ที่จริงไห่เยวียนไม่อยากแยแสคนคนนี้เลย เพราะเวลาอยู่โรงเรียน เขาถูกเจ๋อฟางที่ทำตัวเหมือนเด็กผู้หญิงตอแยมาจนเข็ดขยาด แต่ไม่รู้ทำไมพอเห็นคนคนนี้ทำคอตกเดินขากางอย่างหดหู่ซึมเซา หัวใจถึงได้ปั่นป่วนแปลกๆ
ั้แ่คนคนนี้ฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าตัวเองไม่ใช่เจ๋อฟาง ลึกๆ ในใจไห่เยวียนก็รู้สึกแบบเดียวกัน เพราะรู้ว่าเจ๋อฟางไม่ได้มีนิสัยเช่นนี้
ปกติเจ๋อฟางจะอยากเข้ามาดูห้องนอนเขามาก ที่ผ่านมาเวลาอยู่หอพัก หากเ้าตัวสบโอกาสได้ขึ้นมานอนบนเตียงเขาละก็ แต่ละครั้งต้องลำบากแทบตายกว่าจะไล่ลงไปได้
แต่คนคนนี้...
ไห่เยวียนหรี่ตา
ตอนเดินออกจากห้อง อาฉาล้วงมือเกาก้นเพราะเกิดคันขึ้นมา เศษกระดาษทองชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งร่วงตกจากชายกางเกง
“เฮ้อ...เจ๋อฟางไม่อยู่แล้ว...จะให้ตาแก่อย่างฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง...” อาฉารำพันกับตัวเอง “ลูกสะใภ้เอ๊ย ทำไมไม่พาอาปาไปด้วยกันซะเลยเล่า ทิ้งให้อาปาอยู่คนเดียวไปเพื่ออะไร อาปาอยู่มานานขนาดนี้ เตรียมใจพร้อมลาโลกทุกเมื่อมานานแล้ว พุทโธ่ เรียกเจ๋อฟางกลับมาเถอะ อาปาจะไปอยู่กับพวกหนูแทน เจ๋อฟางเพิ่งจะอายุแค่นั้นเอง!”
ไห่เยวียนมองวิธีพูดจาและกิริยาท่าทางของอาฉา ช่างเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกันในโรงพยาบาลแทบจะเป็พิมพ์เดียว ความรู้สึกแปลกๆ ในใจพรั่งพรูขึ้นมาอีกครั้ง จนเขาขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
เด็กหนุ่มหลับตาลง ชั่งใจกับตัวเองว่าควรเชื่อดีหรือไม่ว่าเวลานี้มีคนแก่คนหนึ่งอยู่ในร่างเจ๋อฟาง
ตอนนั้นเอง อยู่ๆ อาฉาที่เดินไปจนถึงหัวบันไดแล้วก็วิ่งกลับมา
เ้าตัวก้มหน้ามองพื้นเขม็ง มือซ้ายจับนิ้วก้อยมือขวาพลางอุทานดังๆ ด้วยเสียงตกตะลึงเหลือเชื่อ
“เห็นรึเปล่า...เห็นรึเปล่า มีด้ายแดงอยู่บนพื้น แถมยังขยับได้ด้วย!”
ไห่เยวียนลืมตาขึ้นมา เห็นแต่ฝ่ายตรงข้ามทำหน้าเล่อล่าร้องเอะอะ ไม่ยักเห็นด้ายแดงอะไรนั่น
“ฉันเห็นมันตอนเดินออกไปตะกี้ มันขยับไปขยับมาไม่หยุดเลย...” อาฉาไล่สายตามองตามด้ายแดง แล้วพบว่าเส้นด้ายเริ่มเลือนหายจากปลายเท้าไห่เยวียนมาทางเขาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาที แม้แต่ปลายด้ายสีแดงสดที่เมื่อครู่ยังพันอยู่บนนิ้วก้อยของเขาอย่างชัดเจนยังอันตรธานหายวับไป
“อะเร้ะ[1]” อาฉาลองสะบัดมือ แต่ทำอย่างไรด้ายแดงก็ไม่ยอมโผล่กลับมา “หายไปอีกแล้ว”
“นายเห็นรึเปล่า” เขาถามไห่เยวียนด้วยความกังขา
“ฉันเห็นแค่นายวิ่งกลับไปกลับมาเนี่ย!” เด็กหนุ่มส่ายหน้า
เสียงทารกร้องไห้ดังมาจากห้องข้างๆ ตั้งหน้าตั้งตาแผดเสียงอุแว้ๆๆ ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
“นายเอะอะจนน้องชายฉันตื่นแล้ว” ไห่เยวียนเอามืออุดหู เสียงร้องไห้เดซิเบลสูงแบบนี้ นอกจากแม่เขาแล้ว ไม่มีใครทนฟังได้หรอก
“ขอโทษที ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้แหละ” อาฉารู้สึกผิด “ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกล่ะ ฉันจะมาใหม่”
“ที่นี่ไม่้านาย ถ้ามีปัญหาอะไร ฉันจัดการเองได้” ไห่เยวียนตอกกลับไป “ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ อย่ามารบกวนแม่ฉันก็พอแล้ว”
“อะเร้ะ เป็เด็กเป็เล็กพูดจาแบบนี้ได้ไง!” อาฉาไม่ชอบใจน้ำเสียงของอีกฝ่ายนัก
ทำไมไห่เยวียนถึงได้ทำตัวเป็อริกับเขาตลอดเลยนะ ชอบจ้องหน้าเขาอย่างเดียวไม่พอ เวลาเขาพูดด้วยก็ทำหูทวนลม ฮุ่ยเหม่ยออกจะมีมิตรจิตมิตรใจขนาดนั้น ทำไมเ้าลูกชายถึงนิสัยพิลึกนักก็ไม่รู้
ไห่เยวียนคงจะได้พ่อมานั่นแหละ! จริงด้วย ต้องใช่แน่นอน!
อาฉาเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนี้ว่าบิดาของไห่เยวียน หรือก็คือสามีคนแรกของฮุ่ยเหม่ยนั้นเป็พวกมาเฟีย คราวนี้ก็มีคำอธิบายที่แสนเหมาะเหม็งแล้วว่าทำไมไห่เยวียนถึงได้ชอบทำหน้าบอกบุญไม่รับตลอดเวลา
“ฉันก็พูดจาของฉันแบบนี้แหละ” เด็กหนุ่มลุกจากเก้าอี้ เดินผ่านร่างของอาฉาไปทางห้องผู้เป็แม่ “รีบไปซิ เกะกะลูกตาชะมัด!” เขาไม่รู้ว่าความปั่นป่วนในใจมาจากไหน รู้แต่เพียงว่าจะต้องไล่คนตรงหน้าไปให้พ้นโดยเร็วที่สุด หัวใจจะได้สงบลงเสียที
ไห่เยวียนเดินเข้าไปในห้องมารดา
“ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วหรือเปล่าแม่” น้ำเสียงแ่เบานุ่มนวลของไห่เยวียนดังออกมาจากห้องฮุ่ยเหม่ยแว่วๆ “อึหรือฉี่ เด็กเล็กๆ นี่ยุ่งยากจัง กินเสร็จก็ถ่าย...”
“สมัยเราเด็กๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละ ถ่ายเยอะกว่านี้อีก!” ฮุ่ยเหม่ยหัวเราะเบาๆ
“เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้เอง แม่นอนพักบนเตียงเถอะ”
อาฉาแอบยืนฟังบทสนทนาของสองแม่ลูกอยู่นอกห้อง ที่จริงไห่เยวียนก็ไม่ได้เ็าขนาดนั้นซะทีเดียวนี่นา แต่ทำไมเวลาพูดจาถึงได้ไร้มารยาทจนฟังแล้วของขึ้นกันนะ
ตอนที่ไห่เยวียนเปิดประตูออกมาเพื่อเอาผ้าอ้อมที่รับภาระจนแบนแต๋ไปทิ้ง ก็ปะเข้ากับใบหน้าของอาฉาอย่างจัง
“ทำไมยังไม่ไปอีก” เด็กหนุ่มถามเสียงขุ่น
“กำลังจะไปแล้ว” อาฉาหัวเราะแหะๆ หมุนตัวเดินลงบันไดไป
เขาคาดเดาว่าอาจเป็เพราะไห่เยวียนเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวมาั้แ่เด็ก จึงสร้างเปลือกนอกที่แข็งแกร่งเ็ามาปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกใครรังแกหรือเปล่า
ลองตรองดูดีๆ ก็เหมือนจะเป็อย่างนั้นนิดๆ แฮะ!
เขาคิดว่าหากเด็กคนนี้เป็คนใจคอร้ายกาจจริง จะคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ ทั้งสองครั้งที่เขาหมดสติจนต้องให้น้ำเกลือได้อย่างไร
ฮุ่ยเหม่ยจิตใจดีออกอย่างนั้น ลูกชายก็คงไม่ผิดแม่เท่าไรหรอก! ในงานศพครั้งนี้ ไห่เยวียนก็มากับแม่ด้วย ดีไม่ดีอาจจะมีส่วนช่วยเตรียมงานหรืออะไรด้วยก็ได้
เขานึกขึ้นมาได้ว่าดูคนจะต้องไม่ดูแค่เปลือกนอก มีชีวิตอยู่มาหกสิบปียังลืมสัจธรรมง่ายๆ แค่นี้ เขานี่มันแย่จริงๆ
++++
เชิงอรรถ
^ ภาษาญี่ปุ่น เป็นคำอุทานใช้แสดงความประหลาดใจ