"น้องเอม...!"
เสียงเรียกของพี่ฝนดังแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆร่างบางในชุดคุณครูหันไปมองตามเสียงพร้อมกับเห็นพี่ฝนวิ่งกระหืดกระหอบถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะเข้ามาหา
"ขาพี่ฝน"
เอมขานรับด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
"คือ....เอกสารของโครงการโรงเรียนล็อตนี้ต้องให้หัวหน้ากองร้อยเซ็นอนุมัติแล้วพี่ในฐานะหัวหน้าโครงการต้องเอาเอกสารนี้เข้าไปให้เขาเซ็น... แต่พอดีตอนเย็นพี่มีงานด่วนเข้ามาพอดีพี่ฝนรบกวนฝากเราเอาไปให้หัวหน้ากองร้อยเซ็นให้หน่อยได้ไหมคะคนสวย"
"จริงๆก็ไม่ได้นะคะแต่พอชมว่าคนสวย ก็เลย.......ได้ค่ะ" เอมแซวพี่ฝนพร้อมกับพยักหน้ารับด้วยความเต็มใจก่อนจะยื่นมือไปรับแฟ้มเอกสารน้ำหนักพอประมาณมาถือไว้แนบอก
"ขอบคุณมากนะคะน้อง"
พี่ฝนส่งยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปจัดการกับเด็กๆ ในความดูแลของตัวเองต่อ
ตลอดทั้งวันนั้นเอมวุ่นวายอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการดูแลนักเรียนจนแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจเธอหลงลืมแฟ้มเอกสารที่พี่ฝนฝากไว้เสียสนิท จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง่เย็นเมื่อภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้น เธอกลับมานั่งพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้าที่ห้องพักครูและเมื่อเปิดแฟ้มเอกสารขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเป็ครั้งสุดท้าย...
ดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความใจนหัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะชื่อของนายทหารผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติในเอกสารฉบับนั้น คือชื่อของ‘ร้อยเอกเอกภพ สืบวงศ์ษา’
นั่นคือผู้กองเอก... ผู้ชายคนที่เธอเพิ่งปะทะคารมและสร้างความรู้สึกแปลกๆในใจให้เธอเมื่อวันก่อน
หัวใจดวงน้อยหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีความรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปทั่วร่าง
‘ทำไงดีวะ...จะไปพูดกับพี่ฝนก็ไม่ได้ ดันรับเอกสารมาแล้ว ทำไมไม่ดูชื่อก่อนจะตกลงเนี่ยเอมเอ้ยยยย’
เธอทำท่าทางลุกลี้ลุกลนเดินวนไปวนมาด้วยความประหม่าที่ตีรวนขึ้นมาในอก แม้ว่าเมื่อวานเขาจะแสดงออกถึงความอบอุ่นและคำพูดที่ทำให้ใจเต้นแรงเพียงใดแต่การต้องเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเขาตรงๆในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องไปยื่นเอกสาร มันช่างน่าตื่นตระหนกเสียจนเธอไม่รู้จะจัดการกับความประหม่านี้อย่างไรดี
ด้วยความที่เคว้งคว้างและไม่รู้จะหันไปพึ่งใครเอมจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันแชทแล้วพิมพ์ข้อความระบายความตื่นเต้นทั้งหมดส่งตรงไปหา "Big Boss" ทันที
[เอม] : “ช่วยด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย !!!!!”
ทันทีที่ผู้กองเอกเห็นข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอเขาก็สะดุ้งสุดตัวด้วยความใจนหัวใจแทบวายความรู้สึกอยากจะพุ่งทะยานตัวไปหาเธอที่โรงเรียนเดี๋ยวนี้เลยแล่นขึ้นมาในหัวแต่ด้วยสัญชาตญาณความนิ่งของนายทหาร เขาบังคับตัวเองให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วรีบกดเปิดแชทอ่านด้วยความร้อนรนก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ
[Big Boss] : “เกิดอะไรขึ้นครับเป็อะไรไป มีใครทำอะไรคุณ ผมจะไปฆ่ามัน!”
เอมหลุดขำออกมาทันทีเมื่อได้อ่านข้อความที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและท่าทีปกป้องเกินเบอร์ของเขาความเล่นใหญ่ของ "บิ๊กบอส"คนนี้ช่วยลดทอนความตื่นตระหนกในใจของเธอลงไปได้อย่างน่าประหลาด
[เอม] : “555555555555555 เล่นใหญ่เกินไปมากกก”
[Big Boss] : "อ้าว...."
ทางด้านของผู้กองเอกที่นั่งอยู่อีกฝั่งของแชททำหน้างงปนโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดคนที่เขากำลังเฝ้าทะนุถนอมและแอบหลงรักก็ไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงอะไร
[เอม] : “คือพี่ที่โรงเรียนเขาขอช่วยให้เอมเอาเอกสารเข้าไปให้หัวหน้าหน่วยกองร้อยแถวๆโรงเรียนเซ็นค่ะ แต่พอมาเปิดดู เป็ชื่อผู้กองใจร้ายคนนั้น เอมเลยรู้สึกประหม่าไม่รู้จะลดอาการตื่นเต้นยังไง เลยทักมาระบายให้ฟัง”
ในขณะที่อ่านข้อความนั้นรอยยิ้มเ้าเล่ห์พราวระยับก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของผู้กองเอกเขาทั้งโล่งใจที่เธอไม่ได้เป็อันตรายและในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจเมื่อรู้ว่าเป้าหมายที่เธอกำลังหวาดกลัวและกำลังจะเดินทางมาหา...ก็คือตัวเขานั่นเอง!
[Big Boss] : “ไม่ต้องกลัวนะครับหายใจเข้าลึกๆ มั่นใจในตัวเองเข้าไว้นะคนเก่งของผม...... ทำตัวตามสบายเลยบางทีผู้กองคนนั้นเขาอาจไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิดก็ได้นะ เขาอาจจะ ‘ตั้งตารอ’ อยู่แน่นอนลองไปเจอเขาแบบดีๆ ก่อน เผื่อจะถูกใจก็ได้นะ ????”
ผู้กองเอกพิมพ์ข้อความนั้นพลางอมยิ้มอย่างมีเลศนัยดวงตากลมโตเป็ประกายความเ้าเล่ห์แพรวพราว
[เอม] : ตลกล่ะค่ะ ไปจัดการเื่เอกสารให้เสร็จดีกว่าคิดถึงเตียงนอนที่บ้านพักจะแย่แล้ว
[Big Boss] : ครับ
ผู้กองเอกพิมพ์ตอบกลับสั้นๆพร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก
‘แล้วเจอกันนะครับผมก็คิดถึงคุณจะแย่แล้ว’
เอมขับรถมอเตอร์ไซค์มาถึงกองร้อยก่อนจะเดินตรงไปหาทหารเวรที่ยืนอยู่หน้าอาคาร
"ขอโทษนะคะไม่ทราบว่าห้องทำงานของผู้กองเอกไปทางไหนคะ"
"เดินตรงไปเลี้ยวขวาห้องริมสุดเลยครับ"
พลทหารตอบพร้อมรอยยิ้มเอมกล่าวขอบคุณและเดินไปตามทางที่บอก
สองเท้าของเอมก้าวเดินไปตามทางเดินสะอาดสะอ้านของอาคารกองร้อยแฟ้มเอกสารในมือถูกกระชับแน่นขึ้นเพื่อขับไล่ความประหม่า แต่ทว่า...เมื่อเดินเลี้ยวพ้นมุมตึก ร่างบางก็ต้องชะงักฝีเท้ากึกลมหายใจสะดุดกะทันหันราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบเข้าที่กลางอก
เบื้องหน้าของเธอคือร้อยเอกฟิว อดีตแฟนเก่าผู้ฝังรอยแผลเป็ไว้ในความทรงจำของเอมเมื่อแปดปีก่อน
ในวินาทีที่ฟิวหันมาเห็นเอมดวงตาคมกริบของนายทหารหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตะลึงงันร่างสูงค้างไปชั่วขณะเมื่อพบว่าเด็กสาวสวมแว่นหนาเตอะคนเดิมในอดีตบัดนี้ได้เติบโตเป็หญิงสาวสะพรั่งเปี่ยมด้วยออร่าความสวยและเสน่ห์อันเย้ายวนที่ฉายชัดยิ่งกว่าวันวานความงามที่เปลี่ยนไปราวคนละคนทำให้หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำด้วยความระทึกความรู้สึกดีใจและโหยหาพรั่งพรูขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ฟิวไม่รอช้ารีบสาวเท้ายาวๆตรงดิ่งเข้ามาหาเธอทันที
"เอม..."เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อนั้นด้วยความสั่นพร่า
เอมสะท้านไปทั้งร่างความใและหวาดหวั่นแล่นริ้วขึ้นมาประชิดตัว แต่ด้วยสัญชาตญาณและการปกป้องตัวเองเธอกัดริมฝีปากแน่น ข่มอารมณ์และควบคุมสีหน้าที่กำลังสั่นไหวให้กลับมานิ่งสนิททันทีที่ตั้งสติได้ เธอก็สวม "หน้ากากแห่งความเข้มแข็ง" ทับลงไปทันที
รอยยิ้มบางเบาถูกระบายลงบนเรียวปากท่าทีที่แสดงออกมาราวกับกำลังทักทาย "เพื่อนเก่า" ธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งหรือหลงเหลือเยื่อใยใดๆ ต่อกันอีกแล้ว
"อ้าว...ผู้กองฟิว สวัสดีค่ะ"
เอมเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเป็ปกติที่สุดลึกๆ ในใจที่เคยแหลกสลายต้องถูกกดทับเหยียบย่ำความเ็ปทั้งหมดลงไปให้ลึกที่สุดในก้นบึ้งของหัวใจเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเข้มแข็งและก้าวข้ามผ่านอดีตอันเ็ปนั้นมาได้นานแล้ว
ฟิวชะงักค้างไปในทันทีดวงตาคมเข้มเบิกกว้างขึ้นด้วยความใระคนหวาดหวั่นเมื่อได้สบเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้น ความว่างเปล่าไร้ซึ่งร่องรอยของความโกรธ ความตัดพ้อ หรือแม้กระทั่งเยื่อใยใดๆที่เคยมีให้เขาในอดีตมันคือความราบเรียบที่เยือกเย็นยิ่งกว่าคำด่าทอหรือหยาดน้ำตาใดๆ ทั้งสิ้นความจริงที่กระแทกเข้ามาในอกทำให้เขารู้สึกลึกๆ ว่าผู้หญิงตรงหน้าได้หลุดพ้นจากเงื้อมเงาและพันธนาการทางใจที่มีต่อเขาไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่เขาเลือกที่จะไม่ยอมแพ้
"คำพูดดูห่างเหินจังเลยนะ"ฟิวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความสั่นพร่าเล็กน้อย
ฉันยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนเป็รอยยิ้มที่ว่างเปล่าและบริสุทธิ์ราวกับคนอโหสิกรรมให้กับทุกการกระทำอันเห็นแก่ตัวของเขาในอดีตอย่างไร้เงื่อนไข
"มีอะไรหรือเปล่าคะ"ฉันเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สีหน้า ท่าทางและรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนเกินไปนั้นกลับกลายเป็คมมีดกรีดลึกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของฟิวอย่างจังความเ็ปแล่นขึ้นมาจนรู้สึกเหมือนหัวใจบางส่วนได้ขาดหายไปอย่างถาวรไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้อีกแล้ว แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง...ภายใต้ความเ็ปเจียนตาย ความรู้สึก “ตกหลุมรัก”ผู้หญิงตรงหน้าซ้ำเป็ครั้งที่สอง ก็เข้าแทรกซึมและกัดกินหัวใจของเขาอย่างรุนแรงจนต้านทานไม่ไหว
ภาพของเด็กสาวในอดีตที่เคยถูกเขาทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใยบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็หญิงสาวที่สง่างามเปี่ยมด้วยเสน่ห์ลึกล้ำและแววตาที่เด็ดเดี่ยวจนน่าหลงใหลมันเป็ความงดงามที่ทรงพลังจนทำให้เขาแทบคลั่ง
"น่ารักจัง..."ฟิวเผลอพึมพำหลุดปากออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนเกินจะเก็บกักจนทำให้เอมขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยด้วยความไม่เข้าใจ
"อะไรนะคะ"
"อ้อ...เปล่าครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ มาทำอะไรที่นี่เหรอ"
ฟิวรีบเปลี่ยนเื่แก้เก้อพยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
"เอาเอกสารมาให้ผู้กองเซ็นค่ะ"
ฉันตอบสั้นๆก่อนจะป้องปัดสายตาหลีกเลี่ยงการสนทนาต่อ
“เราช่วยถือไหม"
ฟิวเอ่ยขึ้นพร้อมขยับกายเข้ามาใกล้ แล้วทำท่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยถือแฟ้มเอกสารในมือของเธอ
เอมรีบดึงแฟ้มถอยหลังหลบเลี่ยงััของเขาอย่างชัดเจนพร้อมกับปายสายตามองเลยผ่านไหล่ของเขาไปทางอื่นเพื่อตัดบทสนทนา
ในเวลาเดียวกันภายในห้องทำงานริมสุด... ผู้กองเอก ที่นั่งรอคอยการมาเยือนของเอมอย่างใจจดใจจ่อเริ่มรู้สึกผิดสังเกตเมื่อเวลาผ่านไปนานเกินกว่าปกติแฟ้มเอกสารก็ยังมาไม่ถึงเสียที ด้วยความร้อนรนและนึกเป็ห่วงร่างสูงจึงลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่างห้องทำงานเพื่อชะโงกมองหาทว่าภาพที่สะท้อนผ่านหน้าต่างกระจกใสบานนั้นทำให้ผู้กองเอกถึงกับนิ่งงั้นลมหายใจที่พ่นออกมาสะท้อนความกรุ่นโกรธเมื่อเห็นจังหวะที่ฟิวกำลังก้าวเข้าไปใกล้และยื่นมือหนาหมายจะเอื้อมไปแตะต้องหรือช่วยถือแฟ้มเอกสารในมือของเอมท่าทางคุกคามและฉวยโอกาสแบบนั้นกระตุกต่อมความหึงหวงและความโกรธของเขาให้พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันทีดวงตาคมกริบหรี่ลงจ้องเขม็งราวกับเสือจ้องจะตะครุบเหยื่อมือที่กำขอบหน้าต่างแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ยอมปล่อยให้ไอ้สารเลวนั่นล้ำเส้นเข้าใกล้คนของเขาอีกแม้แต่วินาทีเดียว
‘หึ... กล้าดียังไงมายุ่งกับคนของกูได้ไงวะไอ้ฟิว’
เอกแค่นหัวเราะในลำคอแววตาเ้าเล่ห์ฉายประกายความเ้าแผนการขึ้นมาทันทีในเมื่ออีกฝ่ายกล้าเข้ามาเกะกะในพื้นที่ของเขามีหรือที่นายทหารผู้กุมเกมเหนือกว่าคนนี้จะอยู่เฉยๆ
มือแกร่งหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาอย่างใจเย็นกดต่อสายตรงหาบุคคลสำคัญที่จะช่วยเคลียร์พื้นที่ให้เขาได้อย่างแเีที่สุด ‘ลูกสาวผู้พัน’เพื่อนสนิทในวัยเด็กของเขา เ้าของปัญหาหัวใจตัวจริงของฟิวนั่นเอง
ผ่านไปเพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าและเสียงเรียกหวานๆของลูกสาวผู้พันก็ดังขึ้นจากทางเดินเรียกร้องความสนใจและดึงตัวฟิวให้ต้องผละออกจากเอมไปทันทีตามแผน
"ฮัลโหล...แพร"
น้ำเสียงผู้กองเอกพูดทักทายด้วยความห้วนๆหลังจากที่ปลายสายกดรับ
"ลมอะไรหอบให้ผู้กองคนเก่งที่แสนเ็าและเหย่อหยิ่งโทรมาหาเนี่ย"
ปลายสายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจเพราะร้อยวันพันปี ั้แ่รู้จักกันมาแต่เด็ก ก็ไม่เคยเห็นเบอร์นี้โทรมานอกจากเธอจะเป็ฝ่ายโทรไป
"พูดมากนาพอดีเห็นว่าอยู่แถวตึกกองร้อยใช่ไหม"
ผู้กองเอก พูดสวนไปด้วยความไม่สบอารมณ์มากนักแต่ปลายสายน่าจะชินกับนิสัยเขาไปแล้ว
"ใช่มีอะไรหรือเปล่าคะ........คุณผู้กอง"
แพรพูดด้วยน้ำเสียงประชดปนรอยยิ้มขำๆ
"เห็นไอ้ฟิวมองหาอยู่ลองเดินมาดูแถวระเบียงริมตึกสิ เผื่อมันจะมีเื่คุยด้วย"
เอกเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนๆแต่เต็มไปด้วยแผนการร้ายลึก
ผ่านไปเพียงครู่เดียวเสียงฝีเท้าและเสียงเรียกหวานๆ ของลูกสาวผู้พันก็ดังขึ้นจากทางเดิน
"พี่ฟิวคะ!มายืนทำอะไรตรงนี้เหรอ แพรตามหาตั้งนานแหนะ " เสียงใสๆ ของเธอดังก้องขึ้นเรียกร้องความสนใจและดึงตัวฟิวให้ต้องสะดุ้งสุดขีด
ฟิวชะงักกึกสีหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อหันไปเห็นหญิงสาวที่ตนต้องคอยเอาใจยืนส่งยิ้มหวานรออยู่เขาหันกลับมามองเอมด้วยความลังเลและรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างที่สุด เอมแอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเป็ปลิดทิ้งที่ตัวปัญหาถูกดึงออกไปจากตรงหน้าเธอจึงรีบตัดบททันที
"เชิญตามสบายนะคะ ขอตัวก่อนค่ะ"
พูดจบเธอก็รีบสาวเท้าเดินเลี่ยงหนีออกไปทันทีทิ้งให้ฟิวจำใจต้องหันไปส่งยิ้มฝืนๆ ให้ลูกสาวผู้พันแล้วเดินตามเธอไปอย่างจำยอม
ในขณะเดียวกันจากหน้าต่างห้องทำงานชั้นบน ผู้กองเอกยืนกอดอกมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มพราวระยับมุมปากหยักยกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าราวกับกำลังมองดูหมากบนกระดานที่เคลื่อนไหวไปตามการควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์แบบไม่มีใครแตะต้องคนของเขาได้หรอก....ถ้า "บิ๊กบอส"คนนี้ยังยืนอยู่ตรงนี้!
ครืดดด... ครืดดด!
เสียงแรงสั่นะเืจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังขึ้นขัดจังหวะท่ามกลางสายตาคมกริบที่ยังคงจดจ้องเหตุการณ์เบื้องล่างไม่วางตาผู้กองเอกละสายตาจากหน้าต่างชั่วขณะ หันไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นพร้อมกับข้อความจากปลายสายที่เพิ่งถูกส่งตรงเข้ามา
[ แพร ] :"รู้หรอกน่าว่าพี่เอกดึงแพรมาเป็ไม้กันหมาให้คุณครูคนนั้นน่ะหนี้บุญคุณครั้งนี้พี่เอกต้องเป็คนเลี้ยงกาแฟแพรนะบอกไว้ก่อน!"
ผู้กองเอกอ่านข้อความแล้วแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆมุมปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างยอมจำนนในความรู้ทันของน้องสาวตัวแสบ
ฉลาดเป็กรดสมกับเป็ลูกสาวผู้พันจริงๆ...แต่มันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือไงในเมื่อหมากตานี้ทำให้ไอ้ฟิวผละออกไปจากคนของเขาได้สำเร็จอย่างราบคาบ
นิ้วแกร่งกดพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆว่า
"เออ เดี๋ยวเลี้ยงกาแฟขอบใจมากน้องสาว" ก่อนจะวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะแล้วหันกลับมาสนใจภาพตรงหน้าที่ตอนนี้ ครูสาวในชุดเรียบร้อยกำลังก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาใกล้ตึกกองร้อยทีละน้อยหัวใจที่เคยนิ่งสงบของนายทหารหนุ่มกลับเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นทั้งความห่วงหาอาทรและความตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าในที่สุดเธอก็ยอมก้าวเท้าเข้ามาสู่พื้นที่ของเขา
ทุกย่างก้าวที่เอมเดินเข้ามาสะท้อนอยู่ในสายตาของผู้กองเอกอย่างชัดเจนเขาสังเกตเห็นความประหม่าที่ฉายชัดผ่านท่าทางเก้ๆ กังๆและมือที่กระชับแฟ้มเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
ภาพนั้นทำให้รอยยิ้มอ่อนโยนระบายขึ้นบนมุมปากหยักโดยไม่รู้ตัว
‘เดินเข้ามาใกล้แล้ว... คนเก่งของผม’
ผู้กองเอกยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างปล่อยให้สายตาคู่นั้นเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของเธอด้วยความรู้สึกที่อยากจะเดินออกไปรับเสียเองให้รู้แล้วรู้รอดแต่ด้วยมาดและสถานะ เขากลับเลือกที่จะยืนรอคอยเธออยู่ตรงนี้อย่างใจเย็น...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สองสามครั้งก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกช้าๆคุณครูเอมก้าวเข้ามาข้างในด้วยความรู้สึกที่ยังหลงเหลือความประหม่าจางๆ ในแววตา
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่กำลังทอดมองมาอยู่ก่อนแล้วหัวใจดวงน้อยก็กระตุกวูบความเงียบภายในห้องทำงานกว้างขวางถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากสายตาคู่นั้น
ผู้กองเอกไม่ได้เอ่ยทักทายอะไรในทันทีร่างสูงค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนมือแกร่งพับแฟ้มเอกสารบนโต๊ะของตัวเองลงอย่างใจเย็นก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะทำงานตรงเข้ามาหาเธอทีละก้าวอย่างมั่นคง ระยะห่างที่ค่อยๆลดลงทำให้เอมต้องเผลอหายใจแรงโดยไม่รู้ตัว
"มาถึงจนได้นะครับ...คุณครูคนเก่ง"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความอ่อนโยนแววตาคมกริบทอประกายความเอ็นดูระคนขบขันอย่างปิดไม่มิด เมื่อเห็นท่าทางยืนเก้ๆกังๆ ที่พยายามจะรักษาฟอร์มความนิ่งเอาไว้เต็มที่ของเธอ
เอมเม้มริมฝีปากเล็กน้อยรู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองกำลังถูกจับไต๋ได้เธอจึงรีบยื่นแฟ้มเอกสารในมือออกไปข้างหน้าเพื่อทำตามภารกิจให้จบๆ ไป
"นี่ค่ะ เอกสารโครงการโรงเรียน...พี่ฝนฝากให้เอามาให้ผู้กองเซ็นอนุมัติค่ะ"
เอมพูดด้วยน้ำเสียงพยายามราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผู้กองเอกก้มมองแฟ้มเอกสารในมือเธอสลับกับใบเนียนใสที่แอบเจือความประหม่าเล็กๆเขาไม่ได้รีบยื่นมือไปรับมันทันที แต่กลับทิ้งน้ำเสียงนุ่มลึกชวนใจสั่นลงมาแทน
"ไหนล่ะครับ... ค่าจ้างสำหรับลายเซ็นของผม"เอกแกล้งเอ่ยหยอกเย้าพร้อมกับโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนเอมต้องเผลอขยับถอยหลังหนีด้วยความใ
"ผู้กอง! นี่เื่งานนะคะ..."เอมรีบโวยวายเสียงเบาใบหน้าหวานเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่ถูกแกล้งต่อหน้าต่อตา
ผู้กองเอกหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆกับท่าทางพองลมเหมือนแมวหวงกอดของเธอ เขายอมรับแฟ้มเอกสารมาถือไว้แต่โดยดี เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กเริ่มมีอาการนั่งไม่ติดและระแวดระแวงเขาก็ยอมผ่อนปรนลง ก่อนจะผายมือเชิญเธอไปยังโซฟารับแขกมุมห้องด้วยท่าทีสุภาพ
"ไม่ดีกว่าค่ะขอตัวกลับก่อนนะคะ"
เอมรีบปฏิเสธเสียงแข็งดวงตากลมโตหลบความเขินอายก่อนจะรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องทันทีที่ภารกิจส่งเอกสารเสร็จสิ้นลงโดยไม่รอให้เขาได้เอ่ยปากรั้งหรือหาข้ออ้างอื่นมาแกล้งเธออีก
ผู้กองเอกยืนมองตามแผ่นหลังบางที่รีบเร่งฝีเท้าจนแทบจะกลลายเป็การวิ่งหนีรอยยิ้มอบอุ่นระบายขึ้นบนใบหน้าคมคายั์ตาทอดมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของนางเอกในดวงใจด้วยความเอ็นดูระคนขบขันอย่างที่สุด
ให้ตายสิ...วิ่งหนีเร็วเป็แมวตื่นตูมไปได้
เขาส่ายหัวเบาๆ อย่างนึกเอ็นดูพลางกระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่นขึ้น พร้อมกับคิดทบทวนในใจว่า
‘เย็นนี้คงต้องส่งข้อความไปแกล้งเ้าตัวแสบต่อเสียหน่อยแล้ว’