
เพล้ง!
เสียงแก้วน้ำในมือของมู่เฉิงถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแรงจนน้ำกระฉูดออกมา "เจิ้งเยี่ยน! ระวังคำพูดของคุณด้วย ถ้าคุณยังไม่หยุดดูิ่คนของผม ผมจะสั่งให้บอดี้การ์ดลากตัวคุณออกไปเดี๋ยวนี้ และโปรเจกต์การกุศลที่ตระกูลเจิ้งเสนอมา ผมจะเซ็นคำสั่งยกเลิกทันทีโดยไม่สนความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น!"
คำขู่ของมู่เฉิงทำให้เจิ้งเยี่ยนชะงักไปชั่วครู่ เธอรู้ดีว่ามู่เฉิงเป็คนจริงที่พูดคำไหนคำนั้น แต่ความริษยาที่สุมทรวงทำให้เธอไม่อาจรามือได้ง่ายๆ "คุณจะกล้าทำแบบนั้นเหรอคะ? เพียงเพื่อผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้กับเด็กไม่มีพ่อเนี่ยนะ?"
ในขณะนั้นเอง เสี่ยวเป่าที่นั่งเงียบมานานก็เริ่มขยับตัว หนูน้อยััได้ถึงความโกรธของแม่และความเ็าของลุงมู่ เธอหลับตาลงช้าๆ นึกถึงคำอธิษฐานที่เคยใช้ได้ผลเสมอมา 'คุณลุงมู่เป็คนดี แม่จ๋าก็เป็คนดี... แต่ยัยป้าชุดขาวคนนี้ปากเสียจังเลย ชอบพูดจาเหม็นๆ ออกมา ขอให้ความเหม็นในใจของยัยป้า ลอยออกมาข้างนอกให้ลุงมู่ได้กลิ่นชัดๆ จนทนไม่ไหวไปเลยนะจ๊ะ!'
ทันใดนั้นเอง สิ่งที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น กลิ่นน้ำหอมรุ่น Limited Edition ราคาแพงระยับที่เจิ้งเยี่ยนฉีดมาเพื่อยั่วยวนมู่เฉิง เริ่มทำปฏิกิริยากับอากาศรอบตัวเธอ จากกลิ่นมวลดอกไม้เมืองหนาวที่เคยหอมฟุ้ง กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็กลิ่นฉุนกึกเหมือนดอกไม้เน่าที่ถูกทิ้งไว้ในที่อับชื้น กลิ่นนั้นเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระจายไปทั่วห้องทำงาน
มู่เฉิงเริ่มย่นจมูก เขาขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ "เจิ้งเยี่ยน... คุณฉีดอะไรมา? กลิ่นมัน... แย่มาก แย่จนผมเริ่มจะคลื่นไส้แล้วนะ"
เจิ้งเยี่ยนที่กำลังจะอ้าปากด่าซูหว่านต่อถึงกับชะงัก เธอรีบก้มลงดมตามแขนและเสื้อผ้าของตัวเอง "ไม่นี่คะอาเฉิง นี่คือน้ำหอมที่แพงที่สุดในโลกที่เยี่ยนเอ๋อร์เพิ่งได้มา... โอ๊ะ!" ทันทีที่เธอขยับตัว กลิ่นนั้นกลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนเลขาฉินที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูต้องยกมือขึ้นป้องจมูก
"ท่านประธานครับ... ผมว่าคุณหนูเจิ้งคงจะมีความผิดปกติบางอย่าง รบกวนให้เธอไปพักสงบสติอารมณ์ข้างนอกจะดีกว่าไหมครับ?" เลขาฉินเสนออย่างสุภาพแต่แฝงด้วยคำสั่ง
"ใช่ เชิญเธอออกไปเดี๋ยวนี้!" มู่เฉิงสั่งเสียงเฉียบขาดโดยไม่หันไปมองเจิ้งเยี่ยนแม้แต่น้อย เขารีบดึงทิชชู่ออกมาปิดจมูกพลางโบกมือไล่เหมือนไล่แมลง "และห้ามให้เธอเข้ามาที่ชั้นนี้อีกจนกว่าผมจะอนุญาต!"
"อาเฉิง! ไม่นะคะ! เยี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้..." เจิ้งเยี่ยนพยายามจะวิ่งเข้าไปเกาะแขนมู่เฉิงเพื่ออธิบาย แต่ยิ่งเธอเข้าใกล้ กลิ่นที่เหม็นเน่านั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนมู่เฉิงต้องถอยหลังกรูดไปจนชิดกระจกหน้าต่าง
"ออกไป!"
เลขาฉินไม่รอช้า เขาเรียกบอดี้การ์ดร่างั์สองคนที่ยืนเฝ้าหน้าห้องให้เข้ามาหิ้วปีกเจิ้งเยี่ยนออกไปทันที เสียงกรีดร้องด้วยความคับแค้นใจของเธอสะท้อนก้องไปตามทางเดินของตึกมู่กรุ๊ป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของพนักงานที่แอบมองอยู่
เมื่อห้องกลับสู่ความสงบอีกครั้ง กลิ่นเหม็นประหลาดนั้นก็มลายหายไปในอากาศราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ซูหว่านถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เธอหันไปมองเสี่ยวเป่าที่ตอนนี้กลับมานั่งยิ้มแฉ่งวาดรูปต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"คุณมู่คะ... ฉันขอโทษที่ทำให้เกิดเื่วุ่นวายค่ะ" ซูหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด "บางทีฉันไม่ควรอยู่ที่นี่จริงๆ อย่างที่คุณหนูเจิ้งว่า..."
มู่เฉิงเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน เขาจ้องมองใบหน้าของซูหว่านด้วยแววตาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ความหึงหวงเมื่อครู่ยังไม่จางหายไปหมดสิ้น แต่เขาก็ต้องข่มใจไว้ "อย่าไปฟังคำพูดของคนไร้สาระแบบนั้น หว่านเอ๋อร์... คุณอยู่ที่นี่ในฐานะคนของผม ไม่มีใครมีสิทธิ์มาไล่คุณออกไปได้ แม้แต่ตระกูลเจิ้งก็ตาม"
เขาเลื่อนสายตาไปมองเสี่ยวเป่า แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นหนูน้อยขยิบตาให้เขาหนึ่งที รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของประธานผู้เ็าเป็ครั้งแรกของวัน 'เด็กคนนี้... ร้ายกาจเหมือนใครกันนะ ทำไมถึงดูเข้าอกเข้าใจสถานการณ์ไปเสียหมด'
ทว่า ในขณะที่ความสัมพันธ์ในห้องทำงานเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เจิ้งเยี่ยนที่ถูกขับไล่ออกมาในสภาพอับอายขายหน้า กลับไม่ได้ตรงกลับบ้านอย่างที่ใครคิด เธอรีบกดโทรศัพท์หาเบอร์ด่วนที่เธอเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็ที่สุด
"ฮัลโฮ... คุณท่านมู่คะ? ใช่ค่ะ เยี่ยนเอ๋อร์เองค่ะ... ฮืออออ คุณท่านคะ เยี่ยนเอ๋อร์ถูกทำร้ายค่ะ อาเฉิงเขาเปลี่ยนไปมากจริงๆ เขาพานางจิ้งจอกหน้าซื่อที่ไหนไม่รู้มานั่งในห้องทำงาน แถมยังมีเด็กที่ไหนไม่รู้มาเรียกเขาว่าลุง... เยี่ยนเอ๋อร์กลัวว่าอาเฉิงจะถูกพวกหวังรวยหลอกล่อจนเสียคนค่ะ คุณท่านต้องรีบมาช่วยอาเฉิงนะคะ!"
ทางปลายสาย คุณท่านมู่ ที่กำลังหงุดหงิดกับการตามหาเบาะแสหลินซูหว่านไม่เจอถึงกับตบโต๊ะดังปัง! "ว่าไงนะ! มีผู้หญิงกับเด็กอยู่ในห้องทำงานอาเฉิงงั้นเหรอ? เตรียมรถเดี๋ยวนี้! ฉันจะไปดูให้เห็นกับตาว่าใครมันกล้ามาปั่นหัวหลานชายฉันในบริษัทมู่กรุ๊ป!"