หากซ่งหานเจียงสามารถมองเห็นเด็กๆบนรถสามล้อคันนั้นได้ล่ะก็เขาก็คงจำคนบนนั้นได้ในชั่วพริบตา ทว่าเด็กทั้งสองคนนั้นนั่งอยู่ในรถสามล้อส่วนเด็กคนเล็กสุดก็ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขน พริบตาเดียวก็ถูกฝูงชนบดบังไว้หมดแล้ว นั่นทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีก
เหวินยางยางถือว่าความเงียบของซ่งหานเจียงนั้นคือการยอมรับ
เธอยกมือขึ้นพร้อมกับทัดไรผมของเธอไปไว้หลังหูจากนั้นก็เอ่ยอย่างกระดากอายว่า “เธอมาหานายหรือเปล่านะ? เมื่อกี้เธอจะเห็นฉันอยู่กับนายแล้วเข้าใจผิดหรือเปล่า?”
ซ่งหานเจียงสับสนขึ้นมา “เข้าใจผิดเื่อะไรกัน?”
เมื่อได้ยินคำถามของซ่งหานเจียงจู่ๆ เหวินยางยางก็พลันหน้าแดงขึ้นมา แม้หน้าตาของเธอจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก แต่ด้วยเธอมีใบหน้ากลมและดวงตาโตๆคู่นั้น ตัวเธอเองก็เรียกได้ว่าเป็ผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่ง
เธอตอบ “ก็เข้าใจเื่ระหว่างฉันกับนายผิดไปไง”
ซ่งหานเจียงยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด“ฉันกับเธอมันทำไมหรือ? มีเื่อะไรให้เข้าใจผิดงั้นหรือ?” บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าคำพูดของเหวินยางยางเริ่มฟังยากขึ้นไปทุกที
แต่ซ่งหานเจียงนั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือเขาจะไม่บังคับตัวเองให้เข้าใจในเื่ที่ตนเองไม่เข้าใจ
“เอาล่ะพวกเรารีบกลับกันเถอะ อาจารย์ยังรอพวกเราอยู่ที่ห้องทดลองนะ” เขาอยากรีบกลับห้องทดลองจะแย่เพราะที่นั่นยังมีการทดลองอีกชุดหนึ่งที่กำลังรอผลลัพธ์ออกมาอยู่เขาต้องรีบกลับไปเฝ้าผลการทดลองนั่น
ที่ซ่งหานเจียงยอมก้าวขาออกจากห้องทดลองมาได้ก็เพราะว่าเขาได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ออกมาซื้อของบางอย่างเพราะเขาขังตัวเองอยู่ในห้องทดลองตลอดสามวันสามคืน อาจารย์รู้สึกเห็นใจเขาจึงมอบหมายงานเล็กๆน้อยๆ ให้เขาทำ เพื่อให้เขาได้ออกมาสูดอากาศและผ่อนคลายอารมณ์บ้างส่วนเหวินยางยางก็ขอตามเขาออกมาด้วยทำให้ซ่งหานเจียงไม่อาจปฏิเสธได้
ในใจของซ่งหานเจียงนั้นมีเพียงการทดลองของตัวเองเท่านั้นเหวินยางยางมองแผ่นหลังของซ่งหานเจียงแล้วถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เธอไม่มีโอกาสเข้าหาซ่งหานเจียงเลยจริงๆ
ทางด้านของซย่านีเมื่อกลับมาถึงบ้านของพี่สะใภ้เซี่ยงเหมยแล้วพอปิดประตูปุ๊บทั้งสองคนก็แทบจะรอไม่ไหวจึงรีบเดินตรงเข้าห้องนอนทันทีหลังจากปีนขึ้นเตียงแล้ว ดวงตาของทั้งสองคนก็เปล่งประกายขึ้นขณะกำลังมองไปที่กล่องใส่เงินไม่สิ ต้องบอกว่าดวงตาของทั้งห้าคนต่างหาก
ยุ่งมาทั้งวันในที่สุดก็ถึงเวลานับผลแล้ว
เซี่ยงเหมยหยิบตะกร้าใส่เงินขึ้นมาแล้วเปิดฝาออกจากนั้นก็เทมันลงบนเตียง ธนบัตรหลากสีสันจำนวนนับไม่ถ้วนค่อยๆ ร่วงลงบนเตียงทันที
ทั้งซย่านีและเซี่ยงเหมยต่างก็พากันกลั้นหายใจอย่างตื่นเต้นและประหม่าในเวลาเดียวกัน
“ว้าวเงินเยอะมากเลย!”
ซ่งวั่งซูร้องอุทานอย่างตื่นเต้น เสียงนั้นทำลายความเงียบลงในที่สุด
ซย่านีระงับความตื่นเต้นของตนเองก่อนจะแบ่งเงินออกเป็กองๆตามมูลค่าบนธนบัตร จากนั้นก็มอบเงินจำนวนเล็กน้อยให้กับซ่งตงซวี่ส่วนที่เหลือก็แบ่งออกเป็สามกองคือให้ตัวเองกับเซี่ยงเหมยและสุดท้ายให้ซ่งวั่งซูอย่างละเท่าๆกัน
ซย่านีทำยางรัดผมแบบลูกไม้ได้ไม่มากนักมีทั้งหมดสามร้อยกว่าชิ้นซึ่งราคาจะอยู่ชิ้นละหนึ่งหยวนแต่ว่าหนังยางรัดผมแบบลูกไม้นี้ยังจับคู่ขายรวมกันกับแบบรุ่นธรรมดาที่ราคาสามเหมาอีกอยู่ประมาณสามร้อยกว่าชิ้น แค่หนังยางรัดผมรุ่นธรรมดามีประมาณห้าร้อยกว่าชิ้นที่ขายในราคาห้าเหมาเจ็ดเหมา หรือหนึ่งหยวนไล่ไปตามลำดับ
พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยนั้นเก่งเื่การเจรจาต่อรองมากดังนั้นซย่านีจึงตั้งราคาเท่าไหร่ก็จะขายเท่านั้น
ซ่งตงซวี่นับเงินอย่างรวดเร็ว “แม่ที่ผมมีธนบัตรสามัคคียิ่งใหญ่[1] ตั้งสิบห้าใบแน่ะ!”
จากนั้นซ่งวั่งซูก็นับเงินบ้าง“ส่วนที่หนูก็มีธนบัตรห้าหยวนยี่สิบสามใบกับธนบัตรสองหยวนอีกเจ็ดสิบเจ็ดใบเชียวนะ”
ทางด้านเซี่ยงเหมยก็กล่าวขึ้นบ้าง“ส่วนฉันก็มีธนบัตรหนึ่งหยวนอยู่สองร้อยสิบสองใบ”
ในที่สุดซย่านีก็นับเงินเสร็จเธอกล่าวขึ้น “ที่ฉันมีธนบัตรห้าเหมาทั้งหมดร้อยใบกับธนบัตรสองเหมาอีกสี่สิบหกใบและหนึ่งเหมาอีกหกสิบเจ็บใบ”
หลังจากบวกยอมรวมของแต่ละกองแล้ววันนี้พวกเขาก็ทำเงินได้ทั้งหมด ห้าร้อยยี่สิบเจ็ดหยวนกับอีกเก้าเหมา!
เรียกได้ว่าพวกเขารวยขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืนกันเลยทีเดียว!
ซย่านีรู้ว่าการทำธุรกิจจะสร้างรายได้ให้กับเธอแต่ก็ไม่คิดว่าจะทำได้มากขนาดนี้ต่อให้เธอแบ่งเงินครึ่งหนึ่งให้เซี่ยงเหมยแต่เธอก็ยังมีเงินเหลืออยู่ในมืออีกสองร้อยหกสิบกว่าหยวน
หลังจากทำงานอย่างหนักมาตลอดสามวันเธอก็ทำเงินได้สุทธิกว่าสองร้อยหกสิบหยวน!ในปัจจุบันนี้เหล่านักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาและเข้าทำงานในบริษัทนั้นแต่ละเดือนยังได้เงินเดือนเพียงสี่สิบกว่าหยวนเท่านั้นเอง
มิน่าเล่าพักหลังๆมาถึงมีคนเป็จำนวนมากลาออกจากโรงงานแล้วหันมาทำธุรกิจแทน นั่นก็เพราะว่าการทำธุรกิจนั้นได้กำไรมากกว่าจริงๆ
ทุกวันนี้บ้านตระกูลซ่งปฏิบัติต่อพวกเธอแม่ลูกเหมือนเป็อากาศแม่สามีอย่างหวังซิ่วอิงก็ดุด่าเธออยู่บ่อยครั้ง เธอมีเงินจำนวนมากขนาดนี้อยู่ในมือตอนนี้เธอสามารถวางแผนย้ายออกจากบ้านตระกูลซ่งได้แล้วสินะ
หลังจากนั้นเธอก็จะสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกๆได้แล้ว! ในอกของซย่านีเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจบรรยายได้
แม้แต่ทารกน้อยที่เด็กที่สุดในบ้านอย่างซ่งซิงเหอเองก็พลอยเคลิ้มไปกับบรรยากาศภายในบ้านด้วยเช่นกันจนเขาหัวเราะเอิ้กๆ ขึ้นมา
“หาเงินได้แล้ว!ซิงซิงน้อยของแม่ก็ดีใจเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ?” ซย่านีลูบหน้าผากของลูกชายอย่างมีความสุขนั่นทำให้ซิงซิงยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้นเช่นกัน เขาเตะป่ายมือเท้าน้อยๆ ของตนเองไปมา
เซี่ยงเหมยเองก็รู้สึกตื่นเต้นมากเธอดึงซย่านีเข้าหาตัวพลางกล่าวว่า “พวกเรารีบไปทำงานกันเถอะ วันนี้ทำให้เยอะหน่อยพรุ่งนี้จะได้เอาไปขายกัน!”
สินค้าหนึ่งพันกว่าชิ้นก็ขายได้ห้าร้อยกว่าหยวนแล้ววันนี้หากตอนกลางคืนพวกเธอสองคนทำงานกันจนล่วงเวลาเหมือนเมื่อวาน ก็จะทำสินค้าออกมาได้อีกหนึ่งพันชิ้นหากสามารถขายได้ก็จะมีเงินอีกห้าร้อยหยวน สองวันรวมกันก็จะเป็หนึ่งพันหยวน!เซี่ยงเหมยแต่งงานกับเฝิงหย่งมาหลายปีมาแล้วเงินรวมกันแล้วยังมีเก็บไม่ถึงพันหยวนเลย
“พี่สะใภ้ยังไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกนะคะ”ซย่านีนับเงินออกมาจากกองสองร้อยห้าสิบหยวนแต่พอลองคิดดูแล้ว สองร้อยห้าสิบ[2]ฟังดูไม่ค่อยดีนัก เธอจึงนับเงินออกมาอีกหนึ่งหยวนรวมทั้งหมดเป็เงินสองร้อยห้าสิบเอ็ดหยวนจากนั้นก็ยัดเงินใส่มือของเซี่ยงเหมย“พี่สะใภ้ นี่เป็เงินส่วนแบ่งของพี่นะ ฉันเองก็จะเก็บไว้สองร้อยห้าสิบเอ็ดหยวนเหมือนกันส่วนที่เหลืออีกยี่สิบห้าหยวนกับอีกเก้าเหมานั้นฉันจะเอาไว้ซื้อวัสดุอย่างพวกผ้ากับหนังยางนะคะ พี่คิดว่าอย่างไรบ้าง?”
“ไม่ได้ๆ!”เซี่ยงเหมยรีบผลักเงินออกจากตัว เธอรู้สึกว่าเงินก้อนนี้ร้อนจนแทบลวกมืออยู่แล้ว“ธุรกิจนี้ก็ได้เธอเป็คนเสนอแถมเธอยังเป็คนต้นคิดการทำยางรัดผมนี้ขึ้นมาอีกฉันเป็แค่คนช่วยเท่านั้นจะรับเงินมากขนาดนี้จากเธอได้อย่างไร? ไม่ได้ๆ ไม่ได้เด็ดขาด”
ซย่านีหันไปกล่าวกับพี่สะใภ้เซี่ยงเหมยว่า“แม้ว่าฉันจะเป็คนเสนอธุรกิจนี้ขึ้นมาแต่ก็ต้องมีพี่สะใภ้เซี่ยงเหมยคอยสนับสนุนฉันอีกแรงด้วยธุรกิจนี้ถึงจะดำเนินต่อไปได้” เธอมีสีหน้าลำบากใจ “พี่ก็รู้สถานการณ์ที่บ้านของฉันดีนี่คะหากไม่มีพี่ฉันเองก็คงได้แค่คิดแต่ไร้กำลังที่จะทำ ดังนั้นพี่รับเงินนี้ไว้เถอะนะพี่สมควรได้รับมันแล้ว”
เซี่ยงเหมยยังคงปฏิเสธและส่ายหน้ารัวๆ“น้องสาวเอ๋ย เธอไม่ควรคิดแบบนี้เลยจริงๆ ถึงจะไม่มีฉันเธอเองก็สามารถหาคนอื่นมาช่วยเธอได้ไม่มีใครยอมพลาดการทำธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้มากแบบนี้หรอก แค่เธอนึกถึงฉันแล้วยินดีพาฉันไปหาเงินกับเธอฉันก็พอใจมากแล้วเพราะฉะนั้นแล้วฉันไม่กล้าแบ่งเงินนี้เท่าๆ กับเธอหรอกนะ”
“แต่ว่า ตอนที่ธุรกิจนี้ยังไม่ทันได้เริ่มใครเล่าจะรู้ว่ามันจะทำเงินได้มากขนาดนี้จริงไหมคะ?”
“หากเป็ธุรกิจอื่นฉันก็คงอาจจะลังเลอยู่บ้างแต่ธุรกิจของเธอนั้นได้ลงทุนซื้อวัสดุอย่างพวกหนังยางรัดผมหรือเศษผ้าอะไรเสร็จสรรพไปแล้วฉันแค่ให้เธอยืมจักรเย็บผ้าและช่วยเธอทำงานแค่วันสองวันเองนะเธอไม่จำเป็ต้องแบ่งเงินให้ฉันเลยด้วยซ้ำแถมไม่ต้องควักเงินตัวเองออกมาช่วยธุรกิจนี้อีกใครบ้างจะไม่อยากร่วมทำธุรกิจแบบนี้กันเล่า?”
ไม่ใช่ว่าเซี่ยงเหมยไม่ชอบเงินแต่ว่าเธอไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นเงินนี้มันร้อนมือเกินไป หากเธอรับมันไว้จริงๆ เช่นนั้นจากนี้ไปเธอก็คงไม่สามารถสู้หน้าซย่านีไปชั่วชีวิตได้เธอยังอยากส่งต่อคุณธรรมแบบนี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป เธอไม่อาจทำตัวเป็คนชั้นต่ำที่ละโมบโลภมากได้หรอก
ซย่านีไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมาต่อต้านเซี่ยงเหมยได้เลยดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงเก็บเงินนี้ไว้ชั่วคราวก่อน ไม่ว่าอย่างไรธุรกิจนี้ก็ต้องมีกฎในการแบ่งเงินกันเธอคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ไม่สู้พวกเราเอาแบบนี้ดีไหมคะ พวกเราแบ่งเงินกันสี่ต่อหกดีหรือไม่? ฉันเป็คนต้นคิดเื่การทำธุรกิจหนังยางรัดผมนี่ ก็แบ่งให้ฉันสองส่วนแล้วอีกแปดส่วนที่เหลือพวกเราก็แบ่งกันคนละครึ่งๆพี่สะใภ้เซี่ยงเหมยอย่าเพิ่งปฏิเสธฉันเลยนะ พี่ฟังฉันพูดก่อน แม้ว่าฉันจะเป็คนซื้อวัสดุอย่างหนังยางกับเศษผ้าพวกนี้มาแต่พี่ก็เป็คนให้ยืมจักรเย็นผ้านะคะอีกอย่างพวกหนังยางรัดผมพันกว่าชิ้นที่ขายได้นั้นพวกเราสองคนเป็คนช่วยกันทำ พูดมาถึงตรงนี้แล้วพวกเราก็แบ่งเงินกันตามนี้เถอะนะ ถึงอย่างไรพวกเราสองคนก็ต่างพยายามกันทั้งคู่”
“อีกอย่างนะคะหากพวกเราผลิตสินค้าได้เยอะขนาดนี้และขายยางรัดผมได้จำนวนมากแบบนี้ในทุกๆ วันผ้าที่ฉันได้มาก็คงใกล้จะหมดเต็มที ฉันว่าต่อไปในวันข้างหน้าฉันก็คงไม่มีทางหาเศษผ้าพวกนี้มาได้แล้วล่ะสุดท้ายก็ต้องพึ่งพาพี่เฝิงหย่งอยู่ดี”
“หากเป็เช่นนี้ต่อไปฉันอาจจะเป็คนได้เปรียบก็ได้นะ”
เซี่ยงเหมยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เธอก็ยังรู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์มากกว่าอยู่ดีอย่างไรหากไม่มีซย่านีเธอก็คงไม่มีทางหาเงินได้สักแดงเดียวแต่พอเห็นว่าซย่านียังคงยืนกรานหนักแน่นเซี่ยงเหมยก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกจึงได้แต่ยอมเห็นด้วยแต่โดยดี
หลังจากนั้น ก็เป็เวลาแบ่งเงินกันอย่างมีความสุข
[1] ธนบัตรสามัคคี 大团结หรือ ธนบัตรสามัคคีอันยิ่งใหญ่คือธนบัตรในปี 1990 มีรูปคนงาน ชาวนา และทหารอยู่ด้านหน้าเทียบเท่ากับเงินสิบหยวน
[2] สองร้อยห้าสิบ 二百五 มีค่าเท่ากับเงินครึ่งซอง (半封) ซึ่งเป็คำพ้องเสียงกับคำว่า ‘กึ่งบ้า’(半疯) หมายถึงบุคคลที่โง่เขลาและประมาท