รุ่งเช้าในป่าช้า เงาหมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นดินเสียงนกยังไม่ทันเริ่มร้อง โลกทั้งใบดูเหมือนหยุดนิ่ง
ภูผาลืมตาขึ้นช้า ๆ
แต่ยังนอนนิ่ง ค่อยสำรวจร่างกายของตัวเอง
ร่างกายยังปวด แต่ไม่เหมือนเมื่อคืน
“สมุนไพร…”
เขาก้มมองาแ แผลที่ควรอักเสบกลับแห้งลงอย่างรวดเร็วความเจ็บลดลงจนควบคุมได้
ไม่ใช่ปาฏิหาริย์
แต่คือ “ความรู้”
อรชุนยืนอยู่ไม่ไกล กอดอกมองนิ่ง ๆ
“ตายหรือยัง”
คำถามเรียบ ๆ
ภูผายกมุมปากเล็กน้อย
“ยังไม่ตายขอครับ ท่านอาจารย์”
อรชุนพยักหน้า
“งั้นก็ลุกขึ้น”
“วันนี้…ไม่ใช่วันพัก”
ลานฝึกกลางป่าช้ายังคงเงียบงัน แต่บรรยากาศเปลี่ยนไป
ไม่ใช่แค่ฝึก
แต่คือ “เตรียมล่า”
อรชุนโยนบางอย่างให้
ฟึ่บ!
ภูผารับไว้
“ธนู…”
ไม้โค้งเรียงเรียบง่าย แต่ดูแข็งแรงยิ่งนักลูกธนูหกดอกนั้นงดงามและมีน้ำหนัก มัดติดกัน
“เ้าหนีมาได้ เพราะมันประมาท” อรชุนกล่าว“แต่ครั้งหน้า…มันจะไม่พลาด”
ภูผานิ่ง ฟัง
“ถ้ายังสู้ตรง ๆ ไม่ได้…”
“ก็อย่าสู้ตรง ๆ”
คำพูดนั้นชัดเจน
ภูผาพยักหน้า
“เข้าใจครับ”
การฝึกธนูเริ่มขึ้นทันที
“จับให้มั่น”
“หายใจให้ตรง”
“ปล่อย…ตอนใจนิ่งที่สุด”
อรชุนยืนอยู่ข้างหลัง
คอยแก้ทุกจังหวะ
ภูผาดึงสาย
แขนสั่นเล็กน้อย
ลมหายใจเข้า…ออก…
นิ่ง
ปล่อย
ฟึ่บ!
ลูกธนูพุ่งออกไป
ปัก…เฉียดเป้า
“ยังไม่พอ”
อรชุนพูดสั้น ๆ
ภูผาไม่ตอบ
แค่หยิบลูกใหม่
ดึง
นิ่ง
ปล่อย
ฟึ่บ!
ปักกลางเป้า
เสียงแ่เบา
แต่ชัดเจน
อรชุนพยักหน้าเล็กน้อย
“เริ่มใช้ได้”
วันเวลาผ่านไปเพียงเจ็ดวัน เหตุการณ์เฉียดตายครั้งนี้เป็บทเรียนที่คุ้มค่ายิ่งนัก
มันทำให้การฝึกของเขานั้น สามารถพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น เขาใช้มันเป็แนวทางการฝึกหลังผ่านมาหลายวัน
เขามีความมั่นใจถึง เก้าส่วน ว่า สามารถสู้ได้ หากต้องเจอกันอีกครั้ง
มวยดาบธนูสมุนไพรลมหายใจ
ทุกอย่างเริ่มหลอมรวม
ภูผาไม่ใช่แค่ “นักสู้”
แต่กำลังกลายเป็—
“นักล่า”
เย็นวันหนึ่ง
พันนั่งยอง ๆ มองภูผาที่กำลังเหลาไม้
“มึงจะทำอะไรอีกวะนั่น”
ภูผาไม่เงยหน้า
“ลูกธนู”
“เอาไปยิงใครวะ”
ภูผาหยุดมือ
เงียบไปครู่หนึ่ง
“คนที่อยากฆ่าฉัน”
พันอ้าปากค้าง
“เฮ้ย…พูดจริงดิ”
ภูผาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
สายตานิ่ง
“จริง”
พันกลืนน้ำลาย
ความเล่น ๆ หายไปหมด
………..
คืนนั้น
ภูผานั่งอยู่บนกิ่งไม้สูง
สายตาจับจ้องไปยังเส้นทางด้านล่าง
ลมหายใจช้า…เบา
เหมือนหายไปกับลม
เสียงฝีเท้าดังขึ้น
สามคน
หนึ่งในนั้น—เขาจำได้
หนึ่งในกลุ่มที่ลอบทำร้ายเขา
“มันต้องอยู่แถวนี้”
เสียงกระซิบดังขึ้น
ภูผานิ่ง
ดึงสายธนู
เล็ง
ลมหายใจหยุด
ปล่อย
ฟึ่บ!
“อ๊าก!”
ลูกธนูปักเข้าที่ไหล่ ชายคนนั้นล้มลงทันที
“ใคร!”
อีกสองคนชักอาวุธ
มองไปรอบ ๆ
แต่ไม่เห็น
เพราะภูผา—
“หายไปแล้ว”
เขาเคลื่อนตัวจากกิ่งไม้หนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง
เงียบ
รวดเร็ว
เหมือนเงา
ฟึ่บ!
ลูกธนูอีกดอกพุ่งออกไป
ปักที่ต้นขา
อีกคนล้ม
ความโกลาหลเริ่มขึ้น
“มันอยู่ไหนวะ!”
เสียงะโเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แต่ไม่มีคำตอบ
มีเพียง—
ความกลัว
ภูผาลงมายืนบนพื้น
ช้า ๆ
ชายคนสุดท้ายหันมา
สายตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“มึง…”
คำพูดยังไม่ทันจบ
ปัง!
หมัดพุ่งเข้าเต็มหน้า
มันล้มลงทันที
เงียบ
ทุกอย่างจบลงในไม่กี่ลมหายใจ
ภูผามองร่างที่นอนอยู่
ไม่ฆ่า
แต่—
“เตือน”
เขาหันหลัง
หายไปในความมืด
รุ่งเช้า
ข่าวเริ่มกระจาย เกิดความสาแก่ใจ ในหมู่ฝูงชน รุ่งเช้าที่ชายป่าก่อนถึงตลาด
มีคนพบร่างของนักเลงหัวไม้ สามคน นอนเป็ร่างไร้สติหายใจรวยริน อาการเป็ตายเท่ากัน
“มีคนลอบยิงพวกนั้น!”
“ไม่รู้ว่าใคร!”
“เหมือนผีเลย…”
เสียงซุบซิบดังไปทั่ว
แต่ไม่มีใครรู้ว่า—
คนคนนั้นคือ “เด็กวัด”
ป่าช้า
อรชุนยืนมองภูผา
“เริ่มเป็แล้ว”
คำพูดสั้น ๆ
แต่มีน้ำหนัก
ภูผาพยักหน้า
“พวกมันจะไม่หยุด”
“ดี”
อรชุนยิ้มบาง ๆ
“งั้นเ้าก็อย่าหยุด”
ลมพัดแรงขึ้น
ใบไม้ปลิวว่อน
ภูผายืนอยู่กลางลาน
ดาบอยู่ข้างเอว
ธนูอยู่บนหลัง
สายตานิ่ง
“จากนี้…”
“ไม่ใช่แค่หนี”
เขากำมือแน่น
“แต่จะล่า”
ไกลออกไปในเมือง
ชายคนเดิมยืนฟังรายงาน
“พวกเราโดนลอบโจมตี…”
เขาเงียบ
ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“น่าสนใจ…”
ดวงตาเย็นเฉียบ
“เด็กวัด…เริ่มกัดแล้วสินะ”
เขาหันไปมองท้องฟ้า
“งั้น…มาดูกันว่า”
“ใครจะล่าใคร”
...................