โรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา08:00 น.
แสงแดดสีทองอ่อนสาดลงมายังสนามฟุตบอลเงาของก้อนเมฆลอยเลื่อนช้าๆบนท้องฟ้าสีคราม เป็เงาลงมายังเบื้องล่าง เหล่านักเรียนในชุดเครื่องแบบสีขาวยืนเรียงแถวกันอยู่หน้าเสาธงตามกิจวัตรของทุกเช้า
และเมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลงนักเรียนเริ่มแยกย้ายไปตามทางเดินของตนเอง บ้งก็รีบไปโรงอาหาร บ้างก็รีบไปห้องเรียนกระแสผู้คนค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากลานหน้าเสาธงเหมือนสายน้ำที่ไหลแยกออกเป็หลายทาง
ริวเดินปะปนอยู่ท่ามกลางนักเรียนเ่าั้อย่างเงียบๆกระเป๋านักเรียนสะพายอยู่บนไหล่เพียงข้างเดียว พร้อมก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่ได้รีบเหมือนใครหลายคนเขาเดินไปตามทางที่ทอดยาวสู่ตัวอาคารเรียน สายตากวาดมองไปรอบๆอย่างเคยชิน และใบหน้านิ่งๆเหมือนทุกครั้งทว่าครั้งนี้ดวงตาก้มมองต่ำกว่าปกติ ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ทันใดนั้น ภาพกำแพงแตกด้านหลังโรงเรียนยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขาคราบสีแดงที่ปลายใบหญ้า ทางเดินที่ถูกแหวกออกเหมือนมีคนใช้เป็เส้นทางประจำ
ผมคิดว่านั่นไม่น่าใช่เื่ปกติแน่… ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในใจและมันยังทำให้เขาเกิดความสงสัย แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาในตอนนั้นแต่ความรู้สึกยังคงค้างอยู่ในใจ
ริวถอนหายใจแ่ๆ “เฮ้อ…” แล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องเรียน
ณ ห้องเรียน ม.5/1
เมื่อมาถึงหน้าห้อง ริวเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดก่อนจะอกแรงผลักประตูเบาๆ แล้วบานประตูไม้จะเปิดออก เขาก็ก้าวเข้าไปในห้องอย่างเงียบๆเหมือนครั้งก่อนๆเห็นว่าบรรยากาศด้านในยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมห้อง และที่โต๊ะด้านหน้าสุดของแถวติดหน้าต่างแนนโน๊ะยังนั่งอยู่ตรงนั้น เธอกำลังพูดคุยและหัวเราะกับเื่ตลกของเพื่อนโต๊ะข้างๆ
ดูเหมือนคุณจะเข้ากับคนอื่นได้ง่ายจังนะครับต่างจากผม… ริวคิดในใจเขายืนมองเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายมองไปรอบๆห้อง ทุกอย่างดูเหมือนเป็เช้าวันธรรมดา
จากนั้นริวเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำตัวมุมหลังสุดติดหน้าต่าง เขาวางกระเป๋าลงข้างๆก่อนจะเปิดมันหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะท่าทางของเขาดูราบเรียบปลายนิ้วเรียวยาวจะคอยพลิกหน้ากระดาษไปมาเหมือนกำลังตั้งใจอ่านแต่ความจริงแล้วสายตาของเขากลับเหม่อลอยไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวหนังสือเ่าั้เลยสักนิด
ไม่ได้นับเลยว่ามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ที่ผมเข้ามาเรียนที่นี่แต่ก็ยัง…ไม่ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนในห้องเลย ั์ตาของเขาเหลือบมองไปที่คนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหน้าสุดของแถวนอกจากคุณแนนโน๊ะ…
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องกึก… กึก… แล้วบานประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นร่างของ ครูอุสา ที่จะมาสอนวิชาภาษาไทยในชั่วโมงนี้เธอก้าวเข้ามาภายในห้องพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
ทางฝั่งของนักเรียนที่ยังยืนคุยกันอยู่หน้ากระดานเห็นครูพวกเขาก็รีบแยกย้ายกลับไปยังโต๊ะของตัวเองทันที ความวุ่นวายเล็กๆเกิดขึ้นในห้องเรียนแต่ไม่นานทุกอย่างก็เริ่มสงบลง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วหัวหน้าห้องก็ลุกขึ้นยืน แล้วสั่ง
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ!”
“สวัสดีครับ/ค่ะคุณครู” นักเรียนในห้องพูดร้อมกัน
คุณครูพยักหน้าตอบรับแล้ววางแฟ้มลงบนโต๊ะหน้าชั้นเรียน “สวัสดีค่ะนักเรียนค่านักเรียนที่น่ารักทุกคน เชิญนั่งได้เลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ/ค่ะ คุณครู”
เสียงเก้าอี้ถูกเลื่อนกลับเข้าที่อีกครั้งแล้วการบรรยายบทเรียนก็เริ่มขึ้น ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะหลังสุดของแถวเขาหยิบปากกาขึ้นมาจดบันทึกเนื้อหาจากบนกระดาษตามที่ครูสอน แสงแดดจากภายนอกส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้เงาของกิ่งไม้ไหวเอนบนพื้นโต๊ะในห้อง
การเรียนการสอนยังคงดำเนินไปเรื่อยๆจนกระทั่งเสียงออดของโรงเรียนดังขึ้นทั่วโรงเรียน เป็สัญญาณสิ้นสุดชั่วโมงเรียน ครูอุสาวางชอล์กลงก่อนจะปัดฝุ่นชอล์กออกจากมือเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น
“เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้นะคะ ชั่วโมงหน้าจะทบทวนเนื้อหานี้อีกครั้งใครยังไม่เข้าใจลองอ่านทบทวนไว้ก่อนนะ” พูดจบเธอก็เก็บหนังสือกับเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างไม่รีบร้อน
ทันทีที่ครูออกจากห้องเสียงพูดคุยของเพื่อนก็เริ่มดังขึ้น แต่บรรยากาศวุ่นวายนั้นอยู่ได้ไม่นาน ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้งร่างสูงของครูสุรชัย ครูสอนคณิตศาสตร์ชั่วโมงถัดไปเดินเข้ามาภายในห้อง เขาวางหนังสือหนาเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะครูก่อนจะกวาดสายตามองนักเรียนในห้อง แล้วพูดขึ้น
“เอาล่ะวันนี้เราจะทบทวนโจทย์กันนะครับ”
หลังจากอธิบายวิธีโจทย์ตัวอย่างบนกระดานเล็กน้อยครูก็เปิดหน้าหนังสือเรียนแล้วสั่งให้นักเรียนทำแบบทดสอบ
“ใครยังไม่เข้าใจตรงไหนใหเดินมาถามครูที่โต๊ะ”
“ครับ/ค่ะ”
ไม่นานทั้งห้องก็เริ่มก้มหน้าก้มตาแก้โจทย์กันอย่างตั้งใจนักเรียนบางคนลุกเดินไปถามครูที่โต๊ะหน้าห้อง บางกลุ่มขยับเก้าอี้มานั่งใกล้กันเพื่อช่วยกันคิดเสียงกระซิบปรึกษากันดังเบาๆไปทั่วห้อง
ริวยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำคิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ดวงตาจ้องมองโจทย์ในหนังสือเรียนอย่างเคร่งเครียด เขาติดแหง็กอยู่ที่โจทย์ข้อสุดท้ายแม้พยายามเปิดย้อนดูข้อก่อนหน้า ดูวิธีทำที่ตัวเองเขียนไว้ แต่ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนก็ยังไม่เข้าใจวิธีการ
ริวถอนหายใจออกมาแ่ๆ“เฮ้อ…”
โจทย์ข้อสุดท้ายนี่ทำให้ผมเสียเวลาชะมัด… ผมไม่รู้จะต้องทำยังไงแล้ว… เขาคิดในใจพลางก้มมองตัวเลขในหน้าหนังสือ ปลายนิ้วเคาะเบาๆบนโต๊ะ แต่ไม่นานนักความคิดของเขาก็เริ่มล่องลอยออกไป ภาพของเมื่อคืนค่อยๆแทรกเข้ามาในหัวอย่างไม่ตั้งใจ
ภาพกำแพงที่แตกร้าวแสงจันทร์ที่ส่องลงมา เห็นใบหญ้าที่ไหวเอนตามแรงลมและแนนโน๊ะที่ยืนอยู่ข้างๆเขาในตอนนั้นริวเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวเบาๆพยายามดึงสติกลับมาที่โจทย์ตรงหน้า ตัวเลขในสมุดยังคงเรียงกันเป็บรรทัดแต่สายตาของเขากลับไม่สามารถโฟกัสกับมันได้ดีนัก
ไม่ใช่แค่เพราะโจทย์ยาก… แต่เพราะเขาไม่ถนัดวิชาคณิตศาสตร์อยู่แล้ว ตัวเลขที่ซับซ้อนพวกนี้มักทำให้เขาปวดหัวเสมอยิ่งไปกว่านั้น ความคิดกลับเอาแต่วนเวียนอยู่กับเื่เมื่อคืนมันยิ่งทำให้สมาธิของเขากระจัดกระจาย
งั้นทำตามที่เข้าใจดีกว่าจะผิด จะถูก…ก็ช่างมันแล้วกันนะครับ
จากนั้น เขาก็เริ่มเขียนวิธีทำลงไปตามที่ตัวเองเข้าใจปากกาขีดตัวเลขลงบนกระดาษอย่างช้าๆ ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาๆก็ดังขึ้นใกล้โต๊ะของเขาริวหยุดมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เห็นว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ด้านหน้าโต๊ะ เธอยืนเอียงตัวเล็กน้อยมือข้างหนึ่งถือหนังสือเรียนแนบอก สายตาของเธอมองลงมาที่หน้าหนังสือของริว
“คุณ…มีอะไรครับแนนโน๊ะ” ริวถามเสียงเบา
แนนโน๊ะยิ้มบางๆก่อนจะก้มลงมองโจทย์ในสมุดของเขา “แนนโน๊ะเห็นริวนั่งขมวดคิ้วตั้งนานแล้วค่ะข้อนั้นยากมากเลยเหรอคะ”
ริวหัวเราะแห้งๆ“แฮ่ะๆ…” เขาเกาหลังศีรษะตัวเองเล็กน้อยแก้เขินพลางก้มมองโจทย์ในหนังสือ “ก็นิดหน่อยครับ มันอาจจะไม่ยากสำหรับคนอื่นก็ได้แต่สำหรับผมที่ไม่ได้เก่งวิชานี้…”
ริวถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะยิ้มจางๆอย่างยอมรับ “เฮ้อ… ก็ถือว่ายากพอสมควรเลยล่ะครับ”
สายตายังคงมองโจทย์ในสมุดเหมือนคนที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มตรงไหนแนนโน๊ะก้มมองหน้ากระดาษอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเธอจับจ้องมาที่ริวอย่างสนใจ
“แล้ว…ริวถนัดวิชาอะไรที่สุดคะ ”
ริวชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามนั้นเขาเงยหน้าขึ้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ถ้าเป็วิชาที่ผมถนัดที่สุด…ก็คงเป็พวกวิชาภาษาต่างประเทศล่ะครับ” เขาพูดพรางใช้ปลายนิ้วของเขาเคาะปากกาเบาๆ
แนนโน๊ะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“จริงเหรอคะ ”
ริวพยักหน้าเบาๆ“ครับ” เขาเหลือบมองออกไปทางหน้าต่างเล็กน้อยเหมือนกำลังนึกย้อนถึงความทรงจำเก่าๆ “ส่วนหนึ่งก็คงเป็เพราะอาชีพของพ่อกับแม่ผมนั่นแหละครับ”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย“นักมายากลสินะคะ ”
ริวพยักหน้าอีกครั้งก่อนจะยิ้มจางๆอย่างสงบ “ครับ พวกท่านต้องเดินทางไปแสดงหลายที่บางทีก็มีนักท่องเที่ยวหรือคนต่างชาติมาดูการแสดงเยอะ”
“ั้แ่เด็กผมก็เลยได้ยินหลายภาษาอยู่บ่อยๆ” เขามองลงไปที่หน้าหนังสือแล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย “ถึงผมจะชอบเรียนภาษา แต่ก็…ไม่ค่อยพูดคุยกับใครเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะฟังเขาพูดซะมากกว่าครับ”
แนนโน๊ะนิ่งฟังอยู่เงียบๆพร้อมกับรอยยิ้มบางๆที่ยังคงอยู่บนใบหน้า เธอชำเลืองมองโจทย์คณิตศาสตร์ในสมุดของริวก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อยอีกครั้ง แล้วจึงถามต่อ
“ถ้าอย่างนั้น…ระหว่างภาษาต่างประเทศที่ริวถนัดแต่ริวกลับไม่ค่อยพูดกับคน” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังหยอกล้อ“กับวิชาคณิตศาสตร์ที่ริวไม่ถนัดเลย ริวคิดว่า… อันไหนยากกว่ากันคะ”
ริวยิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างไม่ลังเล“คณิตศาสตร์ยากกว่าครับ”
คำตอบของริว ผิดไปจาการคาดการของแนนโน๊ะไปอย่างสิ้นเชิงเธอเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนที่ริวหันมามองโจทย์ในสมุดอีกครั้ง แล้วพูดต่อ
“ภาษามันแค่ใช้สื่อสารถ้าผมไม่เข้าใจ… ผมก็แค่ไม่ตอบ หรือบางที ผมก็เลือกที่จะไม่พูดั้แ่แรกก็ได้ครับ”เขาพูดพลางใช้ปลายนิ้วหมุนปากกาไปมา
“แต่คณิตศาสตร์มันไม่เหมือนกันทำไม่ได้ยังไง… ก็ต้องหาวิธีเขียนคำตอบลงอยู่ดี” พูดจบเขาก็หัวเราะเบาๆที่ทำไม่ได้ก่อนจะชี้นิ้วไปที่โจทย์ในหนังสือ
แนนโน๊ะฟังคำตอบนั้นก่อนจะอมยิ้มบางๆ เธอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะของริวอีกเล็กน้อย จนสามารถมองเห็นโจทย์ในสมุดของเขาได้ชัดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น…ลองเริ่มจากตรงนี้ก่อนดีไหมคะ” เธอพูดพลางชี้ไปที่โจทย์ข้อสุดท้าย
นิ้วเรียวของเธอแตะลงบนกระดาษเบาๆริวขยับตัวเล็กน้อย เพื่อมองตามที่เธอชี้ แนนโน๊ะอธิบายวิธีคิดทีละขั้นอย่างเรียบง่ายเสียงของเธอไม่ได้ดังมาก แต่ชัดเจนพอให้เขาเข้าใจ ริวพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเริ่มเขียนตามวิธีที่เธออธิบายตัวเลขค่อยๆลงไปทีละบรรทัด ไม่นานนักปากกาของเขาก็หยุดลง ริวมองคำตอบในสมุดของตัวเองก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองแนนโน๊ะ
“เสร็จแล้วขอบคุณมากนะครับแนนโน๊ะ”
แนนโน๊ะเพียงยิ้มตอบรับเบาๆจากนั้นริวลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมกับถือสมุดแบบทดสอบไปที่โต๊ะครูด้านหน้า เขาวางสมุดไว้บนกองงานของนักเรียนคนอื่นก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะของตัวเอง
แต่เมื่อเดินมาถึงเขาก็หยุดชะงักเล็กน้อย เพราะแนนโน๊ะยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เธอยังไม่ได้กลับไปที่โต๊ะของตัวเองที่อยู่ด้านหน้าห้องริวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพียงนั่งลงที่เก้าอี้เงียบๆ ขณะที่กำลังจะหยิบปากกาขึ้นมาเก็บแนนโน๊ะก็พูดขึ้นเบาๆ เสียงของเธอเบาจนแทบจะมีเพียงเขาที่ได้ยิน
“ริวคิดยังไงกับที่หลังอาคารเมื่อวานนี้เหรอค่ะ”
ริวชะงักเล็กน้อยมือที่กำลังจะเก็บปากกาหยุดนิ่ง “ที่หลังอาคารเรียนหรอครับ…”เขาพูดเสียงเบาราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง
“ดูเหมือนริวจะเห็นอะไรด้วยใช่ไหมคะ”น้ำเสียงของเธอฟังดูเหมือนกำลังพูดเล่น
ประโยคนั้นทำให้ริวนิ่งไปครู่หนึ่งเขานึกถึงคราบสีแดงแห้งๆบนใบหญ้า ตอนนั้นเขาคิดว่าแนนโน๊ะคงมองไม่เห็นแต่ตอนนี้เธอกลับพูดถึงมัน…
ริวเงยหน้ามองเธอทันทีแต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร แนนโน๊ะก็พูดตัดขึ้นมาก่อน เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะให้บทสนทนานั้นดำเนินต่อ
“นี่ก็ใกล้จะพักเที่ยงแล้วริวจะไปกินข้าวด้วยกันไหม” เธอยิ้มบางๆ
ริวมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบาๆ “ครับ”
เมื่อพูดจบ ริวและแนนโน๊ะเดินออกจากห้องเรียนพร้อมกับกระแสนักเรียนที่หลั่งไหลออกมาตามทางเดินเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าดังสลับกันไปตลอดทางเดินยาวของอาคารเรียนบางกลุ่มเดินคุยกัน บางคนรีบตรงไปยังโรงอาหารเหมือนกลัวว่าจะต่อคิวไม่ทัน
ริวเดินนำอยู่เล็กน้อยห่างจากแนนโน๊ะเพียงไม่กี่ก้าวแต่สายตาของเขาดูเหมือนจะไม่ได้มองทางข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ในหัวของเขายังคงวนเวียนอยู่กับภาพเดิม
คุณพูดถึงมันได้ยังไงทั้งๆที่ตอนนั้น…คุณเองก็น่าจะไม่เห็นด้วยซ้ำ
คำถามนั้นดังขึ้นในใจเขาแอบเหลือบมองแนนโน๊ะที่เดินตามมาอยู่ด้านหลังเล็กน้อย ที่เดินอย่างสบายๆ ดวงตาของเธอกวาดมองรอบๆทางเดินเหมือนนักเรียนคนอื่นทั่วไปสีหน้าของเธอดูปกติราวกับไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย ซึ่งมันยิ่งทำให้ริวรู้สึกไม่เข้าใจ
หรืออาจจะเห็นแต่ทำเป็ไม่เห็นเหรอครับ…
ริวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้าเหมือนเดิม ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงหน้าโรงอาหาร
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:39 น.
ทันทีที่ก้าวเข้ามาเสียงพูดคุยของนักเรียนจำนวนมากก็ดังส่วนเสี่ยนไปทั่วบริเวณกลิ่นหอมจางๆของอาหารกลางวันลอยปะปนอยู่ในอากาศ ทั้งกลิ่นข้าวผัด กลิ่นซุปและกลิ่นอาหารทอดจากร้านต่างๆ นักเรียนหลายสิบคนกำลังต่อแถวอยู่หน้าร้านอาหารยาวเป็หางว่าว
ริวมองคิวนั้นครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ… ดูเหมือนวันนี้คนจะเยอะนะครับ”
แนนโน๊ะมองตามก่อนจะยิ้มบางๆ“จริงด้วยค่ะ” เธอชี้ไปทางมุมหนึ่งของโรงอาหาร “งั้นเราไปซื้ออะไรกินที่สหกรณ์ดีไหมคะ”
ริวพยักหน้าเล็กน้อย“ก็ดีเหมือนกันครับ”
ไม่นานนักทั้งสองก็เดินไปที่สหกรณ์ของโรงเรียนริวหยิบขนมปังห่อหนึ่ง ส่วนแนนโน๊ะเลือกนมกล่องกับขนมปังอีกชิ้นก่อนจะจ่ายเงินและเดินออกมา พวกเขาเลือกนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมโรงอาหารที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านนัก
ริววางขนมปังลงบนโต๊ะก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับแนนโน๊ะ เสียงพูดคุยรอบตัวดังเป็พื้นหลังอย่างต่อเนื่องแต่สำหรับริวแล้ว ความคิดของเขากลับยังไม่ออกไปจากเื่เดิม เขาแกะห่อขนมปังออกช้าๆมือของเขาหยุดไปชั่วครู่ เหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมองแนนโน๊ะ
“แนนโนะครับ…”
แนนโน๊ะเงยหน้าจากกล่องนมมองเขาด้วยสีหน้าสงสัยนิดๆ “หืม มีอะไรเหรอคะ”
ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังชั่งใจว่าควรพูดดีไหม นิ้วของเขาบีบห่อขนมปังเบาๆ
“คือ…คือเื่ที่หลังอาคาร แล้วก็คราบสีแดงที่อยู่บนใบหญ้านั่น…”เสียงของเขาเบาลงล็กน้อย“คุณเห็นเหมือนกับผมใช่ไหมครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเบาๆแล้วมองเขาเงียบๆไม่ได้พูดอะไร ริวหยุดไปเสี้ยววินาที เหมือนกำลังระวังคำพูดของตัวเอง
“คุณคิดว่า…มันคืออะไรเหรอครับ”
คำถามนั้นลอยอยู่กลางโต๊ะระหว่างพวกเขาแนนโน๊ะไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงมองไปที่คนตรงหน้าอยู่แบบนั้นก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ริวคิดว่ามันคืออะไรล่ะคะ”
คำถามถูกโยนกลับมาอย่างง่ายดายริวที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับชะงัก ก่อนจะมองลงไปที่ขนมปังในมือ แล้วจึงตอบ
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับบางที… มันอาจจะเป็แค่สีที่ใครสักคนทำหกก็ได้”
แนนโน๊ะพยักหน้าเบาๆ“อาจจะใช่ก็ได้ค่ะ” เธอดูนมคำหนึ่ง ก่อนจะวางกล่องลง ดวงตาของเธอยังคงมองริวอยู่“หรือว่า… มันก็อาจจะเป็เืก็ได้”
“ละ…เื…เหรอครับ”
“แนนโน๊ะก็แค่เดาน่ะค่ะริวอย่าคิดมากเลย” เธอพูดพลางยักไหล่ขึ้นเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้น เธอหยิบขนมปังขึ้นมากัดคำเล็กๆเธอมองไปรอบๆโรงอาหารเล็กน้อย แล้วดวงตาของเธอกลับมาหยุดที่ริว เหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“จริงสิคะริวอยากไปเดินเล่นรอบโรงเรียนไหม”
ริวเงยหน้ามองเธอเล็กน้อย“เดินเล่นเหรอครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้า“ค่ะ ริวกับแนนโน๊ะก็ย้ายมาเรียนที่นี่ได้สักพักแล้วนะคะ แต่ก็ยังไม่ค่อยรู้จักทางของโรงเรียนนี้เท่าไหร่เลย”เธอยิ้มเหมือนกำลังชวนเพื่อนไปเดินเล่นธรรมดา
ริวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบเบาๆ “อืม… ก็ได้ครับ”
ทั้งสองลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินออกจากโรงอาหารท่ามกลางเสียงพูดคุยและความวุ่นวายของนักเรียน่พักเที่ยง แต่สำหรับริวแล้ว คำพูดเมื่อครู่ของแนนโน๊ะยังคงก้องอยู่ในหัว
มันก็อาจจะเป็เื… แค่อาจจะเองเหรอครับ แต่ผมก็ไม่ได้ดูให้มันชัดๆด้วยนี่สิ ความคิดนั้นยังคงติดอยู่ในใจเขาขณะที่ทั้งสองกำลังเดินออกไปจากโรงอาหาร ไปตามทางเดินของโรงเรียน