ศิษย์ทั้งสองคนเมื่อได้ฟังเช่นนั้นทั้งคู่ก็ถึงกับผวาตื่นใสีหน้าดูหวาดกลัวเป็อย่างมากเพราะระดับพลังปราณิญญาขนาดนี้ มันไม่ใช่ระดับขั้นอย่างพวกเขาที่จะสามารถหาญกล้าตอแยด้วยไม่
ทั้งสองถอยก้าวห่างจากอาจารย์ออกไปอีกห้าก้าวด้วยท่าทีที่ตื่นตระหนกหนักยิ่งขึ้น
ก่อนที่พวกเขาจะหันซ้ายแลขวามองกวาดสายตาไปรอบๆ วงกลมพลังธาตุเวท ส่วนแขนทั้งสองก็ยื่นเหยียดตรงมือทั้งคู่ก็งองุ้มกางกรงเล็บนิ้วเพื่อเตรียมรับการปะทะที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ทว่าเม็ดเหงื่ออันเย็นเยียบมันกับไหลชโลมอาบแผ่นหลังอย่างไม่ได้ตั้งใจประกายั์ตาที่เคยเย่อหยิ่งอวดดีก่อนหน้านั้นของพวกเขาพลันก็ดับวูบลงราวกับแสงเทียนที่ใกล้จะมอดลงอยู่ริบหรี่ขณะเดียวกันสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ดูหวาดกลัวสูงยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะระดับพลังปราณิญญาของบุคคลผู้นี้กลิ่นอายนั้นนับได้ว่า เริ่มจะเขาใกล้ถึงเป้าหมายที่สามารถก้าวข้ามเข้าสู่ขั้นปลายสุดแล้วซึ่งนั้นนับว่าเป็ระดับพลังขั้นสุดท้ายในขั้น ‘พลังปราณิญญาระดับสองดารา’ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ขั้น ‘พลังปราณิญญาระดับสามดารา’ต่อไป
นับได้ว่าเขาเป็ผู้ที่มีพลังปราณิญญาอันสูงส่งซึ่งจัดอยู่ลำดับต้นๆ ของดินแดนแห่งนี้ก็ดูจะไม่เกินเลยไปนัก
ในขณะที่ทั้งสามยังตกอยู่ในภวังค์ตาข่ายเวทอสนีบาต มันเองก็เริ่มก่อตัวครอบคลุมไขว้สานกันเร็วขึ้นกระทั่งกลายเป็วงกลมขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้อมกรอบบุคคลทั้งสามเอาไว้ด้านในอย่างน่าสะพรึงซึ่งกลายเป็ว่าพวกเขาทั้งหมด ต้องติดอยู่ในห้วงแห่งลูกบอลเวทมรณะที่อาจจะต้องจบชีวิตลงอย่างแน่แท้ในเวลานี้
และเส้นสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่นั้นก็แผ่ปกคุลมไปทั่วทั้งวงกลมตาข่ายเวทอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
กระทั่งทำให้มวลอากาศที่พวกเขาสูดหายใจเข้าไปเพื่อที่จะรับเอาอากาศบริสุทธิ์อยู่ด้านในถึงกับทำให้ทั้งสามคนดูหวาดหวั่นทุกข์ระทม และเริ่มอึดอัดหายใจลำบากเป็อย่างมาก
นี้เป็ตาข่ายเวทอสนีบาตที่น่ากลัวยิ่งและมันยังสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้นับเรือนหมื่นเรือนแสนในชั่วแค่ไม่กี่อึดใจ หากแม้นว่ามันมีความกว้างที่มากพอและ ‘พลังธาตุเวท’ ที่นำมาใช้มีระดับขั้นสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัว!
ชายชรารวบรวมสติอย่างยากลำบากและยังไม่มั่นคงมากนัก เขาพลางหลับตาลงแล้วเพ่งสมาธิจิตเพื่อสงบใจชั่วขณะก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วกล่าวออกมา แต่ทว่าท่าทีและใบหน้าของเขากลับดูเป็กังวลไม่น้อย
“ทั้งสองคนมายืนอยู่ข้างหลังข้าเดี๋ยวนี้!”
หลังจากสับสนวุ่นวายกันอยู่พักหนึ่งเมื่อได้ฟังคำสั่งนั้นแล้ว ศิษย์ทั้งสองคนก็รีบพุ่งตัวเข้ามาใกล้เขาทันทีโดยทั้งสามยืนชิดหลังพิงชนกันก่อนที่ชายชราจะยื่นเหยียดกางแขนของตนออกไปในแนวระนาบ พลันก็บังเกิด ‘วงแหวนดาราจักร’ สองชั้นสีฟ้าปรากฏขึ้นล้อมรอบพวกเขาเอาไว้ภายใน แล้วร่างทั้งหมดของพวกเขาก็เริ่มหมุนเคว้งเป็วงกลมขึ้นมาอย่างช้าๆ
ชายชราเชิดหน้าเล็กน้อยสูดหายใจเข้าลึกั์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ก่อนคำรามลั่นเสียงดังก้องกังวานขึ้น
“หมื่นกระบี่วายุโปรย!!!”
ขณะเดียวกันแค่ชั่วกะพริบตา
หลังจากที่ใช้เคล็ดวิชาธาตุเวท ‘หมื่นกระบี่วายุโปรย’ วงแหวนิญญาสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของเขาสองวงฉับพลันก็ปรากฏเกิดลมพายุขึ้นมาหอบใหญ่ หมุนวนล้อมรอบพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้ด้านในโดยที่มันเริ่มจากหมุนอย่างช้าๆ เพียงชั่วไม่ถึงสามลมหายใจ พายุลูกนั้นก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆและเริ่มเร็วขึ้น! เร็วขึ้น!! เร็วขึ้น!!! จนกระทั่งเกิดเป็แกนพายุขนาดใหญ่ที่เริ่มโหมกระหน่ำหมุนวนอยู่รอบตัวของพวกเขาอย่างบ้าคลั่งและหมุนวนอยู่ภายในก้อนกลมของตาข่ายเวท
พลัน ‘พลังปราณิญญา’ ของทั้งสามคน ที่ได้หล่อหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ก็ทำให้อากาศในแกนพายุฉีกกระจายแตกออกเป็ลิ่วลิ่มในทันที ราวกับว่าในตอนนี้ เหมือนมีมีดบินขนาดเล็กนับหมื่นนับแสนเล่มได้พวยพุ่งออกมาจากแกนพายุหมุน
ทันใดนั้นมีดบินโปร่งแสงเลือนรางจำนวนมากมายราวกับว่าเป็ห่าฝนมีดบินก็ได้พุ่งหวีดหวือเข้าเสียบปะทะกับตาข่ายอสนีบาตอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็แสงระยิบระยับราวกับพลุไฟ ที่มันถูกจุดพร้อมกันเป็หมื่นพันดอกใน่ชั่วเวลาแค่ไม่ถึงอึดใจ
จนทำให้เกิดเสียงะเิถี่รัว ดังก้องกังวานสะท้อนไปทั่วทั้งท้องฟ้าเบื้องบนและหุบเขาเบื้องล่าง
มีดบินโปร่งแสง ที่เกิดจากเคล็ดวิชาธาตุเวทระดับสองวิถีพุ่งเสียบตาข่ายเวทวงกลมนั้นเล่มแล้วเล่มเล่า เพียงชั่วแค่กะพริบตาครั้งเดียว ก็สามารถพุ่งเสียบซ้ำที่รอยเดิมถึงร้อยเล่ม!
และแล้วเมื่อตาข่ายเวทนั้นถูกปะทะซ้ำที่เดิมบ่อยๆเข้า เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงสิบลมหายใจ มีดบินที่เกิดจากพลังธาตุเวทนั้นก็ทำให้ม่านเวทวงกลมเกิดเป็รอยร้าวปริแตกดั่งใยแมงมุมขนาดประมาณคืบมือ และเมื่อม่านพลังเวทเริ่มกระเพื่อมไหวสุดแรงก็พลันส่งเสียงครางกระหึ่มออกมา
แต่ทว่า....ไม่เพียงแค่นั้น?
เพราะมีดบินเวทิญญา ก็ยิ่งย้ำซ้ำเข้าที่เดิมหนักขึ้นเข้าไปอีกมันก็ยิ่งเกิดเป็รอยแผลร้าวแตกออกมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรูของมันกว้างเท่ากับลำตัวคนพอที่จะสามารถพอเล็ดลอดผ่านไปได้ ซึ่งรูที่ปริแตกนั้น มันก็เริ่มกระจายไปทั่วทั้งวงกลมตาข่ายเวทราวกับเหมือนรังผึ้งในอีกไม่นาน
เสียงปังดังขึ้นเป็ระลอก แล้วกระจายแผ่ตามติดออกเป็วงกว้างอย่างรวดเร็วจนกระทั่งผนึกม่านเวทนั้นสลายหายไป
เม็ดเหงื่อมากมายได้ผุดไหลซึมหยดผ่านคิ้วของทั้งสามคนและมันมากพอที่จะทำให้ใบหน้าพวกเขา ต่างชโลมไปด้วยเม็ดเหงื่อของตนจนแทบยากจะหลับตาในขณะที่แต่ละคนก็ดูเหนื่อยหอบเป็อันมาก แต่ทว่าสีหน้า ก็พลันกลับดูมาผ่อนคลายยินดีลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเมื่อตาข่ายเวทอสนีบาต มันได้มลายสลายหายไปพร้อมกับก้อนเรืองแสงสีเหลืองแล้วะเิแตกกระจายหายไปในอากาศ
ชายชราสูดหายใจยาวลึกขึ้นในทันทีก่อนขบกรามแน่น พลางเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำสั่นเครือในลำคอ
“อาวุธเวทิญญาชิ้นนี้ของมันร้ายกาจไม่น้อยเลยทีเดียวถึงแม้ว่าพลังที่ใช้ขับเคลื่อนเหนี่ยวนำนั้นของมัน จะอยู่ในแค่ปราณิญญาระดับสองดาราก็จริงแต่ก็รับมือได้ยากยิ่งนัก!”
หลังจากที่เขาได้ลดแขนทั้งสองข้างลงด้วยอาการสั่นเทาแต่สีหน้าก็ยังมืดทะมึนไม่จางหาย พร้อมกับเม็ดเหงื่อเท่าถั่วเขียวไหลหยดลงปลายคางก่อนพลางจะเอามือขวากุมไปที่หน้าอกของตนแล้วไอเบาออกมาสองสามครั้งด้วยความยากลำบากพร้อมกับมีโลหิตสีเข้มไหลซึมเล็กน้อยที่มุมปากทั้งสองข้าง จนทำให้ศิษย์ทั้งสองคนผวาใ
“ท่านอาจารย์!...ท่านาเ็มากหรือไม่?”
ศิษย์ทั้งสองแสดงทีท่าเป็ห่วงอย่างมากและสีหน้าของพวกเขาก็ดูเป็กังวลไม่น้อย กับอาการาเ็ของอาจารย์
ชายชราไม่ได้กล่าวตอบแต่อย่างใดเขาเพียงแค่ยกมือขึ้นโบกสะบัดไปมาเหนือศีรษะของตนเอง
ก่อนที่ทั้งสามคนจะค่อยๆร่อนตัวลงบนพื้นอย่างช้าๆ
หลังจากลงมาถึงพื้นเบื้องล่าง
ชายชราและศิษย์ทั้งสองคนจึงรีบนั่งหลับตาลงขัดสมาธิ ต่างคนก็ต่างหยิบ ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ ถือไว้ในมือ แต่ทว่ามีสีสันที่ดูแตกต่างกันออกไปรวมทั้งขนาดด้วยก็เช่นกัน เพื่อใช้ดูดซับปรับพลังปราณิญญาในร่างกายของตนหลังจากที่สูญเสียพลังนั้นไปในการต่อสู้
หลังจากผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม
ชายชราพลางเชิดหน้าสูดหายใจเข้าลึกหนักๆอีกครั้งหนึ่ง แล้วผ่อนลมหายใจยาวออกมาก่อนจะกล่าวถามอาการาเ็ของศิษย์ทั้งสองคนออกไปอย่างเป็ห่วง
“พวกเ้าทั้งสองไม่เป็อะไรมากนะ”
ศิษย์ทั้งสองคนพลางพยักหน้ารัวแต่ทว่าสีหน้ากับดูไม่ค่อยดีนักเช่นกันบนใบหน้าของพวกเขาดูซีดเผือดราวกับซากศพก็ไม่ปาน แล้วพลางพูดตอบออกไปพร้อมกัน
“พวกข้า...ไม่เป็อะไรมากอาจารย์”
“ดี! ดีแล้ว” หลังจากนั้นสีหน้าชายชราก็ดูคลายกังวลลง
แล้วพลางโบกสะบัดมือไปหนึ่งครั้งอย่างไม่ค่อยใส่ใจทันใดนั้น บนฝ่ามือก็ปรากฏมีแผ่น ‘กระดาษยันต์สีดำ’จางอยู่หนึ่งแผ่น
บนยันต์แผ่นนั้น มี ‘รูปสัตว์ปีกสีดำเข้ม’ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวราวกับว่ามีชีวิตชีวาขยับไปมาหลังจากนั้นเขาก็ใช้นิ้วชี้วาดอักขระเวทขึ้นอย่างเร่งรีบในทันทีพลันก็ปรากฏแสงเรืองรองตามรูปแบบที่เขาวาด ก่อนที่เขาจะใช้หลังมือโบกไปด้านหน้าเบาๆแสงนั้นก็พุ่งวูบลงไปประทับยังแผ่นยันต์สีดำจางแผ่นนั้นก่อนที่เขาจะโยนให้มันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
เพียงชั่วแค่กะพริบตา เสียง ‘พรึ่บ’ ก็ดังขึ้น
อักขระเวทที่ถูกวาดเมื่อสักครู่หลังจากประทับลงไปในแผ่นยันต์แล้ว มันก็เปล่งประกายเรืองแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นหลังจากนั้นก็ปรากฏว่ามี ‘อีกาดำ’ ตัวหนึ่ง ก็พุ่งทะยานบินออกมาจากอักขระเวท ซึ่งอยู่บนแผ่นยันต์กระดาษสีดำจางที่ถูกวาดก่อนที่เขาจะสะบัดมือครั้งหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจแล้วพูดคำว่า ‘ไป’ออกมา
ทันทีที่อีกาดำได้รับคำสั่งนั้นมันก็กระพือปีกทะยานพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแล้วหายลับกลมกลืนไปในความมืดมิดของราตรี ก่อนที่ชายชราจะคว้าเอาแผ่นยันต์ผืนนั้นกลับมาพลางกล่าวพึมพำด้วยสีหน้าที่ขื่นขมในลำคอ
“ข้าจะให้อีกาเวทนี้ตามมันไปก่อนหลังจากที่เจอตัวมันอีกครั้ง หึ!!!...ข้าจะไม่ปล่อยมันไปอีกครั้งแน่ แค่กๆ”
หลังจากที่พวกเขานั่งพักผ่อนกันได้สักครู่เมื่อพลังปราณิญญาได้ฟื้นฟูกลับมาคงที่ ชายชราก็หยัดตัวลุกขึ้นยืนจากนั้นพวกเขาทั้งหมด ก็ทะยานพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าหายลับไปในราตรีสีเืเพื่อออกเดินทางต่อไป
.
.
.
.
………………………………