ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 31 ซุ่มโจมตี

              มันเป็นเวลากว่าสัปดาห์แล้วที่กลุ่มของเรย์ได้อาศัยอยู่ที่นี่


              ในทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่นไม่ว่าจะเป็นพวกซามูไรหรือผีดิบเหล่านั้นล้วนไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันภายใต้การนำของโทชิโร่เข้ามาได้


              เรื่องนี้ยังทำให้เรย์สังเกตเห็นได้ด้วยว่าพวกซามูไรนั้นก็มีระดับสติปัญญาด้วยเช่นกัน


              เมื่อพวกมันเห็นว่าไม่สามารถโจมตีที่นี่ได้ก็ไม่ดันทุรังฝ่าเข้ามาทำเพียงกระจายตัวอยู่รอบ ๆรอซุ่มโจมตีเมื่อพวกเขาจำเป็นต้องออกไปนอกเขตเพื่อหาเสบียงเท่านั้น ทำให้ปัจจุบันยังรักษาความสงบสุขของที่นี่ไว้ได้อย่างมั่นคง


              เช้าวันนี้ยามไม่มีงานเรย์ยังคงเข้ามาในห้องพื้นที่สำหรับฝึกซ้อม หากไม่มีการโจมตีหรือภารกิจตอนกลางคืนช่วงเวลาหลังอาหารเช้าจนถึงเข้านอนจะเป็นเวลาอิสระ ส่วนคนในหน่วยที่เหลือก็ชุมนุมกันตามโรงอาหารหรือห้องสันทนาการอื่นส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ไกล ๆ


              เขายกดาบฟาดไปมากับหุ่นซ้อมที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมกำแพงห้องฝึกซ้อมฟันดาบให้เป็นเส้นตรง ตัดวัตถุในแนวตรงเพื่อให้ตวัดดาบตามแนวระนาบเรียบสนิท ซึ่งถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่สามารถใช้งานคมดาบได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเทคนิคที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่ง


              หลังจากที่เคยพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับชายปริศนาเมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรูที่แข็งแกร่ง ทำให้เขารู้สึกว่ายังเตรียมตัวมาดีไม่พอไม่ใช่แค่ต้องทำความคุ้นเคยกับสไตล์การต่อสู้ของอีกฝ่ายแต่ยังต้องทำความคุ้นเคยกับสัมผัสของอาวุธที่เราใช้อยู่เสมอ


              รู้เขาเฉย ๆ ไม่ได้ยังต้องรู้เรา


              เรย์พยายามนึกถึงตอนที่เขาสามารถฟันเกลียวคลื่นแสงออกจากดาบใส่ชายปริศนานั่นสำเร็จด้วยความบังเอิญโดยเรียนรู้เคล็ดวิชาผ่านความทรงจำ ตอนนั้นเขารู้สึกเป็นห่วงเคนจิจึงใช้ออกไปอย่างไม่รู้ตัว ทว่าในภายหลังเมื่อลองพยายามทำซ้ำอีกครั้งมันกลับไม่ปรากฏออกมาง่าย ๆ


              พอมาคิดทบทวนดูเขาคิดว่ามันคงเกี่ยวข้องกับการรีดเร้นลมปราณอะไรนั่นออกมาใช้ให้ได้อย่างถูกวิธีตราบใดที่ยังควบคุมไม่ได้ ก็ไม่สามารถใช้งานออกมาได้ดั่งใจนึกแม้จะรู้ขั้นเทคนิคของมันก็ตาม


              ‘ต้องเพิ่มพลังสมาธิให้มากขึ้นกว่านี้ถ้าดึงพลังในตอนนั้นออกมาใช้ทุกเมื่อไม่ได้ ก็ไม่มีทางสู้หมอนั่นได้’


               รู้ตัวอีกทีเวลาได้ผ่านไปหลายชั่วโมงจนถึงช่วงบ่ายเหงื่อเขาไหลโทรมไปทั้งตัวเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงอึดทางกายและความหนักแน่นของสภาพจิตใจ


              "เอ้าหยุดพักสักหน่อยไหมพ่อหนุ่ม"


              เรย์หยุดมือหลังจากได้ยินเสียงของมัตสึบาระก่อนที่จะผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่


              เบื้องหน้าเขามัตสึบาระกำลังยืนเช็ดหน้าผากด้วยผ้าขนหนู


              "จะยังไงนายนี่อึดดีนะท่วงท่านั่น เคยผ่านการฝึกเคนจุตสึมาก่อนใช่ไหม"


              สำนวนเรียกว่าสุภาพไม่ได้แต่น้ำเสียงของมัตสึบาระก็บ่งบอกว่ารู้สึกทึ่งจากใจจริง


              "เอ่อ...เรียนกับคุณพ่อมานิดหน่อยครับ"


              "ฝึกฝนไว้มันก็ดีอยู่หรอกนะแต่หากเธอยังไม่กล้าลงมือกับมนุษย์ด้วยกันสักวันมันจะเป็นภัยกับตัวเธอเองได้นะ"


              หญิงสาวแสดงความเป็นห่วงเพราะสำหรับเธอนั้นไม่มีความลังเลที่จะต้องปลิดชีวิตศัตรูผู้ถืออาวุธที่สามารถปลิดชีพผู้อื่นความลังเลจะมีแต่กลับมาเป็นภัยต่อตนเอง


              มัตสึบาระไม่ได้หลงตัวขนาดจะคิดไปเองว่าเมื่ออีกฝ่ายอยู่ในสถานะสามารถสังหารเราได้ทุกเมื่อจะเกิดความลังเลที่จะลงมือกับเราขึ้นมาเหมือนกันบ้างหรือเปล่า


              คำตอบนี้เธอรู้ไปจนถึงส่วนลึกของจิตใจ


              "ผมจะจำเอาไว้ครับ"


              “นี่ก็สายมากแล้วเดียวฉันไปเรียกเจ้าทาดาชิ แล้วเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า”


              มัตสึบาระตบท้องเบา ๆ พลางเอ่ยชวนทว่า.. ยังไม่ทันที่เขาได้เอ่ยตอบตกลงทาดาชิที่กำลังถูกเอ่ยถึงก็เปิดประตูพรวดพราดเข้ามา


              “เฮ้! คุณโทชิโร่มีคำสั่งด่วน เรียกพวกหน่วยสำรวจทุกคนไปที่ห้องประชุมหนะ”



     

              เรย์ มัตสึบาระ และทาดาชิทั้งสามเมื่อมาถึงห้องประชุมภายในอาคารหลัก ซึ่งมีลักษณะเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างวุ่นวายหน้าดำคร่ำเคร่งและเซ็งแซ่ โดยบนหน้าจอโปรเจคเตอร์กำลังแสดงแผนที่ของเขตนากาโนะ


              เขากวาดตามองจึงพบเคนจินั่งอยู่ข้างโยซึรุบริเวณมุมหนึ่งหมอนั่นกำลังกวักมือเรียกเขาหย่อย ๆ


              “เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”


              เรย์เอ่ยถามอีกฝ่ายทันทีที่หย่อนก้นลงนั่งข้างกัน


              “ทีมสำรวจของวันนี้น่ะสิ...พวกเขาขาดการติดต่อไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว...ที่สำคัญคือคุณหมอคัตสึรางิก็ออกไปกับทีมพวกเขาด้วย”


              ‘คัตสึรางิ เคียวโกะ’ถึงแม้จะยังไม่เคยพบกันตรง ๆ สักครั้งแต่ก็พอได้ยินมาว่าเธอเป็นคุณหมอประจำฐาน นับเป็นบุคลากรคนสำคัญของที่นี่


              เคนจิยังเล่าให้ฟังต่อว่าทีมของคุณหมอถูกดักซุ่มโจมตีจนต้องถอยร่นเข้าไปตั้งรับในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งคนที่หนีกลับมาแจ้งข่าวได้ก็คือรองหัวหน้าทีมที่ชื่อ ‘อินูอิ’


              “จะใช่เจ้าพวกนั้นหรือเปล่าก็ยังยืนยันไม่ได้เจตนาของพวกมันยังไม่ชัดเจนฉันไม่อยากให้พวกเราต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อกับมนุษย์ด้วยกันไปมากกว่านี้”


              เสียงห้ามปราบลอยมาจากมุมหนึ่งของที่ประชุมเมื่อมีคนเสนอให้บุกไปเอาคืน


              “แต่ถ้ารอเป็นฝ่ายรับให้เกิดเรื่องก่อนค่อยแก้มันจะไม่ดีหรือเปล่า?ถ้าเข้ามาทำร้ายกันตรง ๆ ก็ว่าไปอย่างแต่พวกมันคอยโจมตีพวกเราลับหลังแบบนี้มันก็ต้องตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น จะเอาแต่คอยระวังอย่างเดียวมันก็ใช่ที่เหมือนกัน”


              ใครบางคนโต้ตอบอย่างคล้ายอารมณ์เริ่มเดือด


              “หากสันติไม่ใช่ทางออกเราควรเพิ่มมาตรการตอบโต้ขึ้นนะครับ”


              เสียงฝ่ามือตบลงโต๊ะอย่างแรงสนับสนุนความคิดเห็นนี้


              “ใช่ใช่ ฐานกบดานของพวกมัน เราก็ได้ข้อมูลมาแล้ว ไปเอาคืนพวกมันกันเถอะ!”


              ถ้าปล่อยให้ทุกคนสุมไฟความไม่พอใจให้กันต่อไปอาจจะลุกไหม้จนห้ามไว้ไม่อยู่โทชิโร่จึงต้องลงแรงคว้าถังดับเพลิงเสียเอง


              เขาเอ่ยอย่างมีสติกว่าใคร


              “ทุกคนใจเย็นก่อนนี่อาจเป็นแผนของพวกมันที่ต้องการล่อเราออกไปเพราะงั้นคงไม่สามารถทุ่มกำลังออกไปทั้งหมดได้ และจากเบาะแสที่อินูอิให้มาทุกคนอาจยังไม่เป็นอะไร รีบร้อนบุ่มบ่ามเกินไปอาจเกิดปัญหาได้สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนตอนนี้คือส่งมือดีไปช่วยพวกเขาโดยเร็วที่สุด”


              โทชิโร่ต้องใส่ใจกับอันตรายทุกอย่างอะไรที่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน ขอแค่ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุดหากขนกำลังหลักไปหมดแล้วมีอะไรเกิดขึ้น แนวป้องกันที่นี่จะอ่อนแอลงอย่างมาก


              เหตุผลของโทชิโร่ทำให้ทุกคนอารมณ์เย็นลงไม่มากก็น้อย


              จากนั้นผู้เข้าประชุมซึ่งนั่งเรียงรายกันไม่มีใครคัดค้านคำตัดสินของโทชิโร่แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อชายผู้นี้ หลังจากคุยถึงแผนการกันอีกเล็กน้อย โทชิโร่จึงเริ่มขานรายชื่อคนที่ต้องเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้โดยคัดคนมีฝีมือจากในกลุ่มอีกที ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเขาและเคนจิร่วมอยู่ด้วย


              อีกเกือบครึ่งชั่วโมงให้หลังโลกทั้งใบถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของยามเย็น


              รถตู้สี่คันวิ่งทะยานสะท้อนแสงสายัณห์ออกจากค่าย


              “คณะของพวกมันออกจากฐานกำลังมุ่งหน้าเลียบทางรถไฟไปทางถนนตะวันตก ทราบแล้วเปลี่ยน”


              พวกเขาไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้กลับอยู่ในสายตาของผู้อื่นข้อมูลการเคลื่อนไหวถูกรายงานเป็นทอด ๆ ในทางลับ


     

              รถตู้สองคันกำลังมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลคาวาคิตะตามเส้นทางเลียบรางรถไฟถนนสองข้างทางรายล้อมไปด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เคยเป็นย่านธุรกิจและที่พักอาศัยแม้จะเงียบเหงา แต่ยังคงเห็นซากรถที่จอดทิ้งร้างและป้ายโฆษณาที่เคยมีชีวิตชีวาแต่บัดนี้ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา ยิ่งออกห่างจากฐานเท่าไหร่จำนวนผีดิบที่ปรากฏมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้ในย่านถนนเส้นตะวันตกจะมีพวกมันมากมายแต่ก็ยังพบเห็นพลเรือนบางคนอาศัยในบริเวณนี้อยู่บ้างจากการที่เห็นผ้าม่านขยับสั่นไหวเมื่อเสียงเครื่องยนต์ดังสะท้อนกับอาคาร


              โทชิโร่ที่กำลังขับรถจึงอธิบายว่ายังมีคนพึงพอใจกับโลกที่กลายเป็นแบบนี้และพวกเขาไม่ต้องการอยู่ในกฎระเบียบใดอีกต่อไป


              “เมื่อโลกไร้กฎระเบียบมนุษย์จะลดความเป็นมนุษย์น้อยลงเรื่อย ๆ นำไปสู่การปล้นสะดม ก่ออาชญากรรมแย่งชิงทรัพยากร กักตุนและเก็บตัว รวมไปถึงตั้งตัวเป็นผู้นำคนใหม่นับเป็นการพัฒนาอารมณ์ของมนุษย์ขั้นสุดไปแล้ว เนื่องจากทุกคนต้องเอาตัวรอดไม่ว่าอดีตของพวกเขาเหล่านั้นจะเคยทำอาชีพอะไรมาก็ตามการทำตามหัวโขนที่พวกเขาเคยทำเพื่อยังชีพ มันไม่มีความหมายอีกต่อไป ที่พวกเขาปรารถนาก็มีเพียงปัจจัยสี่ที่น้อยเหลือเกินตอนนี้มันเหลือแค่เพียงพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งคนรอดเท่านั้นที่จะชนะ”


              “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปเมื่อมนุษย์ไม่มีอะไรจะเสีย ความขัดแย้งที่เกินจะคาดเดาความรุนแรงจะแพร่กระจายทุกที่ และเมื่อรู้ตัวอีกทีมนุษย์จะกลับสู่ความดิบเถื่อนที่แท้จริงสินะครับ”


              เรย์กล่าวเสริมประโยคของโทชิโร่


              “ทำไมต้องพูดอะไรที่มันน่ากลัวขนาดนั้นกันด้วยล่ะดูอย่างกลุ่มพวกเราสิ ไม่เห็นเป็นอย่างที่ว่าสักนิดนะครับ”


              โทชิโร่ส่ายหัวให้กับคำพูดของเคนจิราวกับเขาช่างไร้เดียงสา


              “พวกเราทำได้เพียงค้ำจุนให้ทุกอย่างยังไม่พังทลายที่เธอยังสามารถพูดประโยคเหล่านี้ออกมาได้ เพราะตอนนี้เธอยังมอบที่พักพิง อาหารและความปลอดภัย ตราบที่หาได้ให้พวกเขา— เกิดวันใดวันหนึ่งหากเราไม่สามารถล่ะ...เธออย่าได้บังอาจดูถูกจิตใจของมนุษย์เชียว เพราะมันนั้นซับซ้อนมากกว่าที่คิดนัก”


              โทชิโร่พูดต่อโดยไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของเจตนาดีหรือเจตนาร้ายราวกับต้องการพิสูจน์เรื่องนั้น


              ช่วงขณะนั้นเองประมาณหนึ่งกิโลเมตรก่อนถึงจุดหมาย ถนนที่ตัดผ่านใจกลางย่านตะวันตกมีชายคนหนึ่งในชุดสูทเดินออกมาจากริมฝั่งถนน


              ชายคนดังกล่าวยกฝ่ามือเปล่าตั้งท่าเล็งเป้าตรงมาที่รถของพวกเขา


              บางสิ่งพุ่งออกจากฝ่ามือ


              “เฮงซวยเอ้ยพวกเราถูกซุ่มโจมตี ทุกคนระวัง!”


              โทชิโร่รับรู้ได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่เรื่องปกติ


              เรย์ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนมันดูคล้าย คลื่นช็อก หรือ คลื่นกระแทก ที่มีความโปร่งแสงกลมกลืนไปกับพื้นที่มันแผ่กระจายเป็นคลื่นวงน้ำพุ่งตรงมายังรถของพวกเขา


              เคนจิใช้ความสามารถเสริมพลังป้องกันให้กับด้านหน้าของตัวรถจนเกิดเส้นแสงวงจรปกคลุมทว่ามันยังไม่เพียงพอรับแรงปะทะที่มองไม่เห็น


              “เกาะแน่น ๆ ไว้นะ”


            ทันทีที่โทชิโร่ตะโกนบอก รถของพวกเขาถูกคลื่นบางอย่างกระแทกใส่รถโยกแรง สั่นสะเทือนไปหมด เสียงต่าง ๆ ประเดประดัง กระจกแตกโลหะยุบตัวเหมือนกระป๋องที่ถูกบีบ สุดท้ายไม่อาจประคองต่อไปได้รถเอียงพลิกคว่ำตะแคงขวางกลางถนน


             

              เรย์มาได้สติอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงปืนจากด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวประตูท้ายรถตู้ที่กำลังพลิกตะแคงคว่ำถูกกระชากเปิดออกโดยมัตสึบาระดูเหมือนว่ารถคันที่ตามมาข้างหลังของกลุ่มเธอจะยังไม่เป็นอะไร


              “ยังครบสามสิบสองกันดีไหมหนุ่มๆ รีบออกมาเร็วเข้า!”


              มัตสึบาระฉุดกระชากลากทุกคนออกมาจากรถได้สำเร็จโดยมีหน่วยอื่นที่ตามหลังมา เปิดประตูรถค้างไว้ ใช้มันเป็นกำบังช่วยยิงคุ้มกัน


              เสียงปืนดังกระหึ่มกระสุนปลิวว่อนในอากาศ กลุ่มกองกำลังปริศนาโผล่มาล้อมไว้ทุกด้านทั้งจากในตรอกและบนอาคาร พากันสาดกระสุนใส่พวกเขาไม่หยุด


              “หน็อย ชักทนไม่ไหวแล้วลุยฝ่าเข้าไปซัดพวกมันเลยไหมหัวหน้า”


              แม้ระดับความแม่นยำนั้นเปรียบดั่งมืออาชีพกับมือสมัครเล่นทว่ามันถูกถมด้วยจำนวนที่มากกว่า


              พวกเขาก้มหัวหลบกระสุนกันอย่างทุลักทุเลจนหนีเข้ามาในอาคารใกล้ๆ ได้สำเร็จ


              “ขืนบุ่มบ่ามลุยเข้าไปแล้วเกิดโดนล้อมกรอบในที่แคบๆ พวกเราจะแย่เอาหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์แล้วรอจังหวะเพื่อทำลายกำลังหลักของอีกฝ่ายนับเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องจริงไหม”


              โทชิโร่กล่าวพร้อมกับประเมินสถานการณ์รอบๆ


              “เราถูกตรึงกำลังไว้ที่นี่ต่อไปไม่ดีแน่ผมขอแยกตัวไปเสริมกำลังที่โรงพยาบาลก่อนนะครับ”


              อินูอิเสนอขึ้น ขณะก้มลงเปลี่ยนแม็กกาซีน


              “เข้าใจล่ะฉันจะสกัดพวกมันทางนี้เอง เอาวิทยุนี่ไปด้วย”


              โทชิโร่พยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอพร้อมโยนวิทยุสื่อสารให้ไปหนึ่งเครื่อง


              “มัตสึบาระ ทาดาชิเคนจิคุง เรย์คุง ทั้งสี่คนไปกับอินูอิ เสร็จทางนี้แล้วพวกฉันจะรีบตามไปเสริม”


              “รับทราบครับ/ค่ะ”


              ทุกคนในรายชื่อผงกหัวรับคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


     

              พวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวทิ้งเสียงปืนดังระรัวไว้เบื้องหลัง เป้าหมายคือโรงพยาบาลคาวาคิตะที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตก กลุ่มของเรย์ลัดเลาะไปตามตรอกซอยหลีกเลี่ยงถนนใหญ่ตรอกซอยนั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงัดมีเพียงเสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นถนนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สองข้างทางเป็นอาคารเก่าๆที่มีหน้าต่างบางบานปิดอยู่และบางบานเปิดทิ้งไว้เหมือนกับมีใครสักคนเคยอยู่แต่จากไปแล้วเศษขยะและซากรถที่ถูกทิ้งร้างตามซอกมุมต่าง ๆ ทำให้บรรยากาศดูหดหู่และน่ากลัวในบางจุดยังมีกำแพงที่ถูกพ่นสีด้วยข้อความที่ยากจะเข้าใจ เหมือนกับเป็นสัญลักษณ์หรือการเตือนภัยจากใครบางคน


              พวกเขาไม่เจอสิ่งใดขัดขวางดูเหมือนเจ้าพวกนั้นก่อนซุ่มโจมตีคงได้ทำการเคลียร์พวกปีศาจออกจากพื้นที่ไปบางส่วน


              “มันทำให้ฉันกังวลจังเลยแฮะทำไมแถวนี้ดูเงียบผิดปกติ”


              มัตสึบาระเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวังสายตาสอดส่องไปทั่วตารางนิ้ว


              อันที่จริงเรย์นั้นสงสัยเช่นเดียวกันไม่รู้ว่าพวกปีศาจหรือกลุ่มผู้รอดชีวิตอื่น ๆกำลังซุ่มจับตามองรอโอกาสโจมตีพวกเขาอยู่หรือไม่


              ด้วยความสามารถพิเศษอันหลากหลายที่ทุกคนได้รับมาล้วนมีความเป็นไปได้แทบทั้งสิ้น


              เขาพยายามคิดและมองไปรอบ ๆพวกนั้นเตรียมการมาเป็นอย่างดี เริ่มจากใช้พลังนั่นดักซุ่มโจมตีปิดกั้นถนนจากนั้นจึงหันมาโจมตีแบบควบคุมกลุ่มเพื่อแยกกำลังรบออกจากกัน


              ขั้นต่อไปล่ะเรย์คิดว่าอีกฝ่ายอาจส่งกำลังมาดักลอบโจมตีพวกเขา ทั้งระยะใกล้และไกล  จากอาคารสูงสักแห่งหรืออาจดักซุ่มอยู่มุมตึก


              เรย์เหลือบมองไปยังอินูอิและถาม


              “อีกไกลแค่ไหนครับคุณอินูอิ”


              “ผ่านศาลเจ้านี่ไปอีกสองช่วงตึกก็ถึงแล้วล่ะระวังตัวด้วย”


              อินูอิชี้ไปทางศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนนซุ้มศาลเจ้าเก่าแก่มีร่องรอยการผุพัง แต่ยังคงมีเสน่ห์เฉพาะตัวราวกับเป็นจุดพักใจเล็ก ๆ ก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า