เสียงประตูเลื่อนอัตโนมัติของตึก T-Group ในเช้าวันใหม่ดังขึ้นพร้อมกับสายลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่พัดมาปะทะใบหน้า ทว่ามันกลับไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนแก้มทั้งสองข้างของผมลงได้เลยสักนิด ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามดึงปกเสื้อคาร์ดิแกนสีเบจตัวโปรดขึ้นมาบดบังลำคอ และกอดสมุดสเก็ตช์ภาพในอ้อมแขนแน่นราวกับมันเป็เกราะป้องกันภัยชั้นยอด
สองเท้าของผมก้าวไปข้างหน้าอย่างเกร็งๆ ท่วงท่าการเดินขยับเขยื้อนของผมในวันนี้ดูติดขัดและเลิกลั่กเสียจนหากมีใครมาเห็นเข้าก็คงคิดว่าผมกำลังจะไปก่อคดีโจรกรรมทรัพย์สิน of บริษัทมากกว่าจะมาทำงานในฐานะพนักงานฝึกงานธรรมดาๆ คนหนึ่ง
และสาเหตุของความตื่นตระหนกที่ทำให้ผมแทบสติหลุดั้แ่ทางเข้าตึก ก็จะเป็อะไรไปได้อีก... นอกจากเหตุการณ์ชวนหัวใจวายเมื่อ่บ่ายวานนี้!
ภาพของซูเปอร์คาร์คันหรู Aston Martin Vantage สีดำขลับเงาวับที่แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าทางเข้าตึก และภาพของบอสธีร์—ซีอีโอผู้มีใบหน้านิ่งสนิทประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งที่สวมสูทสามชิ้นสั่งตัดเนี้ยบกริบอยู่หลังพวงมาลัยรถหรูคันนั้น ยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัวของผมราวกับเครื่องเล่นวิดีโอที่กดปุ่มวนซ้ำไม่ยอมหยุด แถมขากลับจากการไปตรวจไซต์งานด้วยกัน บอสยังไม่มีทีท่าว่าจะดุด่าหรือหักคะแนนความประพฤติพนักงานใหม่อย่างผมเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังกึ่งบังคับลากตัวผมไปเลี้ยงพาสต้าครีมซอสแซลมอนรสเลิศที่คาเฟ่สุดหรูจนอิ่มแปล้ แถมยังมีช็อตยื่นทิชชู่ให้เช็ดแก้มแบบชวนให้ใจสั่นนั่นอีก!
‘ฮือ... บอสจอมมารที่ทุกคนเล่าลือกันว่าดุแสนดุ ทำไมถึงได้ทำตัวมีเงื่อนงำกับเด็กใหม่ขี้กลัวแบบผมขนาดนี้กันนะ’
ผมคิดพลางเดินก้มหน้าก้มตาพึมพำกับตัวเองในลิฟต์โดยสาร จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นของแผนก Creative Design ผมจึงสะกดจิตใจตัวเองให้กลับมามีสมาธิ ตั้งมั่นว่าวันนี้จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อไม่ให้เสียหน้า และไม่ให้โดนคำขู่เข้มๆ ของบอสทำลายขวัญกำลังใจอีก
ทว่า... ทันทีที่ผมก้าวเท้าพ้นกรอบประตูทางเข้าแผนกไปได้เพียงก้าวเดียว...
"อุ๊ยตาย! ตุ๊กตาหน้ารถซูเปอร์คาร์คนใหม่แกะกล่องของ T-Group มาถึงแล้วจ้าพวกเรา"
เสียงแหลมใสเปี่ยมไปด้วยพลังงานความขี้เล่นของ 'พี่ส้ม' รุ่นพี่ดีไซเนอร์หัวหน้าแผนกผู้ร่าเริงและเป็ตัวแม่เื่การสืบเสาะข่าวสารดังขึ้นนำร่องมาก่อนตัวเสียอีก ผมสะดุ้งตัวโยนในทันที หันไปมองก็พบว่าพี่ส้มวิ่งโร่เข้ามาดักสกัดตัวผมไว้ พร้อมกับเพื่อนๆ พี่ๆ ดีไซเนอร์ในแผนกอีกสามสี่คนที่พร้อมใจกันวางปากกาแท็บเล็ตและละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสามัคคี สายตาของทุกคนทอประกายวิบวับล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด
"พะ... พี่ส้มครับ! เสียงดังไปแล้วครับ"
ผมละล่ำละลักบอกพลางหันมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นระวังภัย กลัวว่าถ้ารังสีความโบ๊ะบ๊ะนี้แผ่ขยายออกไป บอสธีร์ที่อยู่ชั้นบนสุดจะได้ยินเข้า
"จะกลัวอะไรล่ะจ๊ะน้องพู่กัน แผนกเราอยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ บอสไม่ลงมาเดินตรวจเล่นแต่เช้าหรอกน่า"
พี่ส้มขยิบตาให้พลางคว้าแขนผมไปเขย่าเบาๆ
"ไหนเล่ามาให้พี่ฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ เมื่อวานนั่ง Aston Martin ไปกับบอสสองต่อสองมันเป็ยังไงบ้าง? เบาะหนังแท้กลิ่นหอมไหม? แล้วบอสพาน้องพู่กันไปเชือดกลางแดดหรือพาไปป้อนขนมที่ไหนกันแน่จ๊ะ?"
"ใช่ๆ น้องพู่กัน พี่ล่ะอิจฉาจะตายอยู่แล้ว ทำงานที่นี่มาห้าปีไม่เคยเห็นบอสให้ใครขึ้นรถส่วนตัวคันนั้นเลยนะ ขนาดผู้ร่วมทุนระดับบิ๊กๆ บอสยังจัดรถตู้ระดับวีไอพีของบริษัทไปรับแทนเลย แต่นี่บอสขับรถสปอร์ตมารับน้องพู่กันถึงหน้าตึกเลยนะ"
พี่เอก ดีไซเนอร์หนุ่มร่างท้วมเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนแซวหยอกล้อ
"ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับพี่ๆ!"
ผมรีบยกมือสองข้างโบกปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าของผมเริ่มร้อนฉ่าจนรับรู้ได้ว่าแก้มมันต้องแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศสุกแน่ๆ
"บอสแค... บอสแค่เห็นว่ารถตู้บริษัทคิวยาวเต็มหมดแล้ว และเราต้องไปพบคู่ค้าคือคุณกมลให้ตรงเวลา บอสก็เลยสั่งให้ผมติดรถไปด้วยเพื่อช่วยจดบันทึกและเตรียมนำเสนอแบบร่างโครงสร้างเฉยๆ ครับ ไม่มีเื่อื่นเลยจริงๆ นะครับพี่ส้ม"
"อ๋อเหรอจ๊ะ... จดบันทึกงานแบบไหนน้า หน้าแดงแจ๋ไปถึงหูขนาดนี้?"
พี่ส้มแกล้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้พลางทำเสียงลากยาวล้อเลียนชวนเขิน
"จดไปคุยไป ดูแลใกล้ชิดรึเปล่าเอ่ย? แล้วไอ้ข่าวที่ว่าคุณกมลมองน้องพู่กันจนบอสหน้าตึง รังสีอัมหิตแผ่ซ่านจนวิศวกรหน้างานเกือบหนีกลับบ้านกันหมดนั่นล่ะจริงไหม? พี่อรเลขาบอสแอบมาสปอยล์ในกลุ่มไลน์ระดับผู้ปฏิบัติงานว่า บอสเราอาการออกหนักมากเลยนะจ๊ะ"
"มะ... เม้าท์อะไรกันขนาดนั้นครับพี่ส้ม! พี่อรเข้าใจผิดไปใหญ่แล้วครับ"
ผมแทบอยากจะยกสมุดสเก็ตช์ขึ้นมาปิดใบหน้าตัวเอง คลุมโปงด้วยความเขินอายปนเลิกลั่กในความช่างสังเกตของพี่อรเลขาบอสที่ส่งต่อข้อมูลได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบขนาดนี้
"ไม่ต้องมาทำเป็แก้ตัวเลยน้องรัก สรุปแล้วเนี่ย... น้องพู่กันก้าวขาเข้ามาทำงานในฐานะพนักงานฝึกงานคนใหม่ หรือเข้ามาดูแลตำแหน่งคุณนายของประธาน T-Group กันแน่น้า? ฮั่นแน่~"
พี่อ้อย ดีไซเนอร์สาวอีกคนร่วมแจมด้วยเสียงคิกคักขำขัน
"คุณนายอะไรกันครับพี่อ้อย ผมก็แค่เด็กฝึกงานธรรมดาๆ คนหนึ่งเองครับ"
ผมตอบเสียงหลงพลางลากเสียงสูงปรี๊ดด้วยความเขินอายขั้นสุด ความคิดในหัวเวลานี้มันวิ่งพล่านสับสนไปหมด หัวใจในอกซ้ายเต้นรัวโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก ถ้าหากว่าพื้นแผนกนี้มีช่องพอให้ลอดตัวลงไปได้ ผมสัญญาเลยว่าจะมุดหนีลงไปโผล่ที่ชั้นใต้ดินเพื่อหลบสายตาแซวล้อเลียนของพี่ๆ ทันทีโดยไม่ลังเลเลยสักวินาทีเดียว!
"พอแล้วๆ อย่าแซวน้องจนไข้ขึ้นสิจ๊ะ ดูซิ หน้าน้องแดงหมดแล้ว ปล่อยน้องไปทำงานทำการเถอะ เดี๋ยวบอสจับได้ว่าพวกเราอู้งานมาล้อมวงคุยเื่ส่วนตัวบอส พวกเราจะโดนเชือดเรียงตัวนะ"
พี่ส้มพูดปนหัวเราะร่วน แต่อุตส่าห์ตบไหล่ผมเบาๆ เป็การทิ้งท้ายความฟินปนโบ๊ะบ๊ะสไตล์แผนกออฟฟิศก่อนจะสลายตัวกลับไปประจำที่ของตัวเอง
ผมพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาเฮือกใหญ่พลางลากร่างอันเกร็งกริบมานั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของตนเอง มือบางยกขึ้นแตะแก้มที่ร้อนระอุผิดปกติ พยายามปลอบตัวเองว่าความร้อนนี้เกิดจากความเขินอายที่โดนแซวเท่านั้น... ทว่าส่วนลึกของร่างกายกลับประท้วงด้วยความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างชัดเจน
---
เมื่อเวลาหมุนผ่านเข้าสู่่สายของวัน ความอึกทึกครึกโครมในแผนก Creative Design เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความเงียบสงบที่ทุกคนต่างเพ่งสมาธิอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตนเอง ทว่าในหัวของผมกลับเริ่มพร่าเบลอไปหมด
‘อึก... ทำไมมันหนาวขนาดนี้นะ’
ผมกระชับเสื้อคาร์ดิแกนสีเบจให้แนบชิดกับตัวมากขึ้นพลางขดไหล่ลู่เข้าหากัน ร่างกายภายในร้อนรุ่มเหมือนมีเตาเผาขนาดเล็กกำลังทำงานอยู่ใต้ิั แต่ผิวภายนอกกลับรู้สึกหนาวสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้จนฟันเริ่มขบกันกึกกัก ลำคอแห้งผากราวกับกำลังอมเม็ดทรายร้อนๆ เอาไว้ และทุกครั้งที่ผมกะพริบตา ความปวดหนึบแสนทรมานจะวิ่งริ้วจากกระบอกตาขึ้นไปถึงขมับและท้ายทอยคล้ายมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบซ้ำๆ เป็จังหวะ
ผมยกหลังมือขึ้นมาแตะหน้าผากตัวเองเบาๆ... ร้อนจี๋เลยแฮะ
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือผลลัพธ์ของ 'ไข้แดด' เล่นงานเข้าให้แล้ว
เมื่อวานตอนบ่ายแก่ๆ บอสธีร์พาผมออกไปลุยไซต์งานลานกว้างกลางแจ้ง แดดกรุงเทพฯ ตอนบ่ายสองโมงร้อนเปรี้ยงจนผิวแทบไหม้ แถมยังมีฝุ่นดินฝุ่นปูนคละคลุ้งไปทั่ว ร่างกายของเด็กจบใหม่ที่ปกติเอาแต่อุดอู้อยู่ในห้องแอร์อย่างผม พอต้องมาเผชิญสภาพอากาศที่เปลี่ยนฉับพลันจากร้อนจัดมาเจอแอร์เย็นฉ่ำในออฟฟิศ ร่างกายจึงประท้วงด้วยการจับไข้ทันทีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผมยกกระบอกน้ำดื่มอึกๆ หวังจะให้ความเย็นของน้ำช่วยดับความร้อนในลำคอและร่างกาย แต่ดื่มเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น อาการเวียนหัวเริ่มรุนแรงจนจอคอมพิวเตอร์เริ่มพร่าเลือน ลายเส้นเวกเตอร์ของแบบร่างทางเดินเริ่มขยับบิดเบี้ยวและซ้อนทับกันเป็สองสามเลเยอร์จนผมต้องหลับตาแน่นแล้วเขย่าศีรษะเบาๆ เพื่อเรียกสติ
‘ไม่ลากลับบ้านเด็ดขาด... หัวเด็ดตีนขาดพู่กันก็จะไม่ยอมลาป่วยเด็ดขาด’ ผมกัดฟันบ่นพึมพำกับตัวเองในใจพลางยกมือกดขมับที่ปวดตุบ
ความคิดที่จะยื่นใบลาป่วยหรือเดินไปบอกพี่ส้มเพื่อขอลากลับไปพักผ่อนแล่นเข้ามาในหัววูบหนึ่ง ทว่าผมก็รีบปัดมันทิ้งไปด้วยความกลัว ผมเพิ่งเข้ามาทำงานที่ T-Group ได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มเลยด้วยซ้ำ หากมาแสดงความอ่อนแอ ปล่อยให้ตัวเองป่วยออดๆ แอดๆ แล้วขอลากลับบ้านั้แ่ไม่กี่วันแรกแบบนี้ บอสธีร์ผู้รักความสมบูรณ์แบบและเข้มงวดกับงานขั้นสุดคงต้องมองว่าผมเหยาะแหยะ อ่อนแอ และเป็ภาระของทีมแน่นอน ดีไม่ดีเขาอาจจะประเมินให้ผมไม่ผ่านโปรแล้วคัดตกกระป๋อง หรือสั่งไล่ออกสายฟ้าแลบข้อหาไม่มีความพร้อมทางร่างกายด้วยซ้ำ
คิดได้ดังนั้น ผมจึงสูดลมหายใจร้อนๆ เข้าไปลึกๆ แล้วพยายามประคองสติ เบิกตากว้างเพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป มือบางสั่นระริกขณะจับเมาส์ปากกากดลากเส้นแบบแปลนอย่างเต็มความสามารถ
---
เวลาเที่ยงวันผ่านพ้นไปอย่างไร้ความหมายสำหรับผม เพราะพิษไข้เริ่มลุกลามจนกระเพาะอาหารไม่มีความรู้สึกอยากรับประทานอะไรทั้งสิ้น ผมทำได้เพียงนั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานชั่วคราวใน่เวลาพักกลางวันเพื่อประคองลมหายใจร้อนๆ และทนหนาวสั่นสะท้านจากไอเย็นของแอร์ในแผนกที่เปิดอุณหภูมิยี่สิบสามองศา
กระทั่ง่บ่ายแก่ๆ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็จังหวะมั่นคงดังใกล้เข้ามายังโต๊ะทำงานของผม ผมค่อยๆ พยุงศีรษะอันหนักอึ้งขึ้นจากโต๊ะ กะพริบตาปัดความพร่ามัวออกไปช้าๆ ก็พบร่างของ 'พี่อร' เลขาส่วนตัวสุดเนี้ยบของบอสธีร์กำลังเดินยิ้มแย้มตรงเข้ามาหาผม
ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือของพี่อรกลับทำให้ผมและพวกพี่ๆ ในแผนกที่หันมามองต้องแปลกใจจนตาโต
ในมือของเลขาสาวคนเก่งมีแก้วเซรามิกใส่น้ำอุ่นส่งควันฉุย ถุงยา และแผ่นเจลลดไข้สีชมพูพาสเทลที่มีลวดลายการ์ตูน 'กระต่ายหูยาวสีขาว' กำลังทำหน้าตาตลกกวนๆ น่ารักน่าเอ็นดูสุดขีด
"คุณพู่กันคะ บอสฝากอรเอามาให้ค่ะ"
พี่อรก้มลงกระซิบข้างหูของผมอย่างเป็กันเอง พร้อมกับวางแก้วน้ำอุ่น ถุงยา และแผ่นเจลลดไข้กระต่ายน้อยลงบนโต๊ะทำงานอย่างนุ่มนวล
"เอ๊ะ... บอส... บอสฝากมาเหรอครับ?"
ผมเบิกตากว้างมองแก้วยาและแผ่นเจลลดไข้ลายกระต่ายมุ้งมิ้งนั้นด้วยความสับสนระคนใจเต้นแรง ใบหน้อนร้อนฉ่าขึ้นมาอีกระลอกจนกลัวว่าไข้จะสูงขึ้นกว่าเดิม
"ใช่ค่ะ"
พี่อรพยักหน้าพลางยิ้มตาหยีอย่างมีเลศนัย แอบชำเลืองมองแผ่นเจลกระต่ายแล้วกระซิบเม้าท์ขำๆ
"บอสสังเกตเห็นเราั้แ่เช้าแล้วล่ะค่ะว่าดูซึมๆ หน้าแดงผิดปกติ พอขึ้นไปถึงห้องทำงานก็รีบต่อสายสั่งให้อรวิ่งลงไปร้านขายยาข้างล่างทันที บอกว่าให้เลือกยาแก้ไข้ที่ดีที่สุด แล้วก็... เน้นย้ำว่าต้องซื้อแผ่นเจลลดไข้ลายน่ารักๆ แบบนี้มาด้วย อรหาลายกระต่ายนี่แทบแย่แน่ะค่ะ"
"บะ... บอสจงใจสั่งลายกระต่ายมาเหรอครับ?"
ผมพึมพำถามเสียงอ้อมแอ้มในคอ เขินจนแทบจะกลายร่างเป็ฟองสบู่ลอยไปในอากาศ บอสธีร์ CEO ผู้สง่าขรึมนิ่งสวมสูทหรูหราสามชิ้นตลอดเวลานี่นะ สั่งแผ่นเจลลดไข้ลายกระต่ายน้อยมุ้งมิ้งมาให้เด็กฝึกงานอย่างผม มันช่างเป็ความคอนทราสต์ที่หลุดโลกที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย
"และบอสยังฝากคำพูดกึ่งบังคับมาบอกคุณพู่กันด้วยนะคะ..."
พี่อรทำเสียงเข้มเลียนแบบน้ำเสียงทุ้มต่ำดุๆ ของเ้านายหนุ่มได้อย่างเหมือนเป๊ะ
"บอสบอกว่า... 'ถ้าพู่กันดื้อ ไม่ยอมกินยาและไม่ยอมแปะเจลลดไข้ให้เห็นล่ะก็ ผมจะสั่งหักเงินเดือนข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและไม่รักษาสุขภาพตัวเองจนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท' ค่ะ!"
ผมอ้าปากค้างกึ่งขำกึ่งอาย คำขู่บ้าอะไรกันเนี่ย หักเงินเดือนเพราะไม่แปะเจลลดไข้ลายกระต่ายเนี่ยนะ?! เ้านายผมทำไมถึงได้ร้ายกาจและเผด็จการเอาแต่ใจตัวเองจนทำให้ผมไปไม่เป็ได้ขนาดนี้
"อุ๊ยตายแล้วววว! บอสธีร์ของพวกเราสั่งเจลลดไข้ลายกระต่ายมาให้แปะหน้าผากด้วยเหรอเนี่ยยย"
เสียงพี่ส้มดังแป๋นแหล๋นแทรกขึ้นมาทันควันหลังจากเดินมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ เพื่อแซวตามระเบียบ
"บอสขู่หักเงินเดือนด้วยเหรอพู่กัน? บอสคนนี้โหดจริงๆ เลยน้า ขู่เก่ง ดุเก่ง แต่สั่งเปย์ยาและแผ่นเจลมุ้งมิ้งมาดูแลใกล้ชิดข้ามแผนกขนาดนี้ แปะเลยจ้ะแปะเลย ไม่งั้นโดนหักตังค์ไม่รู้ด้วยนะจ๊ะ"
"ใช่ๆ แปะเลยพู่กัน ลายกระต่ายสีชมพูเข้ากับหน้าน่ารักๆ ของเรามากเลย แปะเลย"
พี่อ้อยกับพี่เอกร่วมส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน
ภายใต้ความกดดันอันแสนขำขันและเปี่ยมด้วยความเขินอายขั้นรุนแรง ผมจำยอมต้องหยิบซองแผ่นเจลสีชมพูขึ้นมาแกะแผ่นพลาสติกออกช้าๆ มือสั่นเทาขณะแปะแผ่นเจลลดไข้เย็นวาบลงไปตรงกลางหน้าผากอย่างช่วยไม่ได้ ภาพการ์ตูนกระต่ายหน้าตากวนๆ แปะเด่นหราอยู่บนหน้าผากขาวใสของผม ท่ามกลางเสียงหัวเราะเอ็นดูของพี่ๆ ดีไซเนอร์ทั้งแผนกและรอยยิ้มพอใจของพี่อรเลขาบอส
ผมรีบแกะแผงยา หยิบยาแก้ไข้เม็ดกลมใส่ปากแล้วยกแก้วน้ำอุ่นดื่มตามรวดเดียวเพื่อลบล้างความอาย รสชาติของยาแก้ไข้ขมปร่า แต่ความอุ่นของน้ำและเจลลดไข้กระต่ายน้อยบนหน้าผากกลับค่อยๆ แผ่ซ่านความรู้สึกอบอุ่นเข้ามาในใจของผมอย่างช้าๆ
‘ดุจัง ขู่เก่งจัง...แต่ก็แอบใส่ใจกันขนาดนี้ จะไม่ให้ผมแอบคิดไปไกลได้ยังไงล่ะครับคุณบอสจอมร้ายกาจ’
ผมบ่นพึมพำแก้มแดงแป๋นอยู่ในใจคนเดียวเงียบๆ
---
หลังฝ่าฟันความทรมานของพิษไข้สู้ชีวิตทำงานต่อจนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเลิกงานห้าโมงครึ่ง ผมก็หมดพลังงานที่จะประคองตัวเองให้อยู่ในโหมดพนักงานดีเด่นอีกต่อไป ร่างกายหนักอึ้งราวกับหินผาและร้อนผ่าวเหมือนมีกองเพลิงสุมสั่นสะท้านไปทั่วทั้งสรรพางค์ ผมบอกลาพี่ๆ ในแผนกด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือ และค่อยๆ พาตัวเองลากสังขารเดินช้าๆ ออกจากตึก T-Group ไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
การเดินทางกลับบ้าน่ชั่วโมงเร่งด่วนท่ามกลางผู้คนเบียดเสียดยัดทะนานเป็ฝันร้ายที่สุดของคนป่วย ผมต้องใช้สองมือโหนราวและเกาะเสารถไฟฟ้าไว้แน่นเพื่อประคองตัวไม่ให้ร่วงไปกองกับพื้นขบวน ท่ามกลางไอเย็นะเืจากเครื่องปรับอากาศที่ปะทะิัร้อนผ่าวจนสั่นสะท้านรุนแรง
กว่าผมจะลากร่างกายกลับมาถึงคอนโดมิเนียมย่านชานเมือง คอนโดห้องสตูดิโอขนาดเล็กกะทัดรัดที่ผมเช่าอยู่อาศัยเพียงลำพังได้ก็เป็เวลาทุ่มกว่า ท้องฟ้าภายนอกมืดสนิทนานแล้ว
ผมก้าวผ่านขอบประตูห้องพักเข้ามาในความสลัวรางของห้องที่ไม่มีการเปิดไฟใดๆ เรี่ยวแรงทั้งหมดเหือดแห้งหายไปจนแทบจะไม่หลงเหลือแม้แต่จะยกมือขึ้นกดสวิตช์ไฟผนังข้างประตู ผมโยนกระเป๋าเป้สะพายข้าง สมุดบันทึกเล่มโปรด และของใช้ส่วนตัววางทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือหน้าห้องอย่างไม่ไยดี โทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดส่งสัญญาณไฟสีแดงกะพริบถี่ๆ เตือนว่าแบตเตอรี่เหลือน้อยต่ำกว่าห้าเปอร์เซ็นต์ ทว่าสติสัมปชัญญะในตอนนี้พร่าเลือนจนเกินกว่าจะสนใจหยิบสายชาร์จมาเสียบได้
‘ไม่ไหวแล้ว... ร่างกายจะแตกเป็เสี่ยงๆ อยู่แล้ว...’
ผมสลัดรองเท้าทิ้งพลางก้าวโซซัดโซเซตรงไปยังเตียงนอนขนาดเล็กหลังกะทัดรัดที่ตั้งอยู่มุมห้อง ล้มตัวลงนอนคว่ำหน้าฟุบสลบเหมือดลงบนเตียงนุ่มทั้งชุดทำงาน ร่างกายหนาวสั่นสะท้านรุนแรงจากไข้แดดที่พุ่งสูง ผมซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนหนา ดึงมันขึ้นมาคลุมโปงเพื่อหวังจะบรรเทาความหนาวสั่นสะท้านที่วิ่งแล่นตามผิวเนื้อ
ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวหมอนใบหนา สติของผมดิ่งวูบลงสู่ห้วงความมืดมิดที่แสนเหนื่อยล้าในเวลาอันรวดเร็ว ทิ้งทุกอย่างไว้เื้ั รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่กะพริบวาบเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะแบตหมดสนิทและดับเครื่องตัวเองลงเงียบๆ ในเวลาต่อมา โดยที่ผมไม่มีโอกาสได้ยินเสียงสายเรียกเข้าหรือข้อความแจ้งเตือนใดๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
---
กุกกัก... กุกกัก...
ท่ามกลางความมืดมิดและพิษไข้ที่รุมเร้าจนผมฝันร้ายสลับตื่นสะลึมสะลือ เสียงกุกกักบางอย่างดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของผม เสียงเหล็กและลูกกุญแจเสียดสีกันชวนให้น่าสงสัย ผมค่อยๆ ขยับตัวลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าและหนักอึ้งไปทั้งหัว ดวงตากลมโตปรือขึ้นมองฝ่าความมืดสลัวรอบกาย ร่างกายยังคงหนาวสั่นและแทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกแขนขึ้นมาประคองตัวเองเพื่อดูเหตุการณ์
‘ขโมยเหรอ... หรือว่าโจร... ฮือ พู่กันไม่มีแรงจะสู้ด้วยหรอกนะ...’ ผมคิดในใจด้วยความหวาดหวั่นและสิ้นหวังสุดขีด
แกรก!
เสียงประตูเปิดออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับแสงสว่างจ้าจากโถงทางเดินคอนโดภายนอกที่สาดส่องเข้ามาในห้องมืด วูบต่อมา... ไฟหลักของห้องสตูดิโอก็ถูกกดเปิดจนแสงสว่างสีส้มอบอุ่นวาบไปทั่วทุกมุมห้องจนผมต้องรีบหลับตาปี๋หยีหลบแสงด้วยความปวดกระบอกตาจากพิษไข้
เมื่อสายตาของผมเริ่มปรับสภาพเข้ากับความสว่างได้ทีละน้อย ผมก็ค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองไปทางกรอบประตูห้อง... และภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ตะลึงงันจนเกือบจะลืมความเจ็บไข้ไปหมดสิ้นชั่วขณะ
เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม และอบอวลไปด้วยรังสีความน่าเกรงขามปรากฏเด่นชัดอยู่กลางห้องพักขนาดกะทัดรัดของผม... ผู้ชายคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสั่งตัดเนื้อดีที่บัดนี้ถูกปลดกระดุมคอออกสองเม็ด แขนเสื้อพับขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งและนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรู เสื้อสูทนอกราคาแพงระยับถูกพาดไว้บนท่อนแขนกว้างอย่างลนลาน ใบหน้าคมคายหล่อเหลารูปสลักของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผม ลมหายใจเข้าออกหอบกระชั้นถี่ แววตาดุเฉียบคมคู่นั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด วิตกกังวล และความลนลานสุดขีดแบบที่พนักงานคนไหนใน T-Group ก็ไม่มีวันจะได้เห็นจากซีอีโอผู้สงบนิ่งเ็าคนนี้
"คุณ... คุณธีร์...?"
ผมอุทานเรียกชื่อเขาออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือคล้ายเสียงกระซิบเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าบอสธีร์กลับหูดีและปฏิกิริยาไวปานสายฟ้าแลบ ทันทีที่เขาได้ยินเสียงเรียกของผม บอสรีบโยนเสื้อสูทหรูทิ้งลงบนพนักเก้าอี้ไม้ของผมอย่างไม่ไยดีราคาค่างวด แล้วปรี่ก้าวขายาวๆ เข้ามาหยุดยืนข้างเตียงนอนแคบๆ ของผมทันที
ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้งเครียดขึงและดุเข้มจนผมเผลอหดคอหนีด้วยสัญชาตญาณความกลัวเ้านาย ทว่าดวงตาคมคู่นั้นกลับมีประกายความโล่งอกอย่างสูงสุดฉายออกมากดข่มอารมณ์กรุ่นโกรธลงไปจนหมดสิ้นเมื่อเห็นว่าผมยังคงนอนหายใจอยู่บนเตียงนี้
"พู่กัน! คุณดื้อดึงจนได้เื่จริงๆ"
เสียงทุ้มต่ำของบอสเอ่ยดุขึ้นทันควัน แต่อ่อนโยนลงกว่าคำพูดธรรมดาในออฟฟิศอย่างมหาศาล
"ผมส่งไลน์หาคุณั้แ่เลิกงานก็ไม่อ่าน โทรหาก็ปิดเครื่องติดต่อไม่ได้ รู้ไหมว่าผมกังวลแค่ไหน?"
"ผะ... ผมขอโทษครับบอส โทรศัพท์ผมแบตเตอรี่หมดไปเองครับ..."
ผมละล่ำละลักตอบพลางหดตัวคุดคู้ใต้ผ้าห่มผืนหนา ช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองบอสด้วยความหวาดหวั่นกลัวโดนทำโทษ
"แต่... แล้วคุณธีร์เข้ามาในห้องพักของผมได้ยังไงกันครับ? แถมประตูห้อง..."
"ผมใช้ข้อมูลที่อยู่ของคุณในเอกสารสมัครงานที่ผมเก็บไว้"
บอสอธิบายพลางพ่นลมหายใจออกยาวเพื่อปรับอัตราการเต้นของหัวใจ
"เคาะประตูเรียกเท่าไหร่คุณก็ไม่เปิด โทรศัพท์ก็ปิด ด้วยความร้อนใจผมเลยไปติดต่อเ้าหน้าที่นิติคอนโดชั้นล่าง อ้างอำนาจความเป็ผู้บริหารและแจ้งว่าเป็เหตุฉุกเฉินด่วนที่สุดเกี่ยวกับชีวิตพนักงานในปกครอง เ้าหน้าที่ถึงยอมนำกุญแจสำรองขึ้นมาไขเปิดห้องให้ผม... และดูสภาพคุณสิ ตัวสั่นเป็ลูกนกขนาดนี้ยังจะกล้าอวดดีไม่บอกใครอีก"
คำพูดกึ่งบ่นกึ่งดุนั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกโกรธหรือกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม... กระแสความอบอุ่นบางอย่างกลับค่อยๆ แล่นริ้วเข้ามาโอบอุ้มหัวใจของผมจนพองฟูอย่างควบคุมไม่อยู่ ซีอีโอผู้บริหารระดับหมื่นล้าน ยอมทิ้งภาพลักษณ์ที่สง่างาม รุดบึ่งรถ Aston Martin คันหรูมาหาเด็กฝึกงานถึงคอนโดชานเมืองห่างไกล แถมนั่งรอเจรจากับนิติเพื่อไขเปิดห้องเพราะความเป็ห่วงใยสุดขีด... นี่ผมไม่ได้ฝันไปเพราะพิษไข้ใช่ไหม?
---
สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองร่างของผมที่นอนคุดคู้เป็ก้อนกลมอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ ผมรู้ตัวดีว่าสภาพของตัวเองในตอนนี้คงดูไม่ได้เลยสักนิด ใบหน้าซีดเซียวแห้งผากแต่แก้มสองข้างกลับร้อนระอุจนขึ้นสีแดงจัด แผ่นเจลลดไข้ลายกระต่ายหูยาวสีชมพูที่บอสสั่งให้พี่อรซื้อมาก็คงจะขยับเลื่อนไปแปะอยู่ข้างขมับอย่างสะเปะสะปะ ท่าทางหนาวสั่นอย่างน่าสงสารของผมคงทำให้ความขุ่นเคืองในตอนแรกของบอสสลายตัวกลายเป็ความอ่อนโยนลงในพริบตา
ร่างสูงใหญ่ขยับทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงนอนขนาดเล็กแคบๆ ของผม เตียงหลังเล็กส่งเสียงลั่นเอี๊ยดเบาๆ ยามต้องรองรับน้ำหนักตัวของชายหนุ่มร่างหนา บอสผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะทาบฝ่ามือหนาที่อุ่นจัดทว่านุ่มนวลลงบนหน้าผากร้อนจี๋ของผมอย่างแ่เบา
"อ๊ะ..."
ผมเอนศีรษะเข้าหาฝ่ามืออุ่นอ้อมนั้นด้วยความลืมตัว ััอุ่นที่วางทับหน้าผากมันทำให้ผมรู้สึกสบายตัวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ยังขืนทำงานต่อจนถึงเย็นได้ยังไงกัน... หืม? ทำไมถึงดื้อดึงไม่ยอมลากลับบ้านั้แ่เที่ยง คราวหลังถ้าป่วยแล้วยังขืนดันทุรังทำงานต่อ ผมจะไล่คุณออกจริงๆ ด้วย"
คำบ่นดุของบอสธีร์แสนจะเผด็จการ ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมากลับสั่นไหวและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาั้แ่ทำงานที่นี่ แววตาคมกริบที่สบตากับผมในระยะใกล้ชิดเต็มไปด้วยประกายความห่วงใยปิดไม่มิด
"ผะ... ผมกลัวโดนบอสมองว่าหย่อนยาน สู้การทำงานไม่ไหวแล้วจะโดนไล่ออกนี่ครับ..."
ผมพึมพำตอบเสียงเครือใต้ผ้าห่ม ดวงตากลมอ้อนช้อนมองสบสายตาของบอสอย่างเว้าวอน
บอสธีร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดถอนหายใจยาว แววตาสั่นไหวคล้ายกังวลปนรู้สึกผิด
"เด็กโง่... ใครจะไปกล้าไล่คุณออกกัน คิดอะไรฟุ้งซ่านไปใหญ่แล้ว"
บอสขยับลุกขึ้นยืนพลางถอดนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ร่างสูงก้าวเข้าไปในห้องน้ำขนาดเล็กกะทัดรัดของผมอย่างคุ้นมือ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกะละมังพลาสติกใบเล็กกับผ้าขนหนูสีขาวที่บิดน้ำจนหมาดพอดี
ภาพของซีอีโอหมื่นล้านมาดเนี้ยบกริบ ที่ยอมคุกเข่าลงบนพื้นห้องพักสตูดิโอแคบๆ ข้างเตียงนอนหลังเล็ก พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวแพงขึ้นเพื่อลงมือชุบน้ำเช็ดตัวให้เด็กฝึกงานด้วยตัวเองอย่างทะนุถนอมที่สุด มันเป็ภาพที่อบอุ่นละมุนหัวใจจนขอบตาของผมร้อนผ่าว
บอสบรรจงคลี่ผ้าขนหนูชื้นอุ่นลูบไล้ไปตามหน้าผากมน แก้มแดงก่ำ ลำคอ และแผ่นอกบางของผมอย่างแ่เบาราวกับกลัวว่าผิวของผมจะบอบช้ำคามือใหญ่ ััเย็นชื้นของน้ำผสมความอบอุ่นจากมือหนาช่วยขับไล่ความหนาวและลดทอนพิษร้อนในกายลงไปทีละน้อย แววตาคมคู่นั้นยังคงจับจ้องใบหน้าของผมอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ละสายตาไปไหน
"พู่กัน... ถ้าคุณร้อนก็บอกนะ ผมจะเช็ดเบามือลงอีก"
บอสเอ่ยกระซิบเสียงอ่อนโยนพลางเอื้อมมือลูบเส้นผมนุ่มที่เปียกชื้นของผมเบาๆ เป็การปลอบประโลม
"ไม่ร้อนครับ... กำลังดีเลยครับคุณธีร์... ขอบคุณนะครับ"
ผมสลึมสลือตอบกลับ แย้มรอยยิ้มบางเบาอย่างเหนื่อยอ่อนผ่านม่านพิษไข้ ความคิดที่เคยตื่นกลัวบอสจอมมารบัดนี้สลายจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอุ่นซ่านที่อบอวลคับแน่นในอกซ้าย ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในชีวิตแผ่กระจายปกคลุมร่างเล็กของผมเคียงข้างร่างสูงใหญ่ที่คอยเฝ้าเช็ดตัวและดูแลอยู่ไม่ห่างกาย
ผมค่อยๆ หลับตาพริ้มลงนอนหลับฝันดีอีกครั้งอย่างผ่อนคลาย โดยมีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและััแสนอบอุ่นอ่อนโยนของบอสธีร์—เ้านายสุดร้ายกาจผู้แสนน่ารักคนนี้คอยพิทักษ์ความปลอดภัยข้างเตียงนอนตลอดทั้งคืน...