ตอน 12
นิตติ้ง
(ส่วนตอนท้าย)
วนัสเงยหน้านึกทบทวน “ผมว่า... อาจเป็ข้างแม่ แม่อาจเป็ลูกครึ่งฝรั่งเศส หรือออสเตรีย หรือสวิส หรืออาจจะแคนาดาเลย... ชื่อของน้อง ขึ้นต้น แอล เอ ยู ที่เราอ่านว่า ลอ ภาษาฝรั่งเศสอ่านว่า โล พวกชื่อขึ้นต้นแบบนี้คล้ายชื่อคนฝรั่งเศส แต่ชื่อของน้องไม่ค่อยมีใช้ เท่าที่ผมสืบมานะ”
“แม่ชื่ออะไรนะคะ” สุรีย์รัตน์เริ่มสนอกสนใจประวัติ
วนัสตอบฉะฉาน “ชื่อ นาตาเลีย แต่ชื่อแม่กลับเป็ชื่อที่คนรัสเซียชอบใช้ตั้งชื่อกัน มันก็เลยสันนิษฐานยาก ไม่รู้ว่าแม่ของลอริสเป็เชื้อชาติผสมหรือไม่ ตรงนี้ผมเดาลำบากเลย”
วนัสเริ่มหยิบเอกสารทีละอย่างออกมา สิ่งแรกแสนคุ้นตาคือเล่มพาสปอร์ตที่ปั๊มผ่านแดนแล้ว กระดาษโน้ตเพลงที่เคยใช้เมื่องานคริสต์มาส และยังมีเอกสารภาษารัสเซียสองสามแผ่นที่คนไม่รู้ภาษาไม่มีทางรู้เลย
กระดาษภาษารัสเซียที่วนัสไม่เคยเฉลยเ่าั้ เป็หนึ่งในสาเหตุที่ต้องกลับมาขอดูอีกครั้ง วนัสเริ่มสาธยายทีละแผ่นให้ทุกคน
“ใบนี้เหมือนสูติบัตรเลย มี วัน เดือน ปีเกิดครบเลย” วนัสส่งใบกระดาษขาวเก่า ๆ ให้ทั้งสามแบ่งกันดู
“อ่านไม่ออกเลยค่ะ...” น้าไสวได้แต่ส่ายหน้า
เกริกไกรวางกระดาษลงพื้น เลื่อนมือชี้ที่อักษร “อันนี้หรือเปล่าชื่อของน้อง เขียนเป็ภาษารัสเซีย”
วนัสก้มดูแล้วพยักหน้า “ใช่ ๆ นี่แหละ ชื่อน้องเมื่อสิบห้าปีก่อน 'เปรีติน่า ลอริส บอริซอฟน่า / Перейтина Лауриз Борисовна' ส่วนบรรทัดล่างหน่อย บอกว่า เกิด 23 สิงหา 1977 เดี๋ยวฉันจดโน้ตเหน็บคลิปไว้ให้”
เ้าบ้านรับสนอง ลุกไปหยิบกระดาษโน้ตและคลิปเหน็บจากลิ้นชักโต๊ะหนังสือ ครู่เดียวจึงส่งให้เพื่อนเขียนวันเกิดภาษาไทยเหน็บคู่กับสูติบัตร
“เรียบร้อย ทีนี้ก็จะได้รู้วันเกิดโดยไม่ต้องอ่านที่พาสปอร์ต เผื่อไว้ก่อน อ้อ...” วนัสเลื่อนมือชี้ยังลายมือภาษารัสเซียสองบรรทัด “อันนี้ชื่อพ่อ 'เปรีติน บอริส / Перейтин Борис' และก็อันนี้เป็ชื่อแม่ 'เปรีติน่า นาตาเลีย / Перейтина Наталья' เมืองเกิด เลนินกราด”
หญิงสาวผมสีน้ำตาลก้มมองดูทุกคน แววตาฉายช่างซื่อละมุนน่าทะนุถนอม
สุรีย์รัตน์แหงนหน้าพลันสบตาลอริสพอดี พลางคิดในใจเพราะอะไรกันนะ ทำไมถึงเชื่อใจพวกเราถึงขนาดนี้ ยอมให้ดูเอกสารสำคัญทั้งหมดง่ายดาย ทั้งไม่หวั่นว่าอาจเ็ปรวดร้าวเมื่อต้องนึกถึงพ่อแม่ ไม่กี่วันก่อนยังมีน้ำตาเอ่อยามมองรูปครอบครัวอยู่เลย
หรือบางที พวกเราคือผู้ช่วยทุกวิถีทางให้ลอริสอยู่รอดกระมัง
“ใบนี้เหมือนเป็หลักฐานการเป็นักเรียน น่าจะโรงเรียนประถม ดูปีแล้วเก่ามาก ปี 1986 เลย ชื่อน้อง ชื่อพ่อชื่อแม่ก็เหมือนสูติบัตรเลย”
วนัสชี้นิ้วบรรดาชื่อที่ปรากฏ ตัวหนังสือบนแบบฟอร์ม ลายมือที่เขียนกรอกล้วนเป็ภาษารัสเซียทั้งหมด กระดาษขาวก็เริ่มดูเก่าดูหมอง
“อ่านไม่ออกเลย แฮ่...” สุรีย์รัตน์ยิ้มเขิน พ่อตบบ่าแซว “อ่านออกก็ไม่ใช่สุรีย์รัตน์แล้วละ ฮ่า ๆ”
“อังกฤษยังไม่รอดเลยค่ะ ฮือ...” ลูกสาวพลันหน้าม่อย ได้ยินน้าไสวขำเล็ก ๆ “น้ายิ่งไม่แย่กว่าหรอหลาน อ่านได้แต่ไทยนะ”
วนัสหยิบแผ่นโน้ตเหน็บคลิปหลังจากเขียนกำกับ “เขียนไปละนะว่าเอกสารโรงเรียนประถม” เกริกไกรพยักหน้าตอบ ยกให้เพื่อนได้ตัดสินใจเองทั้งหมด
เ้าบ้านแหงนมองดูเ้าของเอกสาร ยิ้มบางเบาส่งมอบให้ “ลอริสยังมองพวกเราตาแป๋วเลย... น้องยังคงไว้ใจพวกเรานะ”
วนัสเหลียวหลังสบมองตุ๊กตารัสเซีย แย้มน้อย ๆ ชั่วอึดใจแล้วหันกลับมา ก้มหน้าหยิบเอกสารที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวในซองใส
“กระดาษสีเหลืองอันนี้มีภาษาอังกฤษนะ” เพื่อนตำรวจบอกให้ทุกคนสนใจ “ใบนี้แหละที่ผมสงสัยที่สุดเลยต้องมาวันนี้”
“มันคืออะไรหรอคะ เอ๊ะ!มีภาษาอังกฤษด้วย หรือจะเป็... ของโรงเรียนอินเตอร์...” สุรีย์รัตน์ขบคิดสันนิษฐาน
วนัสพยักหน้าตอบมั่นใจ “ถูกต้องเลยละ น้องน้ำ ใบนี้แหละคือหลักฐานรับรองฐานะนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนในเมืองเลนินกราด”
“ก็คือโรงเรียนที่สอนดนตรี สอนเปียโนให้ลอริส” เกริกไกรช่วยเสริม
“อืม... ถูกต้อง” วนัสย้ำยืนยัน “ฉันจะให้ดูอะไรบางอย่าง ดูชื่อน้องสิ นายลองหยิบพาสปอร์ตมาเทียบเลย”
วนัสเลื่อนนิ้วบนเอกสารสีเหลือง ชี้ยังชื่อที่ระบุทั้งภาษาอังกฤษและรัสเซีย 'Laurise Pearl Pereytina / Лауриз Пеарл Перейтина'
เกริกไกรกางเล่มพาสปอร์ต เทียบชื่อแล้วไม่พบคำว่า 'Pearl' หรือ 'Пеарл' ในภาษารัสเซีย ส่วนในใบรับรองฐานะนักเรียนกลับไม่มีชื่อรองภาษารัสเซีย 'Борисовна' ซึ่งวนัสอ่านให้ฟังว่า 'บอริซอฟน่า'
“ลอริสมีชื่อรองว่า 'บอริซอฟน่า' ทั้งสูติบัตร ทั้งพาสปอร์ต และใบรับรองฐานะนักเรียนประถม แต่มันไม่มีในใบรับรองโรงเรียนอินเตอร์ แล้วก็แปลก มีชื่อใหม่ว่า 'Pearl' ซึ่งภาษารัสเซียก็ใช้ทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษ”
วนัสเว้นจังหวะพูดนิดหนึ่งจึงเริ่มต่อ “Pearl ที่แปลว่าไข่มุกในภาษาอังกฤษ น้องลอริสกลับไม่ใช้ภาษารัสเซียที่แปลว่าไข่มุก จำได้ไหม เพลงแรกที่น้องเล่นอิเล็กโทน ชื่อว่า 'เช็มชุก' น้องกลับไม่ใช้ชื่อนี้ แต่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ 'เพิร์ล' ไปเลย”
“แปลว่าน้องใช้ชื่อแฝง หรือชื่อใหม่ ที่เหมือนคนต่างประเทศหรอ” เกริกไกรสันนิษฐานเลื่อนลอย แต่กลับตรงใจที่วนัสหยั่งคาด
“ฉันคิดดูแล้ว ลอริสคงเปลี่ยนชื่อรองตอนเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง” วนัสก้มชี้ให้ดูจุดสังเกตอีก “นายดูนี่สิ มีระบุชื่อพ่อกับแม่ด้วยนะ แต่... มีระบุเต็มแค่นามสกุล ชื่อกลับใช้ตัวย่อ ชื่อพ่อ บี จุด เปรีติน ชื่อแม่ เอ็น จุด เปรีติน่า ไม่มีระบุว่าพ่อชื่อบอริส แม่ชื่อนาตาเลียเลย”
สุรีย์รัตน์ขอออกความเห็น “แล้ว... โยงกับเื่ตำรวจยูเครนว่า... ทั้งพ่อทั้งแม่ และน้องลอริส ้าอำพราง เปลี่ยนชื่อรอง ไม่ให้ถูกสืบว่าพ่อแม่คือใคร เพราะเื่เชื้อชาติผสม กลัวถูกกำจัดอะไรงี้หรอคะ”
วนัสได้แต่ก้มงุด “อันนี้ฟันธงไม่ได้ ถามลอริสก็กลัวทำร้ายจิตใจ น้องบอบช้ำมามากผมไม่ควรถามอีก ก็เลยได้แต่เดานะ โรงเรียนนี้ เหมือนมีการให้อำพรางชื่อพ่อแม่ได้ด้วย แปลกดี”
“เดาไว้ก่อนว่าอาจใช่นะ อย่างที่ตำรวจยูเครนสันนิษฐาน” เกริกไกรช่วยคลายปมเล็ก ๆ ที่ยังมืดมน
สุรีย์รัตน์ชี้ยังรูปถ่ายมุมซ้ายบนกระดาษเหลือง “รูปน้องน่ารักดีนะคะ หน้านิ่งซื่อ ๆ น่าทะนุถนอมมาก ชื่อแฝงก็ชื่อ 'เพิร์ล' ชื่อน่ารักดีค่ะ”
พี่เลี้ยงสาวแย้มหวาน สบมองตาลอริสแสนซื่อละมุนดั่งไข่มุก “น้องตาสวยเหมือนไข่มุก สมชื่อเลยค่ะ”
“ลอริสน่ารักค่ะ ไหวยังชอบมองตาเลย” น้าไสวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
วนัสรวบรวมเอกสารทุกสิ่ง ซ้อนรวมใส่ในซองใสแล้วส่งคืนเ้าของ
“สปาซิบะ ลอริส...” หนุ่มตำรวจก้มผงก ลอริสเอื้อมรับแล้วก้มผงกตาม เอื้อนคำหวานสำเนียงรัสเซียแท้ “สปาซิบะ...”
วนัสลุกยืนแล้วโบกมือเบา ๆ “ผมต้องไปแล้วละ กลับไปทำงานต่อ นี่ลาพี่สานิตย์เพราะเื่นี้โดยเฉพาะเลย ขอบคุณมากนะ เพื่อนเกริก น้องน้ำ น้าสาว และก็... น้องลอริส”
ไม่ทันที่ทุกคนจะกล่าวอำลา ไม่ทันเห็นสุรีย์รัตน์ยกมือไหว้ส่งท้าย หรือแม้แต่ลอริสที่ก้มผงกงดงาม หนุ่มชุดตำรวจคว้าวิทยุแล้วเดินออกนอกเขตบ้านในที่สุด
“มาเร็ว ไปเร็วจัง...” เกริกไกรยกมือเสยผม สีหน้ายังมึน ๆ งง ๆ ต่อเพื่อนตำรวจ ลูกสาวสะกิดพ่อที่มองเหม่อหน้าบ้านยามเพื่อนจากไปแล้ว
“งั้นหนูพาลอริสอาบน้ำเปลี่ยนชุดนะคะ บ่ายสี่ไปโรง'บาลกัน”
“ไหวก็... ขอลานะคะ รอลุ้นดูน้องถักนิตติ้งค่ะ” น้าสาวยิ้มส่งท้าย
ลอริสก้มผงกอ่อนโยนเมื่อน้าไสวโบกมือลา สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้เช่นทุกครั้ง เวลาจากนี้ไปจึงเหลือเพียงสามชีวิต เกริกไกรช่วยเก็บกระเป๋าหนังสีน้ำตาลวางบนโซฟานวมตามเดิม เอกสารทุกอย่างสงวนไว้ภายในเรียบร้อย
หญิงสาวผมน้ำตาลสวมเดรสขาวผ่องแขนยาวจั๊ม ชุดยาวคลุมมิดน่องอย่างวันเดินทางข้ามฟ้าจากรัสเซีย ประดับกิ๊บโบผ้าขาวแกมม่วงอ่อนแสนน่ารัก งดงามดั่งวันแรกรับดูแลไม่มีผิด เคียงคู่พี่เลี้ยงสาวที่สวมเดรสสีน้ำเงินคลุมน่องบน แขนระบายดูสวยหรูจากฝีมือของน้าไสว
“ฉันพาลอริสไปโรง'บาลโรดสามศูนย์สองแถวบ้านนะ ฝากบอกพี่สานิตย์ด้วยนะ” เกริกไกรสนทนาโทรศัพท์เสร็จแล้ววางหู ยิ้มให้สองสาวดั่งพี่และน้อง “ทำตามกฎอัยการศึกเรียบร้อย ออกเดินทางกัน”
สุรีย์รัตน์แย้มเขิน ๆ ตอบรับ พาลอริสออกจากห้องกระจก ช่วยจัดรองเท้าคัชชูคู่เดิมเพื่อสวมใส่ แล้วจูงมือเคียงกันขึ้นรถเดินทาง
โรงพยาบาลโรดสามศูนย์สองห่างเพียงห้ากิโลเมตรจากบ้าน เดินทางประเดี๋ยวเดียวก็ถึงที่หมาย
เขตสถานพยาบาลไม่กว้างเท่าที่โรดสามสิบเอ็ด แต่เครื่องไม้เครื่องมือนับว่าทันสมัยไม่แพ้กัน ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็เวียนตรวจรักษาระหว่างสองที่เช่นกัน สองพ่อลูกจึงอบอุ่นใจได้ส่วนหนึ่ง
เกริกไกรเดินนำทาง พี่เลี้ยงประคองเคียงสาวฝรั่งสืบก้าวตาม พบเ้าหน้าที่พยาบาลรับบัตรคนไข้และใบนัดแพทย์ นำทางไปยังห้องวินิจฉัยที่เดินเพียงไม่ไกลเพราะอยู่อาคารเดียวกัน
ที่นี่มีห้องวินิจฉัยเพียงสองห้อง แต่เตียงตรวจมีไม่น้อยกว่าที่โรดสามสิบเอ็ด สามชีวิตเดินตามเ้าหน้าที่นำทางเพื่อเข้าห้องวินิจฉัยที่สอง จนพบแพทย์โรคหัวใจหนึ่งท่านที่เคยตรวจให้ลอริสมาก่อน
เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ยกมือไหว้ ลอริสก้มผงกอ่อนโยน แพทย์ที่คุ้นหน้าหญิงสาวฝรั่งจึงยิ้มแช่มชื่น เสมือนหนึ่งวิธีมิให้คนไข้ต้องหม่นเศร้าหรือสูญเสียกำลังใจ
“เดี๋ยวขึ้นเตียงตรวจนะคะแบบครั้งที่แล้ว” แพทย์หญิงแนะนำตามขั้นตอนเดิม ๆ เกริกไกรส่งสองสาวเข้าฉากม่านกั้น “พ่อรอข้างนอกนะ”
ลอริสส่งแววตาละมุนสบมองผู้อุปการะ ดูเชื่องเชื่อน่าสงสารจับใจ
สุรีย์รัตน์แย้มหวาน “ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูกับหมอให้กำลังใจลอริสเต็มที่ค่ะ” จากนั้นจึงโอบเอวตุ๊กตามีชีวิตเร้นหายเข้าไปในฉากม่าน
ได้ยินเสียงทั้งแพทย์ทั้งพี่เลี้ยงผลัดกันปลอบโยน “โดนต์ วอร์รี พลีส ฟีล อีซี...”
สิบนาทีหลังจากวินิจฉัยละเอียด สองหญิงสาวไทยฝรั่งจึงเดินออกจากม่านกั้น พี่เลี้ยงโอบเอวตุ๊กตารัสเซียนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเกริกไกร ชายวัยสี่สิบเอ็ดสบมองสองสาวพลางยิ้มให้กำลังใจ ที่เหลือก็เพียงรอผลเท่านั้น รอแพทย์หญิงรวบรวมข้อมูลที่พิมพ์จากเครื่องตรวจ
“น้องฝรั่ง ลอริส ยังฟังแปลภาษาไทยไม่ได้ใช่ไหมคะ” แพทย์หญิงสอบถามเสียงใส เกริกไกรตอบแ่ “ใช่ครับ ยังไม่ได้เรียนภาษาไทยเลย”
“ตรวจสองสามครั้งก่อนน้องน้ำตาไหล น่าจะเศร้าเื่ครอบครัวที่สูญเสีย ครั้งนี้น้องเข้มแข็งขึ้น นับว่าเป็เื่ดีนะคะ น้องทำใจได้เยอะแล้ว”
แพทย์หญิงยังบอกเล่าไม่จบ เปิดแฟ้มประวัติคนไข้ที่พยาบาลนำมาให้ หยิบกระดาษชุดเก่าจากแฟ้มแล้วเทียบกับชุดใหม่ที่เพิ่งพิมพ์จากเครื่องวินิจฉัย
“ส่วนข้อมูลกราฟ ยังไม่ดีขึ้นค่ะ กราฟค่าตกไปเล็กน้อยจากครั้งก่อน เดี๋ยวหมอจะเปลี่ยนยาเป็ตัวที่เสริมให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ที่ไม่ให้ตัวนี้แต่แรกเพราะกลัวผลข้างเคียง แต่ว่า น้องรับยาตัวก่อนแล้วไม่ดีขึ้นก็เลยต้องเปลี่ยน ถ้าน้องอาการแพ้ยาคลื่นไส้อาเจียนให้รีบแจ้งและพามาที่นี่นะคะ”
“ขอบคุณครับหมอ” เกริกไกรก้มค้อมน้อมนอบ
สุรีย์รัตน์ก้มศีรษะตามพ่อ พลางประคองมือนวลผ่องของลอริส ผินมองแววตาซื่อละมุนดั่งไข่มุกสมกับชื่อแฝง ได้ยินเสียงตอบแ่ครางในลำคอ “สปาซิบะ...”
“น้องอาจเจ็บหน้าอกนะคะ” น้ำเสียงและสีหน้าแพทย์หญิงดูจริงจังชัด “เราอาจไม่ทันสังเกต เพราะดูเหมือนน้องจะพยายามไม่ให้เรากังวล ต้องสังเกตบ่อย ๆ ถ้าน้องเอามือกุมอกซ้าย ก็แปลว่ากำลังเ็ป อย่าให้น้องเหนื่อยหรือออกแรงมาก ถ้าน้องมีอาการปวดจนร้องไห้ ปวดจนทนไม่ไหว อย่ารอให้ช็อกนะคะ ให้รีบพามาที่นี่ด่วนค่ะ”
สีหน้าสองพ่อลูกหม่นเศร้าเล็กน้อย ตรวจวินิจฉัยให้ลอริสครั้งนี้กลับรู้สึกไม่ค่อยสู้ดีนัก แม้ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าสาวฝรั่งผู้นี้อาการแย่ลง แต่คุณหมอกลับพูดเพื่อเตือนใจชัดเจน
“ขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
สองพ่อลูกเอ่ยเอื่อยแ่ระคนซาบซึ้ง แม้รู้ว่าโรคภัยเช่นนี้อาจคร่าชีวิตตุ๊กตาที่น่าทะนุถนอมได้ทุกเมื่อ แต่กลับพยายามฝืนใจไม่ให้น้ำตาเอ่อ รู้ว่าถ้าร้องไห้ออกมาให้เห็น ลอริสอาจสลดเศร้าและฉุดอาการให้ทรุดลง
แต่แล้วเหมือนฟ้าสว่างกลางสายฝน เมื่อแพทย์หญิงยิ้มอ่อนโยนให้กำลังใจ ทั้งเอ่ยละมุนดั่งความหวัง “เดี๋ยวหมอจะให้กรอกเอกสารขอรับบริจาคอวัยวะ เพื่อรอรับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจค่ะ”
แพทย์หญิงหยิบแฟ้มกระดาษอีกหนึ่งเล่มขึ้นมา ดึงกระดาษแบบฟอร์มที่จำเป็ต้องกรอก เกริกไกรและสุรีย์รัตน์เริ่มผลิแย้มแช่มชื่น
“อย่างน้อยก็มีความหวังนะลูก ลอริสอาจได้หัวใจใหม่ที่แข็งแรงขึ้น”
“หวังว่าเช่นนั้นค่ะพ่อ”
สองพ่อลูกผินมองตุ๊กตามีชีวิต ยังคงเห็นประกายตางดงามสบมองพวกเขาแสนจริงใจ น่าทะนุถนอมตราบลมหายใจสุดท้ายก็ไม่ปาน
“คราซิวา... ลอริส” พี่สาวประคองมือนวลขาวกระชับ ได้ยินเสียงตอบรับจากสาวรัสเซีย “สปาซิบะ... มาย ซิสเตอร์”
แพทย์หญิงยิ้มแย้มให้กำลังใจ “น่ารักมากค่ะ ยู อาร์ เลิฟลี”
ลอริสก้มผงกให้คุณหมอ “แท็ง คิว... สปาซิบะ...”
เกริกไกรเงยหน้าแล้วยิ้มให้ลอริส สลับก้มลงกรอกเอกสารสุดสำคัญ เอกสารดั่งความหวังชุบชีวิตใหม่
ส่วนสุดท้ายต้องให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อ เกริกไกรยื่นกระดาษความหวังให้ลอริส พลางเอ่ยประโยคง่าย ๆ “ไซน์ ยัวร์ ซิกเนเจอร์ เฮียร์...”
ลอริสก้มผงกรับรู้ช่างแสนซื่อ เพราะเคยเซ็นชื่อในใบร้องขอฐานะผู้ลี้ภัย ชื่อที่ปรากฏจึงเป็ชื่อเต็มของชาวรัสเซีย
“อาจจะได้ยากหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยค่ะ เพราะน้องยังไม่ได้สัญชาติไทย แต่จะพยายามเร่งรัดให้น้องได้รับคิวต้น ๆ ค่ะ” แพทย์หญิงแย้มละเมียดให้ความหวัง
“ดูแลหัวใจของน้องด้วยหัวใจของเรา” เกริกไกรเอ่ยคำสละสลวยที่จดจำขึ้นใจ แพทย์หญิงพลันผลิยิ้มยินดี
“ถูกต้องเลยค่ะ ถ้าเกิดมีข่าวดีเื่ได้คิวผ่าตัด จะรีบแจ้งตามเบอร์โทร.ที่คุณพ่อเคยให้ไว้นะคะ”
สามชีวิตอำลาแพทย์หญิง สองพ่อลูกยกมือไหว้อ่อนน้อม ลอริสก้มผงกแสนงดงาม แพทย์หญิงเบิกแย้มมิตรภาพส่งท้าย
เ้าหน้าที่พยาบาลนำรถเข็นรอเทียบ ช่วยประคองลอริสได้นั่งแล้วเข็นพามายังแผนกจ่ายยา รอจนเกริกไกรเสร็จธุระรับยาชำระค่ารักษา
พยาบาลช่วยเข็นต่อส่งถึงที่จอดรถ เกริกไกรและสุรีย์รัตน์เดินตามหลังพลางอบอุ่นใจ แม้วันนี้ต้องฟังเื่หม่นเศร้าจนหวาดวิตก แต่เมื่อได้เซ็นเอกสารความหวังกลับช่วยกลบรอยสลดลงได้
พี่เลี้ยงประคองเอวลอริสขึ้นรถกลับบ้าน เกริกไกรขับตามทางเดิมที่เคยพามา จนได้แวะข้างทางเป็ร้านค้าหนึ่ง มองจากป้ายชื่อด้านหน้าเป็ร้านศึกษาภัณฑ์
“ร้านยังไม่ปิด รอสักครู่นะ พ่อแวะซื้อแป๊บนึง...” ชายวัยสี่สิบเอ็ดยิ้มละเมียด ลูกสาวอ้าปากค้างงวยงง “พ่อจะซื้ออะไรหรอคะ... ลึกลับจัง...”
พ่อไม่ตอบสักคำ ปิดประตูรถส่งยิ้มกริ่มอยู่ท่าเดียว แล้วหันหลังเดินเข้าไปในร้านศึกษาภัณฑ์
เมื่อพ่อไม่ยอมตอบก็จนใจ ลูกสาวจึงได้แต่โอบเอวประคองตุ๊กตารัสเซียหวานแหวว อยู่กันเพียงสองในรถติดแอร์เช่นนี้ พี่เลี้ยงพลันโอบทั้งร่างนุ่มนิ่มซบแนบใกล้ เอื้อนวาจาอบอุ่นจากหัวใจ “มาย ซิสเตอร์...”
ลอริสไร้แย้มแต่ตอบรับแสนงดงาม “สปาซิบะ... มาย ซิสเตอร์”
เพียงห้านาทีผ่านเลย ผินมองประตูร้านจนเกริกไกรเปิดก้าวออกมา ทั้งยังหิ้วถุงสีขาวประจำร้านค้า ไม่รู้ว่าข้างในใส่อะไรจนเปิดประตูเพื่อจะขับรถต่อ และแล้วจึงหยิบสิ่งหนึ่งออกจากถุงชูให้สองหญิงสาวเห็น
“สีสวยไหม” เกริกไกรยิ้มแฉ่ง “ได้ม้วนใหญ่เลย นุ่มมาก ๆ”
สุรีย์รัตน์เบิกตาวาว “ว้าว... พ่อหนูน่ารักจริง ๆ” พลางเอื้อมหยิบทั้งถุงใส่ทั้งไหมพรมสีครีมม้วนใหญ่เบ้อเร่อจากมือพ่อ
“ลอริส... ฟอร์ ยู … ฟอร์ นิตติ้ง” พี่เลี้ยงเอื้อมส่งดุจของขวัญ
“สปาซิบะ...” ตุ๊กตามีชีวิตก้มผงกแ่เบา เอื้อนสำเนียงรัสเซียสุดแสนหวาน รับม้วนไหมนุ่มแล้วกอดแนบอก
หญิงสาวงดงามแสนนุ่มนิ่ม ม้วนไหมพรมนุ่มฟูน่าัั ช่างเป็สิ่งคู่กันแท้จริง จวบจนพลบค่ำกลับถึงบ้านก็ยังได้เห็นภาพประทับใจ
เกริกไกรเปิดเพลงผ่านแผ่นเสียง เพลง 'อีสเตอร์' แสนหวานและเนิบช้า บางทีก็ชวนรู้สึกหม่นเศร้าจาง ๆ
สุรีย์รัตน์นั่งอ่านหนังสือเล่มของแม่ งานฝีมืออื่น ๆ เช่นทำดอกไม้จากผ้า ก้มมองรูปสวยงามสลับมองทางเก้าอี้นวมสีไข่ ที่นั่นก็มีสิ่งน่ารักแสนโรแมนติกไม่แพ้กัน
“เพลงเพราะไหม ลอริส...” เกริกไกรหันมายิ้มกริ่มถามไถ่ ตุ๊กตารัสเซียก็คงแปลไม่ออกเช่นเดิม ได้แต่เงยหน้าสบมองตาซื่อ ๆ
มือนวลถือเข็มถักและเส้นไหมพรมสีครีม เริ่มบรรจงงานฝีมือเป็รูปเป็ร่างเล็กน้อย เส้นไหมพรมนุ่มนิ่มโยงไปหาม้วนใหญ่ที่วางในตะกร้าข้าง ๆ
เดรสขาวที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเมื่อกลับจากโรงพยาบาล หนังสือสอนถักนิตติ้งเปิดกางบนตัก นั่งเก้าอี้นวมเดิม ๆ ที่เคียงประดับกุหลาบผ้าและฉากผ้าสีขาว ช่างเป็ภาพสุดโรแมนติกจนเ้าบ้านต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูป
ชัตเตอร์ลั่นหนึ่งหน สักพักตามด้วยอีกหนึ่งครั้ง สุรีย์รัตน์วางหนังสือแล้วลุกขึ้นมายืนใกล้พ่อ
“ลอริสน่ารักเนอะ... นุ่มนิ่มมาก...” เกริกไกรถามความเห็นลูกสาว
“น่ารักสุดเกินเราจะจินตนาการเลยค่ะพ่อ...” ลูกสาวโปรยแย้มแก้มปริ “มารยาทก็งามมาก ขนาดพยาบาลช่วยเข็นรถ ยังก้มขอบคุณตลอดเลย”
“เห็นลูกเปลี่ยนโต๊ะใหม่ใหญ่กว่าเดิม ตอนนี้มีทั้งรูปถ่ายครอบครัว หนังสือศาสนา ตะกร้าหวายใส่ถุงมือและกิ๊บโบ และก็ตะกร้าหวายใส่ม้วนไหมพรม”
เกริกไกรยิ้มชื่นชมลูกสาวที่เอาใจใส่ ยิ้มให้กับตุ๊กตารัสเซียที่มีงานอดิเรกแก้ว้าเหว่เดียวดาย
“ในที่สุดน้องก็เลือกถักผ้าพันคอ ลุ้นไปด้วยกันนะคะ ตอนเสร็จแล้วคงสวยมาก” สุรีย์รัตน์เบิกแย้มละมุน ก่อนจะเอ่ยจนพ่อไหวสะดุ้งเล็กน้อย
“คืนนี้ขึ้นมากอดน้องนะคะพ่อ หนูขอนะคะ...”
ชายวัยสี่สิบเอ็ดยิ้มเขินทันที “โธ่... ลูก... ก็ได้... เพื่อลอริส”
ลอริสรับสลัดผักทูน่าในมื้อค่ำ รับนมสดและยาก่อนนอนเช่นทุกคืน จวบจนพี่เลี้ยงสาวพาขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนนอน
เกริกไกรมาตามที่สัญญานัดกับลูกสาว เข้ามาในห้องนอนสีชมพูหวาน สบเห็นสองหญิงสาวประคองมือเคียงนั่งบนเตียง คนหนึ่งชุดลายทางม่วงคราม อีกคนชุดเดรสขาวยาวคลุมเท้า ชัตเตอร์ลั่นบันทึกภาพหนึ่งหน
ลูกสาวพร้อมใจลุกให้พ่อนั่ง “เชิญค่ะพ่อ เชิญกอดน้อง...”
คนเป็พ่อพลันไหวหวั่นตื่นเต้น ก้มค้อมเข้ามานั่งข้างลอริสแล้วส่งกล้องให้ลูกสาว ได้แต่ยิ้มเขิน ๆ จนฝ่ายลูกขำคิก ๆ “อายจังลูก... พ่อไม่ชิน”
“กอดเถอะค่ะ เป็ยารักษาหัวใจน้อง...” ลูกสาวหว่านล้อมหวาน ๆ
เกริกไกรพลันใจไหวหวั่นสั่นระรัว จังหวะเอื้อมมือจะโอบเอวนุ่มนิ่ม แต่คล้ายช้าไปเสียแล้ว ลอริสสบมองตาเจือแววซื่อ ๆ แสนงามดั่งไข่มุก เอื้อมมือนวลผ่องโอบเอวผู้อุปการะเสียก่อน
“โธ่... ไม่ทัน...” ชายวัยสี่สิบเอ็ดรำพันเศร้าเสียดาย ลอริสก้มซบไหล่กว้างแสนอบอุ่น พลันน้ำตาคลอร้องสะอื้นเล็ก ๆ สุดตื้นตัน
“ปาปะ...” เสียงครางแ่แสนหวาน ยิ่งพาเกริกไกรสะท้านะเืใจ ยอมโอบกอดแล้วซบลงบนไหล่นุ่มนิ่มตอบรับ
“สปาซิบะ...” ลอริสเอื้อนเสียงหวานระคนสั่นพร่าอีกครา ประสานจังหวะชัตเตอร์ลั่นจากสุรีย์รัตน์ผู้บันทึกภาพ
“ประทับใจจังค่ะ... ขอบคุณพ่อนะคะ...”
เกริกไกรเอ่ยอ่อนโยน ไล้เรือนผมนุ่มกลางอ้อมกอด “ไม่เป็ไร น้ำลูกรัก... ขอบใจมากนะ ลอริส...”
-จบตอน-
