บทที่ 30
นอกเมือง
สี่วันถัดมา
ลมหนาวยังคงพัดผ่านเมืองไป๋สือเพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับ่กลางของฤดูหนาวในยามนี้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นบ้างแล้ว ภายในลานเรือนของสวีหยางเขากำลังจ้องมองกระดาษข้อความภายในมือของตนเอง ก่อนจะเหลือบไปมองกล่องหยกที่ถูกจัดเตรียมมาให้พร้อมกัน
ภายในกระดาษในมือของเขาบอกเวลาที่เขาต้องลงมือ นั่นก็คือในวันพรุ่งนี้่ยามบ่าย นอกจากของพวกนี้แล้วยังเตรียมของต่างๆรวมไปถึงแผนที่ภายในกองเนตร์มาให้ด้วย
สวีหยางมองกระดาษในมืออีกครั้งก่อนจะเหลือบไปมองกล่องหยกที่อยู่ข้างกายอีกครั้ง เขามองสลับไปมาระหว่างของทั้งสองสิ่ง ผ่านไปครู่นึงรอยยิ้มก็ค่อยๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก
สวีหยางปลดปล่อยปราณโลหิตออกมาจากฝ่ามือ กระแทกแผ่นกระดาษภายในมือจนฉีกขาดกลายเป็เศษเล็กเศษน้อย
เมื่อทำลายจดหมายทิ้งไปแล้ว สวีหยางเอนกายลงนอนที่เก้าอี้หวายอย่างผ่อนคลาย ก่อนที่จะใช้ความคิดเปิดหน้าต่างระบบของตนเองขึ้นมา
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปรมาจารย์ ขั้น 8 ]
[เคล็ดวิชา เคล็ดวิชาจำลองราก์ ขั้น 7 [2,640/64000] ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 12 [42,580/204,800] ดาบปราบมาร ขั้น 12 [42,580/204,800] เคล็ดวิชากายาหยก ขั้น 11 [93,480/102400] เคล็ดวิชากายาเหล็กดำ ขั้น 11 [93,480/102400] เคล็ดวิชาผลาญโลหิต ขั้น 11 [93,480/102400] เคล็ดวิชาล่องเมฆา ขั้น 11 [93,480/102400] เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา ขั้น 11 [93,480/102400] ]
ใน่ครึ่งเดือนที่ผ่านมาตัวของเขานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงและยกระดับอีกครั้ง อย่างแรกก็คือตบะของเขาที่ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นแปด
ด้วยขอบเขตระดับนี้มันทำให้เขาความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ ช่วยเคล็ดวิชาจำลองราก์ที่เพิ่มขึ้นไปสู่ขั้นเจ็ดซึ่งถือว่าเป็ขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชานี้ที่ผู้สร้างสร้างสรรค์ขึ้นมา ทำให้ปราณิญญาที่ถูกดึงดูดเข้ามาภายในร่างกายของเขามีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้ความแข็งแกร่งของเขายกระดับเพิ่มขึ้นอีกระดับ ลมปราณภายในร่างกายเส้นชีพจรหรือแม้กระทั่งอวัยวะทุกส่วนของร่างกายถูกยกระดับขึ้นเป็อย่างมาก
จนในตอนนี้แม้กระทั่งสวีหยางเองก็ยังไม่รู้ว่าความแข็งแกร่ง ของตนเองในระดับปรมาจารย์ขั้นแปดนี้จะมีความแข็งแกร่งมากขนาดไหน
ถึงแม้เขาจะยังไม่ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์ แต่กระนั้นเกี่ยวกับภารกิจในครั้งนี้เขาก็มีความมั่นใจเป็อย่างมากเพราะตนเองสามารถเอาตัวรอดได้
…
วันต่อมา
นอกเมืองไป๋สือเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ทัศนียภาพนอกเมืองแตกต่างจากภายในเมืองราวฟ้ากับเหว บริเวณรอบเมืองไป๋สือส่วนใหญ่เป็ป่าไม้สูงใหญ่มากมาย แต่ก็มีูเาหลายแห่งที่ตั้งอยู่ห่างไกลออกมาจากเมืองหลายสิบลี้
ในยามนี้เป็่ฤดูหนาวบนูเาและภายในป่าไม้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ความหนาวเย็นของฤดูหนาวของราชวงศ์ต้าเหยียนแห่งนี้ คนธรรมดาทั่วไปแทบจะไม่สามารถเดินออกมาจากเมืองเพื่อมาล่าสัตว์หรือหาของป่าได้เลย
เพราะแบบนั้นใน่ฤดูหนาวเช่นนี้ภายในป่าไม้หรือว่าพื้นที่บริเวณรอบๆเมืองจึงเต็มไปด้วยความเงียบสงัด สัตว์ป่าส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆเมืองเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเองก็จะจำศีลกันหมด มีเพียงแค่สัดส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ใน่ฤดูหนาวเช่นนี้
บริเวณใตู้เาลูกหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาจากทางเหนือของเมืองไป๋สือราวๆห้าสิบลี้ ตำแหน่งนี้คือ่ตีนของูเาใหญ่ลูกนี้ บริเวณแถบนี้มีต้นไม้สูงใหญ่มากมายปกคลุมจนหนาทึบ แต่ในบริเวณนี้กับมีถ้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างลับตา
ภายในถ้ำแห่งนั้นมีต้นไม้ต้นนึงกำลังเติบโตอยู่ ต้นไม้นี้ค่อนข้างแปลกประหลาดเพราะว่ามันมีความสูงถึงบริเวณ่เอวเท่านั้น แถมตัวของต้นไม้กลับไม่มีใบเลยแม้แต่ใบเดียว ลำต้นเป็สีดำสนิท ในกิ่งก้านที่งอกออกมาจากลำต้นมากมายมีอยู่สี่กิ่งที่มีผลไม้ลูกใหญ่ที่มีเปลือกสีแดงสดกำลังสุกงอม
และในยามนี้บริเวณนอกถ้ำแห่งนั้นก็มีกลุ่มคนถึงสองกลุ่มกำลังจ้องมองผลไม้ที่กำลังสุกงอมอยู่ภายในถ้ำ
ห่างออกมาจากปากถ้ำหลายร้อยจั้ง กลุ่มทางด้านขวาของถ้ำประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมดหกคน ผู้ที่อยู่ตรงกลางของกลุ่มนี้คือเ้าเมืองมู่หยวนไห่ เขายืนอย่างสงบนิ่งดวงตาทั้งสองข้างพับปิดไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ทั้งด้านซ้ายของเ้าเมืองมู่หยวนไห่ยังคงมีเงาร่างของชายชราผู้ที่อยู่ข้างกายเขามาตลอดยืนอย่างสงบนิ่ง ส่วนทางด้านขวาก็มีชายวัยกลางคนร่างกายกำยำสูงใหญ่ที่สวมใส่ชุดเกราะเหล็กสีดำ
ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ทางซ้ายและขวาของท่านเ้าเมืองผู้นี้ คือผู้บำเพ็ญที่เป็ข้ารับใช้คนสนิทภายใต้จวนเ้าเมือง
จวนเ้าเมืองแห่งเมืองไป๋สือ มีค่ารับใช้มากมายไม่ว่าจะเป็พวกขุนนาง ที่ทำงานอยู่ภายใต้ที่ว่าการเมืองไป๋สือ แม้กระทั่งพวกยอดฝีมือภายในยุทธภพ อย่างเช่นพวกผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในขอบเขตปราณโลหิตหรือยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ก็มีอยู่ไม่น้อย
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญที่อยู่ภายในจวนเ้าเมืองกับมีอยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น คนแรกก็คือมู่หยวนไห่ ที่เป็ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งขั้นปลาย ถือกำเนิดมาจากสายรองของตระกูลมู่ที่เป็หนึ่งในตระกูลขุนนางใหญ่ของราชวงศ์ต้าเหยียน
ส่วนผู้บำเพ็ญอีกสองคนของจวนเ้าเมืองก็คือลูกน้องที่อยู่ทางด้านซ้ายและขวาของเขา
ชายชรามีนามว่า สวีเหวิน ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งขั้นกลาง
ส่วนชายวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำสนิทมีนามว่า หลัวหู เป็ผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับหนึ่งขั้นกลางเช่นเดียวกัน
นอกจากคนทั้งสามแล้วภายในกลุ่มของจวนเ้าเมือง ยังมีมีชายชราแปลกผู้หนึ่งที่เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มของท่านเ้าเมืองด้วย ชายชราผู้นี้ร่างกายสูงโปร่งแม้ว่าจะมีผมและหนวดเคราสีขาวโพลนแต่ใบหน้ายังแดงก่ำเต็มไปด้วยพลังชีวิต คนผู้นี้คือบรรพชนของตระกูลเกาที่เป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองไป๋สือ เกาเหยียนถิง
ในฐานะที่เป็กลุ่มอำนาจที่อยู่ภายใต้จวนเ้าเมือง การแย่งชิงผลรวมปราณในครั้งนี้เขาย่อมต้องเดินทางมาอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะเป็เพียงแค่ผู้บำเพ็ญที่อยู่ระดับหนึ่งขั้นต้นก็ตาม
การแย่งชิงผลรวมปราณในครั้งนี้ ตัวตนระดับผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งขั้นต้น แทบจะไม่ใช่ตัวละครที่สำคัญอะไรเลย แต่ถึงอย่างไรในฐานะตระกูลที่รับใช้อยู่ภายใต้สังกัดของท่านเ้าเมืองก็จำเป็จะต้องเดินทางมาเพื่อเป็กำลังเสริม และอีกอย่างนึงถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมบัติที่จะถือกำเนิดขึ้น แต่ทางจวนเ้าเมืองเองก็เตรียมค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อให้กับเขาเอาไว้แล้ว
นอกจากคนทั้งสี่แล้วภายในกลุ่มของเ้าเมือง ห่างไปจากพวกเขาราวๆสิบก้าวยังมีคนอีกสองคนที่ถือว่าเป็คนกลุ่มเดียวกับพวกเขา ทั้งสองเป็บุรุษหนุ่มที่สวมใส่ชุดนักพรตสีเขียวอ่อน พวกเขาคือลูกศิษย์อัจฉริยะของสำนักหยกเมฆาที่เดินทางมาถึงเมืองไป๋สือเมื่อราวห้าวันก่อนเพื่อมาช่วยเหลือกลุ่มของท่านเ้าเมืองมู่หยวนไห่ในการแย่งชิงผลรวมปราณ