ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 ทฤษฎีสมคบคิดของฮวาเหยียน

            จีอู๋ซวงโหยหวนหน้าตาสง่างามแพรวพราวที่เหมือนสุนัขจิ้งจอกของเขา เมื่อบ่นน้อยใจก็ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

            ฮวาเหยียนเหลือบมองดวงตาที่จ้องจนตาเขียวคู่นั้นพลางรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้างนางก็มิได้ใช้กำลังมากมายอันใดเสียหน่อย

            “ไม่ชดเชยก็มิเป็นไรแม่นางเหยียน เช่นนั้นเจ้าแนะนำนักปรุงยาเปี่ยมพรสวรรค์ผู้นั้นให้ข้าแทน ดีหรือไม่?”

            “เฮอะ...”

            เมื่อรู้ว่าเขายังคงยึดติดถึงเรื่องนี้ฮวาเหยียนก็เหยียดนิ้วออกก่อนจะโบกมือไปมา เป็นเชิงว่าไม่มีทาง

            อีกด้านหนึ่งหยวนเป่าก็แอบเขียนคำลงบนฝ่ามือของฮวาเหยียนอย่างเงียบเชียบฮวาเหยียนเข้าใจในทันที ดวงตาแมวหรี่ลง “ได้ยินว่าตอนข้าออกไปจากร้านท่านจัดการประมูลเล็กๆ ขึ้น ทั้งฉุกเฉินและรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ท่านนำโอสถที่ข้าขายให้ออกไปประมูลใช่หรือไม่?”

            “อ้อ...มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงๆ”

            จีอู๋ซวงพยักหน้าเขามิได้ปฏิเสธ แต่ถึงจะปฏิเสธไปก็ไม่มีประโยชน์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แค่สอบถามก็ย่อมทราบได้

            “ข้าได้ยินมาว่าท่านขายได้เงินมามิน้อยเลยจีอู๋ซวง นับว่าข้ามองไม่ออกจริงๆ ว่าท่านจะชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้ ยามข้าเสนอราคาให้แก่ท่านข้ายังคิดว่าท่านช่างเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ทว่าที่แท้แล้วจิตใจท่านกลับดำไปถึงกระดูกแค่พลิกฝ่ามือก็ทำกำไรได้มากกว่าสามถึงสี่เท่า”

            “แม่นางเหยียนคำพูดนี้ของเจ้าออกจะ...”

            ได้ยินฮวาเหยียนกล่าวโดยใช้เหตุผลกับเขาชายหนุ่มก็พ่นเสียงหัวเราะเย็นชา เขาดึงพัดออกมาจากด้านหลังคอเสื้อแล้วกางออก เกิดเป็นภาพที่งดงามยิ่ง ก่อนจะได้ยินเขากล่าวว่า“มิเช่นนั้นข้าจะเป็นพ่อค้าได้อย่างไร ทว่าข้าดีกับแม่นางเหยียนแล้วจริงๆราคาของเจ้าสูงลิบ เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว พวกเขาได้ราคาเพียงครึ่งหนึ่งของเจ้า”

            สิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง

            อีกทั้งยามที่เขาเสนอราคาให้กับฮวาเหยียน นางเองก็พึงพอใจเช่นกัน

            “ย่อมได้เช่นนั้นคราหน้าที่ข้าขายโอสถให้แก่ท่าน ข้าจะไม่ขายให้ท่านโดยตรงแต่ข้าจะจัดประมูลขึ้นมาด้วย ในต้าโจวนี้มีคนรวยมากมายทว่าของดีกลับมีไม่มาก”

            เมื่อจีอู๋ซวงได้ยินคำพูดของฮวาเหยียนหัวใจของเขาพลันเต้นผิดจังหวะ ชายหนุ่มโน้มตัวไปตรงหน้าฮวาเหยียน ก่อนเอ่ยว่า “แม่นางเหยียน เจ้ายังมีโอสถอื่นอีกหรือ?”

            ดวงตาคู่นั้นร้อนระอุฮวาเหยียนรู้สึกว่าอีกครู่หนึ่งเขาจะจู่โจม

            “มีไม่น้อยเลยทีเดียว”

            ฮวาเหยียนเลิกคิ้วน้ำเสียงของนางไม่อาจซ่อนความอันธพาลเอาไว้ได้ ทั้งยังแฝงความอวดดีเอาไว้ด้วย

            ทว่านางก็มีไม่น้อยเลยจริงๆบุตรชายของนางคือนักปรุงยาอัจฉริยะ ขอแค่มีวัตถุดิบ จะมียาใดที่กลั่นออกมาไม่ได้เล่า?

            นั่นเป็นเงินจำนวนมหาศาลเชียวนะ

            หึๆๆๆ...

            คิดถึงฉากที่นางจมลงไปในกองขุมทรัพย์ทองคำและเงินฮวาเหยียนก็อยากจะหัวเราะออกมาเสียงดังแล้ว

            การเจรจาตลอดไม่กี่วันที่ผ่านมาจีอู๋ซวงพบว่าสตรีผู้นี้มิใช่คนประเภทขี้โม้โอ้อวด เขาสนใจในตัวแม่นางผู้นี้และที่สนใจยิ่งกว่าคือนักปรุงยาอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังนาง ทว่าเขาก็หาทางออกได้แล้วเช่นกันแม่นางผู้นี้คล้ายว่าจะเป็นทาสของเงิน

            ในเมื่อนางพูดออกมาเช่นนี้ย่อมหมายความว่า...

            “แม่นางเหยียนเงินที่ได้จากการประมูลเมื่อสักครู่ ข้าแบ่งให้เจ้าหนึ่งส่วนจากสิบส่วนดีหรือไม่?”

            จีอู๋ซวงลองโยนเหรียญถามทาง

            เขาคิดว่าฮวาเหยียนจะตอบตกลงทันทีแต่พริบตาต่อมากลับเห็นนางโบกมือส่ายหัว ก่อนเอ่ยว่า “มิจำเป็นข้าขายให้ท่านในราคานั้นไปแล้ว เงินที่ท่านขายได้ย่อมเป็นของท่าน แม้ข้าจะอิจฉาตาร้อนแต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะถามหาเงินจากท่านอีก ขายไปแล้วก็คือขายไปแล้วข้าจะไม่ข่มขู่รีดไถ่เงินจากท่าน”

            จีอู๋ซวงตกใจ

            เขามองฮวาเหยียนเห็นว่าน้ำเสียงของนางจริงจัง มิได้พูดไปตามมารยาท

            ชายหนุ่มหัวเราะเสียงต่ำในช่วงเวลานั้นเองที่เขารู้สึกว่าฮวาเหยียนหาใช่คนธรรมดา

            สตรีผู้นี้ คิดว่ามองนางออกแล้วหรือ? เพียงนางหันหลัง กลับพบว่ามิเคยรู้จักนางเลย

            ทั้งที่คิดว่านางเป็นทาสเงินแต่นางกลับไม่โลภในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง นางเป็นสตรีที่มีหลักการ มีบางสิ่งที่ยึดมั่นหากต้องการก็กล่าวอย่างใจกล้าเปิดเผยและไม่เคยปิดบัง

            “แต่ข้าต้องการเจรจาเงื่อนไขหนึ่งกับเจ้า...”

            ดวงตาของฮวาเหยียนกลอกไปมาส่องประกายความคิดบางอย่าง

            เวลานี้ดูเหมือนร่างกายของนางเปล่งประกายด้วยแสงแห่งปัญญาและความฉลาดเฉลียว

            “เงื่อนไขใดหรือ?”

            จีอู๋ซวงเอ่ยถามโดยไม่รู้ตัว

            “พวกเรามาลงนามในสัญญากันเถิดภายหน้าไม่ว่าข้าจะมีสมบัติชั้นดีหรือโอสถล้ำค่าใด ข้าก็จะขายให้หออู๋หมิง ทว่าหออู๋หมิงต้องให้ส่วนแบ่งแก่ข้าหนึ่งในสิบ...”

            “ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบหรือ?”

            ความประหลาดใจของจีอู๋ซวงเผยให้เห็นบนใบหน้าของเขา

            เขายังคงประเมินฮวาเหยียนต่ำไปสตรีผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เพียงไม่นานก็จับจ้องส่วนแบ่งของหออู๋หมิงแล้วความทะเยอทะยานนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก

            แน่นอนว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่มิได้ต้องการอันใดมากมายนางปรารถนาเพียงส่วนแบ่งหนึ่งในสิบเท่านั้น ทว่ากำไรส่วนนี้ที่ถูกแบ่งให้นางทุกปีย่อมเป็นเงินจำนวนมหาศาล

            ยอดเยี่ยมเก่งกาจนัก ช่างมองการณ์ไกลเหลือเกิน

            เมื่อเห็นอากัปกิริยาที่ทั้งตกใจและชื่นชมของจีอู๋ซวง ฮวาเหยียนก็กะพริบตา ก่อนกล่าวว่า “ท่านกลับไปคิดให้รอบคอบว่าเรื่องนี้ทำได้หรือไม่ในภายภาคหน้าข้าสามารถนำสินค้าชั้นดีออกมาได้อีกไม่น้อยอีกทั้งฐานะของหออู๋หมิงในเมืองหลวงนั้น มิต้องพูดก็เข้าใจ แต่เห็นได้ชัดว่าร้านที่ทำธุรกิจเช่นนี้มิได้มีแค่แห่งเดียวจากที่ข้าตรวจสอบมาร้านที่ทำการค้าซื้อมาและจัดประมูลเพื่อขายไปเช่นหออู๋หมิงยังมีอีกสองร้านในวันหน้าถ้าข้ามีโอสถชั้นยอดและเกิดเหตุการณ์ประมูลเช่นวันนี้อีกหากเป็นสองร้านนั้นที่ได้โอสถชั้นเยี่ยมนี้ไปพวกเขาย่อมมิให้ราคาที่ต่ำแก่ข้าแน่นอนทว่ากลับกันแล้วพวกเขาย่อมสามารถดึงรายได้จากหออู๋หมิงไป และบางคราพวกเขาอาจใช้โอกาสนี้ในการสร้างชื่อเสียงให้ตนเองด้วยถึงยามนั้นความสูญเสียที่หออู๋หมิงต้องเผชิญย่อมมีมากขึ้น”

            ฮวาเหยียนค่อยๆเอ่ยปากชี้นำพลางใช้ดวงตาจ้องมองจีอู๋ซวงผ่านผ้าโปร่งบาง แม้จะพร่ามัวแต่มิอาจซ่อนประกายแห่งปัญญาไว้ได้

            จีอู๋ซวงย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่นางพูดมิใช่ข่าวที่แสร้งปล่อยเพื่อข่มขวัญ และยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของสตรีที่อยู่ตรงหน้าไม่ต้องพูดถึงตัวตนของนางที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับอาหาน เมื่อรวมเข้ากับนักปรุงยาอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังนางอีกทั้งขุมทรัพย์เหล่านั้น...

            มีเพียงจุดนี้แค่ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบเท่านั้น กรณีนี้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จะกลายเป็นผู้ที่ได้รับการแบ่งสันกำไรจากหออู๋หมิงเช่นนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะยิ่งใกล้ชิดมากขึ้น การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของที่สุดในตอนนี้

            พิษร้ายแรงที่สามารถคร่าชีวิตของอาหานไปได้นั้น ต้องพึ่งพาสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขา

            ใช้เวลาคิดไม่นานจีอู๋ซวงก็พยักหน้า ก่อนกล่าวว่า “ตกลง”

            “หืม?”

            คำตอบรับที่ตรงไปตรงมาและรวดเร็วยิ่งกลับทำให้ฮวาเหยียนตกตะลึงนางมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาเคลือบแคลง ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายกล่าวอย่างไร้ยางอายว่า “แม่นางเหยียน มิต้องเอ่ยว่าเจ้าต้องการส่วนแบ่งเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นหากเจ้าปรารถนาตัวข้า หลงจู้จีผู้นี้ ข้าก็พร้อมที่จะร่วงลงสู่อ้อมแขนของเจ้าโดยไม่ลังเล”

            เจ้าสารเลวผู้นี้...

            ฮวาเหยียนพ่ายแพ้แล้ว

            ดวงตาคู่เล็กของหยวนเป่าพุ่งตรงไปที่จีอู๋ซวงเด็กน้อยแย้มยิ้มเปล่งประกายดั่งวสันตฤดู

            “มิปรึกษาผู้เป็นนายที่อยู่เบื้องหลังท่านสักหน่อยหรือ?”

            ฮวาเหยียนเอ่ยปากถามด้วยเกรงว่าจีอู๋ซวงจะเล่นกลอุบายกับนาง

            “มิต้องเรื่องเล็กแค่นี้ให้ข้าตัดสินใจเองเป็นพอ”

            จีอู๋ซวงโบกมือสามารถเรียกได้ว่าเป็นท่าทางส่งๆ

            ฮวาเหยียนรู้สึกเหมือนนางกำลังฝันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจีอู๋ซวงจะยอมตกลงง่ายดายเพียงนี้ เขาควรต้องปรึกษาเรื่องนี้กับผู้เป็นนายที่อยู่เบื้องหลังจึงจะถูกเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาคือเจ้านายตัวจริงของหออู๋หมิง?

            มิใช่กระมัง เป็นเขากล่าวออกมาเองว่ามีอีกคนอยู่เบื้องหลังเขา...

            การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นฮวาเหยียนมักเกิดภาพลวงตาว่านางตกหลุมพรางบางอย่าง

            จีอู๋ซวงผู้นี้ไม่ถามสักคำว่านางมีฐานะใดก็ตกลงมอบส่วนแบ่งหนึ่งในสิบของหออู๋หมิงให้แก่นางแล้วเหตุใดจู่ๆ นางจึงรู้สึกว่านี่คือทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดเล่า?

    คล้ายกับเรื่องชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน